ตอนที่ 323 แล้วเจ้าตอบว่า ‘ใช่สิ’ ด้วยสีหน้าสบาย ๆ เช่นนั้นได้อย่างไรกัน?
ยูรันกวาดตามองทุกคน เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดคิดถอนตัวจึงพยักหน้า
“พร้อมแล้วก็จับ”
ทุกคนยื่นมือออกไปพร้อมกัน
ปลายนิ้วสัมผัสเศษผลึก
พรึ่บ!
ความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงกลัวทะลวงผ่านร่างกายในพริบตา มันไม่สนใจผิวหนัง เลือดเนื้อ หรือพลังปราณป้องกันใด ๆ แต่กลับพุ่งตรงเข้าไปกัดกินถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ผู้ที่ไม่เคยสัมผัสพลังประเภทนี้มาก่อนร่างแข็งทื่อไปในทันที
“กรี๊ดดดดดดดดดด!”
โม่ชิงเฟิงกรีดร้องออกมาเป็นคนแรก ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่อยู่ แต่ยังคงกัดฟันจับเศษผลึกเอาไว้แน่น
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หน้าซีดเผือดพร้อมกัน ริมฝีปากของทั้งสองสั่นจนไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้
มู่เสวี่ยหนิงทรุดลงข้างหนึ่ง ใบหน้าไร้สีเลือด
“จะ...เจ็บได้ถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ...”
มู่หรงฉินกัดริมฝีปากจนเลือดซึม พยายามรักษามือไม่ให้ปล่อยออกจากผลึก ทว่าความหนาวเย็นกลับกัดลึกลงไปถึงห้วงจิตอย่างไม่หยุดยั้ง
เฟิงซูหลานเบิกตากว้าง
“นี่เรียกว่า...เพียงนิดเดียวหรือ!”
เหอหว่านชิงไม่ตอบ นางกำลังใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อไม่ให้ตนเองส่งเสียงร้องออกมา แต่ร่างกายกลับสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“อ๊ากกกกกกก!”
อ๋องหมิงคำรามลั่นจนไม่เหลือท่าทางของผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย
“เย็น! วิญญาณข้าจะแข็งตายแล้ว! หลานรัก พวกเจ้าทนสิ่งนี้ได้อย่างไรกัน!”
เซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีต่างกัดฟันแน่น แม้หยาดน้ำตาจะไหลออกมาเพราะความเจ็บปวด แต่ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยมือก่อน
ลู่ชิงถานทรุดลงกับเข่าข้างหนึ่ง ส่วนหนานอวี้ที่เคยประกาศว่าตนเองพร้อมกลับกรีดร้องจนเสียงแทบแหบ
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้พยายามฝืนต้านเอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ร่วงลงไปทีละคน
แม้แต่หลิงเยวี่ยยังมีสีหน้าซีดขาว ร่างกายสั่นสะท้านขณะพยายามยืนหยัดให้นานที่สุด
คนแล้วคนเล่าค่อย ๆ ปล่อยมือจากเศษผลึก ก่อนทรุดลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานความหนาวเย็นซึ่งกัดกินถึงวิญญาณได้อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด เหลือเพียงไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงที่ยังคงยืนอยู่
ร่างของมารดาทั้งสองสั่นอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดขาวราวกับไร้โลหิต ทว่าตลอดเวลานั้นกลับไม่มีเสียงร้องหลุดออกมาจากริมฝีปากแม้แต่คำเดียว
ทั้งสองยืนหยัดได้นานกว่าคนอื่นเพียงไม่กี่อึดใจ ก่อนจะปล่อยมือจากผลึกและทรุดลงพร้อมกัน
พรึ่บ!
ยูรันปลดปล่อยกลิ่นอายของตนออกไปปกคลุมทุกคนทันที ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าไปประคองร่างกายและจิตวิญญาณ บรรเทาความหนาวเย็นที่ยังตกค้าง รวมถึงช่วยกดอาการคลื่นไส้เอาไว้ก่อนจะมีผู้ใดอาเจียนสุราล้ำค่าออกมา
เมื่อเห็นมารดาทั้งสองเริ่มได้สติ ยูรันจึงเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าพวกนาง
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านแม่?”
ไป๋จิ้งเหวินสูดลมหายใจอยู่หลายครั้ง กว่าจะสามารถกล่าวออกมาได้
“ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน...”
