ตอนที่ 325 นี่มันหนักกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกนะ
หนานอวี้ซึ่งกำลังหัวเราะอ๋องหมิงอยู่พลันชะงัก ก่อนหันไปมองทารกกายเทพทั้งสองตน
“เดี๋ยวก่อน แล้วถ้าทารกของข้าได้พบกับกายเทพของสามีเล่า?”
ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมาด้วยความอยากรู้ ก่อนรีบเข้าไปอุ้มทารกเพศหญิงจากไป๋จิ้งเหวิน
“นี่ เจ้าเปี๊ยก ลองดูกายเทพของสามีหน่อยสิ”
หนานอวี้ยกทารกน้อยให้หันไปทางทารกกายเทพของยูรัน
ทารกทั้งสองสบตากันเป็นครั้งแรก
มู่เสวี่ยหนิงมองทารกฝ่ายหญิงซึ่งยังจ้องอีกฝ่ายจนน้ำลายยืด ก่อนกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ข้าคิดว่าพอจะรู้แล้วนะเจ้าคะ ว่านางกำลังพูดว่าอะไร”
หนานอวี้หันขวับมาทันที
“อะไร?”
มู่หรงฉินซึ่งยืนอยู่ข้างน้องสาวมองภาพตรงหน้า ก่อนช่วยตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“น่าจะเป็นคำว่า...‘สามี’ กระมัง?”
“……”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ
หนานอวี้ก้มมองทารกในอ้อมแขนของตน ก่อนหันไปมองทารกฝ่ายชายซึ่งกำลังนั่งอย่างสงบอยู่กับมารดาทั้งสอง
“เจ้าเพิ่งถือกำเนิดได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็รู้จักหาสามีแล้วหรือ!”
ทารกฝ่ายหญิงชูมือไปทางอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น
“แบะ!”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้ายืนยัน
“อืม คราวนี้ข้ายิ่งมั่นใจเจ้าค่ะ”
ส่วนทารกฝ่ายชายเพียงเหลือบกลับมามองแวบหนึ่ง ก่อนซุกตัวเข้าหาไป๋จิ้งเหวินโดยไม่คิดตอบสนอง
ยูรันมองกายเทพทั้งสองสลับกัน
“อืม ฝ่ายหนึ่งจ้องจนตาแทบถลน ส่วนอีกฝ่ายไม่สนใจแม้แต่น้อย”
เขาหันไปทางหนานอวี้
“เหมือนอาเจ๊ตอนตามข้าครั้งแรกไม่มีผิด”
โม่ชิงเฟิงซึ่งยืนดูอยู่ดี ๆ ถึงกับสะดุ้ง
“เหตุใดพี่สาวจึงโดนพาดพิงอีกแล้ว!”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่สิ ข้าพูดผิดไปหน่อย”
โม่ชิงเฟิงเลิกคิ้ว
“เห็นไหม พี่สาวไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย”
ยูรันกวาดตามองหญิงสาวรอบตัว
“นางเหมือนพวกเจ้าทุกคนตอนปีนขึ้นเตียงข้าครั้งแรกไม่มีผิด ฝ่ายหนึ่งกระตือรือร้นเสียจนแทบกลืนกินข้า ส่วนข้ายังไม่ทันพูดอะไรก็ถูกผลักลงไปแล้ว”
ใบหน้าของหญิงสาวหลายคนแดงขึ้นพร้อมกัน
ไป๋หลิงกำด้ามดาบแน่นจนเกิดเสียงกร๊อบ
หนานอวี้รีบเถียง
“สามีจะพูดรวมทั้งหมดไม่ได้ ข้าจำได้ว่าตอนนั้นท่านยินยอมเอง!”
เซี่ยเยว่หลีแค่นเสียง
“แล้วสามีเคยผลักพวกเราออกจริง ๆ หรือ?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่เคย”
“เช่นนั้นก็อย่าบ่น”
เซี่ยหลานอิงรีบยกมือขึ้นประท้วง
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่เคยปีนขึ้นเตียงสามีเลยนะ!”
มู่หรงฉินพยักหน้ารัว ๆ
“ข้าเองก็ยังไม่เคยเจ้าค่ะ อย่าเพิ่งนับข้ารวมไปด้วย!”
หลิงเยวี่ยปล่อยไอเย็นออกมาจาง ๆ ก่อนปรายตามองศิษย์ของตน
“คำว่า ‘ทุกคน’ ของเจ้า หมายรวมถึงผู้ใดบ้าง?”
ยูรันตอบทันที
“ไม่รวมอาจารย์แน่นอน”
“หึ”
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหตุใดสีหน้าของหลิงเยวี่ยจึงยิ่งดูไม่พอใจมากกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
หนานอวี้พลันชะงัก ก่อนดวงตาจะเป็นประกายราวกับค้นพบความจริงบางอย่าง
“ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า...”
นางมองทารกฝ่ายหญิงในอ้อมแขนของตน ก่อนหันไปมองทารกฝ่ายชายซึ่งยังคงนั่งอยู่กับมารดาทั้งสอง
“หากข้าโยนเจ้าเปี๊ยกนี่ไปหา กายเทพของสามีก็คงไม่ผลักนางออกใช่ไหม?”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ตรรกะอะไรของเจ้า?”
“ก็สามีบอกเองว่าไม่เคยผลักพวกเราออกนี่!”
หนานอวี้ยกทารกฝ่ายหญิงขึ้นด้วยสองมือ รอยยิ้มเริ่มมีพิรุธขึ้นเรื่อย ๆ
“ต้องลองดู!”
ทารกฝ่ายหญิงเข้าใจทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น นางยื่นแขนทั้งสองไปทางทารกฝ่ายชายด้วยดวงตาเป็นประกาย
“แบะ!”
