คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 322 ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน7,010 ตัวอักษร

ตอนที่ 322 ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน

ยูรันยกขวดหยกซึ่งบรรจุโลหิตขึ้นมา

“เราจะเริ่มจากการชำระล้างก่อน”

“เดี๋ยวก่อน!”

หนานอวี้ก้าวเข้ามาหาเขา ก่อนยื่นมือออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าอยากลองสัมผัสผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้างด้วยตนเอง”

ยูรันเลิกคิ้ว

“เจ้าแน่ใจนะ?”

“แน่ใจสิ นี่เป็นกายาของข้านะ”

หนานอวี้กำหมัดแน่น แม้แววตาจะมีความหวาดหวั่นซ่อนอยู่ แต่กลับไม่คิดถอย

“ข้าไม่อยากให้ภายหลังมีผู้ใดกล่าวหาว่าข้าเห็นแก่ตัว ปล่อยให้สามีรับความทรมานทั้งหมดอยู่เพียงผู้เดียวได้อย่างไรกัน”

ยูรันจ้องหนานอวี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มออกมา

“ได้ เพียงนิดเดียวเหมือนครั้งก่อนนะ”

“มาเลย ข้าพร้อมแล้ว”

ยูรันประสานมุทรา

“พิธีกรรมเหมันต์แห่งการชำระล้าง...เปิด!”

ครืน!

ภาพตรงหน้าของทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไป

ดินแดนอันว่างเปล่าปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด พื้นดินทุกตารางนิ้วถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอย่างไม่ขาดสาย จนแทบแยกไม่ออกว่าที่แห่งนี้มีจุดสิ้นสุดอยู่ตรงใด

ลึกเข้าไปตรงกลางดินแดน สามารถมองเห็นแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านอย่างเชื่องช้า มันไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก แต่ก็มากพอให้มนุษย์ลงไปจมอยู่ภายในได้ทั้งร่าง

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นกางเขนกลับหัวซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือสายน้ำนั้น

เพียงภาพของมันปรากฏ ความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ซ่านออกมาจากพิธีกรรม มันไม่ได้กัดกินเพียงร่างกาย แต่ราวกับสามารถแทรกซึมผ่านเลือดเนื้อ เข้าไปแช่แข็งกระทั่งจิตวิญญาณ

หลายคนถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่หนานอวี้ซึ่งเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอลองเองยังเผลอกลืนน้ำลาย ความมั่นใจบนใบหน้าลดลงไปหลายส่วน

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงกลับมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าให้กันอย่างพร้อมเพรียง

ไป๋จิ้งเหวินเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน

“รันเอ๋อร์ พวกแม่ตัดสินใจแล้ว”

ลู่เหยียนหนิงก้าวออกมายืนเคียงข้างนาง

“ครั้งก่อนพวกแม่ทนได้เพียงหนึ่งลมหายใจ แต่คราวนี้แม่คิดว่าตนเองสามารถรับมันได้นานกว่านั้น”

ไป๋จิ้งเหวินมองตรงไปยังดินแดนเหมันต์ แววตาแน่วแน่ไร้ซึ่งความลังเล

“แม่อยากพิสูจน์ว่าพวกแม่ได้ก้าวข้ามตนเองในอดีตไปแล้ว”

ยูรันมองมารดาทั้งสองสลับกัน

“แล้วท่านแม่อยากสัมผัสมันนานเท่าใด?”

ไป๋จิ้งเหวินตอบโดยไม่ลังเล

“เท่าที่แม่จะทนไหว”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า แววตาแน่วแน่ไม่ต่างกัน

“ใช่ ครั้งนี้แม่จะไม่กำหนดเวลาเอาไว้ล่วงหน้า”

ไป๋หลิงก้าวออกมายืนข้างมารดาทั้งสองทันที

“ข้าเอาด้วย”

หลานชิงอวี้รีบยกมือตาม

“ข้าด้วยเจ้าค่ะ! ครั้งก่อนข้าเคยสัมผัสเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาแล้ว คราวนี้ข้าจะลองผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้างบ้าง”

เซี่ยหลานอิงเองก็ก้าวออกมาอีกคน

“ข้าก็เอาด้วย”

เซี่ยเยว่หลีมองดินแดนเหมันต์เบื้องหน้า เกล็ดหิมะกับกางเขนกลับหัวเพียงภาพเดียวก็ทำให้สัญชาตญาณของนางร้องเตือนอย่างรุนแรง

“เพียงมองก็รู้แล้วว่ามันน่ากลัวมาก”

นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนก้าวออกไปยืนร่วมกับคนอื่น

“ข้าไม่เคยสัมผัสแม้กระทั่งเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญามาก่อน แต่ข้ามั่นใจว่าตนเองสามารถทนรับมันได้เช่นกัน”

เซี่ยเยว่หลีกำหมัดแน่น

“แม้จะทำได้เพียงนิดเดียว ข้าก็จะลอง”

อ๋องหมิงมองเซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีด้วยสีหน้าแตกตื่น ก่อนรีบร้องห้าม

“หลานรักทั้งสอง พวกเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรกัน? นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยนะ!”