นางมองเศษผลึกซึ่งยังคงลอยอยู่กลางอากาศด้วยแววตาซับซ้อน
“เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาร้อนแรงและแผดเผาทุกสิ่ง แต่เหมันต์นี้กลับเยือกเย็นถึงขั้ววิญญาณ ถึงกระนั้น ความรู้สึกของมันกลับเหมือนถูกแผดเผาไม่ต่างกันเลย”
ไป๋จิ้งเหวินก้มมองฝ่ามือซึ่งยังสั่นอยู่เล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“แต่แม่ดีใจนะ คราวก่อนแม่เพียงสัมผัสก็ล้มลงทันที ทว่าคราวนี้แม่สามารถยืนหยัดได้นานกว่าเดิมแล้ว”
ลู่เหยียนหนิงหันมามองยูรัน แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ต้องเป็นเพราะรันเอ๋อร์แน่ ๆ”
“เพราะเจ้า พวกแม่จึงแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้”
ยูรันไม่ได้กล่าวตอบในทันที เขาเพียงขยับเข้าไปกอดมารดาทั้งสองเอาไว้แน่น
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกแขนโอบกอดเขากลับอย่างอ่อนโยน
ยูรันหลับตาลงท่ามกลางอ้อมกอดของทั้งสอง
“ข้ารักท่านแม่เสมอมา”
คำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวกลับทำให้ดวงตาของมารดาทั้งสองแดงขึ้นทันที
ทั้งสามกอดกันอยู่เช่นนั้นโดยไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดอีก ส่วนผู้คนรอบข้างต่างเงียบลงอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดคิดเข้าไปขัดจังหวะช่วงเวลาอันอบอุ่นนี้เลยแม้แต่คนเดียว
ยูรันคลายอ้อมกอดจากมารดาทั้งสอง ก่อนลุกขึ้นยืน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเริ่มแล้ว รอข้าสักครู่”
เขาสะบัดมือเรียกขวดหยกทั้งหมดออกมา โลหิตต้นกำเนิดยี่สิบเอ็ดหยดลอยขึ้นกลางอากาศ ประกอบด้วยโลหิตกายาอัคคีสิบหยด กายาอัสนีสิบหยด และกายาวารีหลอมสมุทรอีกหนึ่งหยด
โลหิตทั้งยี่สิบเอ็ดหยดแยกตัวเรียงรายอยู่เบื้องหน้า แต่ละหยดเปล่งกลิ่นอายของกายาพิเศษแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ยูรันก้าวไปหยุดตรงหน้าดินแดนเหมันต์ ก่อนยืนหันหลังให้พิธีกรรม
“เริ่ม”
ครืน!
กางเขนกลับหัวซึ่งตั้งอยู่เหนือแม่น้ำพลันขยับ เสียงโซ่เหล็กเสียดสีกันดังแว่วมาจากส่วนลึกของดินแดนหิมะ
ฉึก!
โซ่เส้นแรกพุ่งออกมาจากพิธีกรรม ปลายอันแหลมคมแทงเข้าที่ต้นคอของยูรันจากด้านหลัง
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
โซ่อีกหลายเส้นพุ่งตามออกมาติด ๆ แทงผ่านแขน ขา หัวไหล่ และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก่อนจะตึงขึ้นพร้อมกัน
ครืดดดดดด!
ร่างของยูรันถูกกระชากเข้าไปในดินแดนเหมันต์ แล้วตรึงเอาไว้กับกางเขนกลับหัวอย่างแน่นหนา
“สามี!”
หนานอวี้เผลอร้องออกมา ขณะที่หลายคนซึ่งไม่เคยเห็นพิธีกรรมมาก่อนต่างเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งค้างอยู่กับที่
จากนั้นกางเขนจึงค่อย ๆ เคลื่อนลงสู่แม่น้ำ
ผิวน้ำอันดำมืดกลืนร่างของยูรันลงไปทีละส่วน ตั้งแต่ปลายเท้า ลำตัว จนกระทั่งจมหายลงไปทั้งร่าง
แกร๊ก...แกร๊ก...
น้ำรอบกางเขนเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ความเย็นอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปทั่วดินแดน จนกางเขนและโซ่ทั้งหมดถูกผนึกอยู่ภายในธารน้ำแข็งขนาดใหญ่
เกล็ดหิมะเหนือท้องฟ้ายิ่งตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
โม่ชิงเฟิงยกมือปิดปาก สีหน้าซีดเผือด
“นี่เรียกว่า...สยองเพียงนิดเดียวของเขาหรือ?”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ยืนตัวแข็ง ไม่อาจละสายตาจากกางเขนซึ่งถูกแช่แข็งอยู่กลางแม่น้ำ
มู่หรงฉินกับมู่เสวี่ยหนิงหน้าซีดจนไร้สีเลือด ส่วนเฟิงซูหลานซึ่งปกติพูดไม่หยุดกลับเงียบสนิทเป็นครั้งแรก
หนานอวี้กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
โลหิตทั้งยี่สิบเอ็ดหยดค่อย ๆ ลอยเข้าสู่พิธีกรรม ก่อนถูกความหนาวเย็นของผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้างโอบล้อมเอาไว้ทีละหยด
กระบวนการชำระล้างได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
เวลาภายนอกผ่านไปรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ เพียงชั่วพริบตา ไอหมอกสีขาวปริมาณมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากดินแดนเหมันต์
ฟู่ววววววววว!
ไอเย็นหนาทึบแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ บดบังทั้งแม่น้ำ กางเขนกลับหัว และร่างของยูรันจนมองไม่เห็นสิ่งใด
จากนั้นภาพของพิธีกรรมก็เริ่มสลายตัว
พิธีชำระล้างเสร็จสมบูรณ์
เสียงฝีเท้าดังออกมาจากม่านหมอกอย่างไม่รีบร้อน ก่อนยูรันจะเดินออกมาด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับเพิ่งเดินเล่นกลับมา
เขาสะบัดมือเบา ๆ โลหิตต้นกำเนิดทั้งยี่สิบเอ็ดหยดก็ลอยตามออกมาจากม่านหมอก
โลหิตกายาอัคคีสิบหยดเปล่งแสงสีแดงบริสุทธิ์ราวกับเพลิงแรกกำเนิด โลหิตกายาอัสนีอีกสิบหยดมีประกายสายฟ้าแล่นวนอยู่ภายใน ส่วนโลหิตกายาวารีหลอมสมุทรหยดสุดท้ายมีสีครามลึกล้ำ ประหนึ่งมหาสมุทรทั้งผืนถูกย่อส่วนเอาไว้ในโลหิตเพียงหยดเดียว
กลิ่นอายจากทั้งยี่สิบเอ็ดหยดแผ่ขยายออกมาพร้อมกัน จนพลังปราณรอบบริเวณสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เรียบร้อย กายาอัคคีสิบหยด กายาอัสนีสิบหยด และกายาวารีหลอมสมุทรอีกหนึ่งหยด ทุกหยดล้วนผ่านการชำระล้างจนบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว”
เขามองโลหิตทั้งหมด ก่อนนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
“นี่ถ้าได้กายาทรราชติดมาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย กายาแบบนั้นน่าจะเหมาะกับพวกบ้าชอบอาละวาดเป็นพิเศษ”
ยูรันหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่า ๆ!”
ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยรีบวิ่งเข้ามาหายูรัน ก่อนช่วยกันตรวจดูบริเวณต้นคอ แขน และหัวไหล่ซึ่งถูกโซ่แทงทะลุในพิธีกรรม
ทว่าบนร่างกายของเขากลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ยูรันเห็นสีหน้าของทั้งสองจึงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“อย่าตกใจไป ไม่มีบาดแผลอะไรทั้งนั้น มันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเท่านั้นเอง”
ซูเม่ยเหยายังคงตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีบาดแผลหรือพลังเย็นตกค้างอยู่จริงจึงค่อยยอมถอยออกไป
เซียวซินเยวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ภาพเมื่อครู่น่ากลัวเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ต่อให้รู้ว่าเป็นเพียงพิธีกรรม ข้าก็ยังอดตกใจไม่ได้”
ยูรันหันไปทางหนานอวี้
“ต่อไป อวี้เอ๋อร์ นำโลหิตกายาอัคคีใส่ลงไปในครรภ์แห่งดวงดาว จากนั้นข้าจะใช้เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาหล่อเลี้ยง ให้กายาถือกำเนิดออกมาทันที”
ยูรันมองโลหิตกายาอัคคีกำลังเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนยิ้มอย่างสนใจ
“มาดูกันว่าคราวนี้จะถือกำเนิดเป็นกายเทพชนิดใด”
อ๋องหมิงมองโลหิตกายาอัคคี ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“เดี๋ยวก่อน!”
เขาชี้ไปทางโลหิตตรงหน้าหนานอวี้ด้วยมืออันสั่นเทา
“นี่เจ้ามอบสายเลือดกายาพิเศษอันบริสุทธิ์ให้นางง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ? ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนเลยสักอย่าง?”
ยูรันพยักหน้าราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“ใช่ นางเป็นภรรยาข้า จะต้องมีเงื่อนไขอะไรอีก?”
อ๋องหมิงอ้าปากค้าง ก่อนหันไปมองเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาเหนือฝ่ามือของยูรัน
“แล้วที่เจ้าบอกว่าจะใช้เปลวเพลิงแห่งภูมิให้กายาถือกำเนิด...อย่าบอกนะว่าหมายถึงเจ้าต้องเข้าพิธีกรรมแบบเมื่อครู่อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากความเย็นเป็นเปลวเพลิง?”
“ใช่สิ”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย
ซี๊ดดดดดดดดดดดด!
ผู้ที่ยังไม่เคยเห็นพิธีกรรมเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาต่างสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดพร้อมกัน
เพียงพิธีกรรมเหมันต์เมื่อครู่ก็สยดสยองเกินพอแล้ว แต่ยูรันกลับกำลังจะทำสิ่งเดียวกันอีกรอบด้วยเปลวเพลิงซึ่งสามารถแผดเผาไปถึงจิตวิญญาณ
เฟิงซูหลานมองเขาราวกับเห็นคนเสียสติ
“แล้วเจ้าตอบว่า ‘ใช่สิ’ ด้วยสีหน้าสบาย ๆ เช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”