เขาชี้ไปยังดินแดนเหมันต์เบื้องหน้า มือสั่นเล็กน้อยจากความเย็นที่แผ่มาถึง

“อายืนอยู่ไกลถึงเพียงนี้ยังไม่กล้าเข้าใกล้ พวกเจ้าจะเอาตัวเองไปเสี่ยงทำไมกัน!”

เซี่ยหลานอิงตอบกลับทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง

“ข้าไม่สน ข้ารักเขา ความเจ็บปวดซึ่งเขาทนได้ ข้าก็ต้องทนได้เหมือนกัน”

เซี่ยเยว่หลีแค่นเสียง

“หึ ข้าก็เหมือนกัน หากท่านอ่อนแอก็ถอยไปยืนไกล ๆ เถอะ อย่ามาขวางพวกข้า”

“อ่อนแอ...”

อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก ราวกับถูกหลานรักทั้งสองแทงซ้ำพร้อมกัน

ลู่ชิงถานมองหญิงสาวทั้งสอง ก่อนก้าวออกไปยืนข้างพวกนางพร้อมรอยยิ้ม

“เช่นนั้นข้าก็ยอมแพ้พี่หญิงทั้งสองคนไม่ได้สินะเจ้าคะ ข้าจะลองด้วย”

โม่ชิงเฟิงมองคนที่ทยอยก้าวออกไปด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“เดี๋ยวก่อน นี่พวกเจ้าเอาจริงกันหรือ?”

ไป๋หลิงเหลือบมองนาง ก่อนแค่นเสียงเบา ๆ

“หึ พี่ใหญ่ หากท่านรักสามีจริงแล้วจะหวาดกลัวสิ่งใด?”

โม่ชิงเฟิงชะงัก

ไป๋หลิงจ้องตรงเข้าไปในดวงตาของนาง น้ำเสียงจริงจังขึ้นทุกคำ

“ท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสามีแบกรับสิ่งใดเอาไว้บ้าง และสิ่งเหล่านั้นหนักหนาเพียงใด”

นางชี้ไปยังพิธีกรรมเหมันต์แห่งการชำระล้าง

“เพียงลองสัมผัสความเจ็บปวดของเขาแค่นิดเดียวยังไม่กล้า แล้วท่านจะกล่าวว่าตนเองรักสามีได้อย่างไร?”

ไป๋หลิงกำหมัดแน่น ก่อนหันกลับมามองยูรัน แววตาซึ่งเคยเย็นเยียบกลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าไม่ได้รักเขาเพราะเขาแข็งแกร่งหรือเก่งกาจสักหน่อย”

เสียงของนางดังชัดเจนท่ามกลางดินแดนหิมะอันเงียบสงัด

“ข้ารักเขาเพราะเขาเป็นเขา”

ไป๋หลิงยกมือแตะกลางอกตนเอง ความรู้สึกทั้งหมดซึ่งเคยเก็บซ่อนเอาไว้พรั่งพรูออกมาโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป

“เขายอมเสียสละเพื่อข้าได้โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน ไม่เคยฉวยโอกาส ไม่เคยโลภอยากได้สิ่งใดจากข้าเลยด้วยซ้ำ”

ภาพในอดีตทั้งหมดไหลย้อนกลับเข้ามาในความคิดของนาง ทุกสิ่งที่ยูรันเคยทำให้โดยไม่เคยเอ่ยปากทวงถามผลตอบแทนแม้แต่ครั้งเดียว

“สิ่งเดียวที่เขาต้องการ...ก็เพียงอยากเห็นข้ามีความสุข”

ดวงตาของไป๋หลิงเริ่มแดงขึ้น แต่นางยังคงจ้องมองยูรันโดยไม่หลบสายตา

“ในเมื่อเขายังกล้ารับความทรมานเหล่านั้นเพื่อข้า แล้วข้าจะมีสิ่งใดต้องหวาดกลัวอีก!”

เสียงตะโกนของนางสะท้อนไปทั่วพื้นที่โล่ง

“ข้าจะมีอะไรที่ต้องกลัวอีกเล่า!”

ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ

แม้แต่โม่ชิงเฟิงที่คิดจะโต้แย้งยังไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้ ส่วนยูรันได้แต่ยืนนิ่ง มองไป๋หลิงซึ่งประกาศความรู้สึกทั้งหมดออกมาต่อหน้าทุกคนโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป

ยูรันมองคนทั้งหมด ก่อนแค่นหัวเราะเบา ๆ

“หึ เอาเถอะ หากไม่ไหวก็เพียงยอมปล่อยมือ หากทนได้ก็ทนต่อไป ข้าไม่คิดบังคับใครอยู่แล้ว”

เป๊าะ!

ยูรันดีดนิ้ว เศษผลึกขนาดเล็กเท่าปลายเล็บพลันแยกตัวออกมา ก่อนลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าทุกคน ความหนาวเย็นซึ่งแผ่ออกมาจากพวกมันทำให้อากาศโดยรอบแทบแข็งตัว

[หัวใจของพวกเขาถูกลิขิตเอาไว้หมดแล้ว...หึ]

โม่ชิงเฟิงจ้องเศษผลึกตรงหน้า ก่อนยื่นมือออกไปอย่างไม่ลังเล

“ในเมื่อน้องรองกล่าวมาถึงเพียงนั้น พี่สาวจะถอยได้อย่างไร ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้ารักสามีไม่น้อยกว่าผู้ใด!”

หลัวจินหยางยกมุมปาก แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“ข้าเป็นคนพูดตรงและทำตรงอยู่แล้ว ในเมื่อข้ารักเจ้า ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้มีอะไรให้ต้องกลัว?”

หลัวจินเยว่ก้าวออกมายืนเคียงข้างพี่สาว

“ข้าเองก็จะลองเจ้าค่ะ จะให้พี่หญิงรับอยู่คนเดียวได้อย่างไร”

มู่เสวี่ยหนิงสูดลมหายใจเข้าลึก แม้สีหน้าจะซีดลงเพราะไอเย็น แต่นางก็ไม่ถอย

“ท่านพี่ช่วยเหลือข้ามามากเหลือเกิน หากข้ายังไม่กล้าสัมผัสแม้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่ท่านต้องแบกรับ ข้าคงไม่มีหน้ากล่าวว่าตนเองอยากอยู่เคียงข้างท่านเจ้าค่ะ”

มู่หรงฉินมองเศษผลึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกมาเช่นกัน

“ในเมื่อข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นภรรยาของศิษย์พี่ ข้าก็จะไม่หนีตั้งแต่ก้าวแรกเจ้าค่ะ”

เฟิงซูหลานกอดอก พยายามแสดงสีหน้าไม่หวาดหวั่น

“พวกเด็ก ๆ ยังกล้ากันถึงเพียงนี้ พี่สาวมีหรือจะยอมเสียหน้า เอามาเลย!”

เหอหว่านชิงเหลือบมองสหายของตน ก่อนถอนหายใจ

“เจ้าพูดเช่นนี้แล้ว หากข้าถอยคงถูกหัวเราะไปตลอดชีวิต...ข้าจะลองด้วย”

อ๋องหมิงมองคนทั้งหมดสลับกับเศษผลึกเบื้องหน้า เหงื่อเย็นเริ่มไหลลงมาตามขมับ

[คนพวกนี้บ้ากันไปหมดแล้ว! ข้าเป็นถึงอ๋องนะโว้ย เหตุใดต้องหาเรื่องทรมานตัวเองด้วย!]

เขาเหลือบไปเห็นหลานสาวทั้งสองกำลังมองมา

[อึก...แต่ถ้าข้าไม่รับ จะต้องถูกหลานรักดูถูกแน่ ยอมไม่ได้เด็ดขาด!]

อ๋องหมิงกัดฟัน ก่อนเชิดหน้าขึ้น

“มา! คิดว่าอ๋องผู้นี้จะกลัวผลึกเล็ก ๆ เพียงชิ้นเดียวหรืออย่างไร!”

หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางเพียงยื่นมือไปหาเศษผลึกตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง

[ครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อน]

ซูเม่ยเหยามองยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้นแหละ ข้าเองก็รักเขา แต่จะให้เอ่ยเพียงคำพูดโดยไม่พิสูจน์สิ่งใดก็กระไรอยู่”

นางยื่นฝ่ามือออกไป

“แม้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ข้าก็จะอดทนให้ถึงที่สุด”

เซียวซินเยวี่ยก้าวมายืนข้างอาจารย์ของตน

“ข้าเองก็เหมือนกันเจ้าค่ะท่านพี่ ข้าจะไม่ถอยแน่นอน”