ส่วนทารกฝ่ายชายหันมามอง ก่อนใบหน้าเรียบเฉยจะเริ่มเผยความระแวดระวังเป็นครั้งแรก
ยูรันยกมือขึ้นทันที
“เดี๋ยวก่อน อวี้เอ๋อร์ อย่าเพิ่งโยน—”
ไม่ทันแล้ว
หนานอวี้โยนทารกฝ่ายหญิงออกไปเรียบร้อย
“ไปเลย เจ้าเปี๊ยก!”
“แบะ!”
ทารกฝ่ายหญิงลอยตรงเข้าหาอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้าง แขนทั้งสองกางออก เตรียมโผเข้าไปกอดอย่างเต็มที่
ทารกฝ่ายชายมองนางที่กำลังพุ่งเข้ามา ก่อนยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นอย่างสงบนิ่ง
แปะ!
ฝ่าเท้าเล็ก ๆ ยันเข้ากลางใบหน้าของทารกฝ่ายหญิงพอดี หยุดนางเอาไว้ในระยะสุดแขนขา
“แบะ?”
ทารกฝ่ายหญิงยังคงพยายามตะกายไปข้างหน้า ทว่าทารกฝ่ายชายเหยียดขาตรง ยันใบหน้าของนางเอาไว้ไม่ยอมให้เข้าใกล้แม้แต่น้อย
“บุ่”
“……”
ทุกคนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน
หนานอวี้อ้าปากค้าง
“นางเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักขนาดนี้ เจ้ายังกล้าถีบหน้าได้อย่างไร!”
ไป๋จิ้งเหวินกลับยกมือปิดปาก ก่อนหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“แหม น่ารักจริง ๆ รู้จักรักนวลสงวนตัวเสียด้วย”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างชื่นชม
“ใช่ ยังไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามากอดง่าย ๆ ช่างเป็นเด็กดีจริง ๆ”
ยูรันมองทารกฝ่ายชาย ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อืม มีหลักการดี”
ไป๋หลิงเหลือบมองเขาทันที
“ต่างจากท่านลิบลับเลยนะสามี”
ยูรันหันกลับมามองนางด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าโตแล้ว จะผลักออกไปทำไมเล่า? ข้าย่อมพูดคุยกันก่อนตามปกติ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองหญิงสาวรอบตัวทีละคน
“แต่ช่วงหลังมานี้ หลักการดังกล่าวดูเหมือนจะใช้ไม่ได้แล้ว”
“เหตุใด?”
“เพราะแต่ละคนพุ่งเข้ามาหาข้ากันหมด ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไรด้วยซ้ำ”
หญิงสาวหลายคนพร้อมใจกันหลบสายตา
ยูรันเดินเข้าไปหาทารกฝ่ายชาย ก่อนย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน
“นี่ ร่างต้นของนางเป็นภรรยาข้าแล้ว เจ้าอย่ารังเกียจนางนักเลย”
ทารกฝ่ายชายเหลือบมองยูรัน ก่อนหันกลับไปมองทารกฝ่ายหญิงซึ่งยังคงพยายามตะกายเข้าหาทั้งที่ถูกฝ่าเท้ายันหน้าเอาไว้
“แบะ! แบะ!”
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนเท้ากลับอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
ทันทีที่ไร้สิ่งกีดขวาง ทารกฝ่ายหญิงก็พุ่งเข้าไปกอดเขาเต็มแรง
หมับ!
“แบะ!”
นางกอดอีกฝ่ายแน่น ก่อนเอาแก้มถูไปมาอย่างมีความสุข
ส่วนทารกฝ่ายชายยังคงนั่งตัวแข็ง สีหน้าว่างเปล่า แขนทั้งสองยกค้างอยู่กลางอากาศโดยไม่คิดกอดตอบแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาจึงหันมามองยูรันด้วยสายตาเหมือนกำลังถามว่าเหตุใดต้องทำเช่นนี้กับตน
ยูรันยกมือขึ้นตบไหล่เล็ก ๆ เบา ๆ
“อดทนเอาหน่อย ข้าเองก็เจอแบบนี้อยู่ทุกวัน ทุกคน”
เฟิงซูหลานรีบแทรกตัวเข้ามา ดวงตาเปล่งประกายพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“คำว่าทุกคน หมายความว่ารวมถึงข้าด้วยสินะ ฮี่ ๆ”
“ไม่รวม”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
รอยยิ้มของเฟิงซูหลานแข็งค้าง
ลู่ชิงถานแค่นเสียงอย่างสะใจ
“ป้ายังไม่ได้เป็นภรรยาของท่านพี่เสียหน่อยเจ้าค่ะ อย่ารีบนับตนเองรวมเข้าไปสิ”
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก
“ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่ภายหน้าก็ไม่แน่นี่!”
หลิงเยวี่ยปรายตามองอดีตสหาย
“ไม่มีภายหน้า ไสหัวออกไป”
“เหตุใดเจ้าจึงชอบขัดขวางความรักของข้านัก!”
ยูรันชี้ไปยังอ๋องหมิงซึ่งยังยืนหมดอาลัยอยู่ใกล้ ๆ
“ถ้าอยากมีคนรักมากนัก ลองไปถามท่านอ๋องดูสิ เขาน่าจะว่าง”
อ๋องหมิงกับเฟิงซูหลานหันมามองหน้ากัน
“ไม่เอา!”
ทั้งสองปฏิเสธพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนแยกออกจากกันคนละทางทันที
ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนถอนหายใจ
“ช่างเถอะ เก็บกายเทพกลับเข้าไปก่อน พวกเราต้องไปแล้ว”
หนานอวี้พยักหน้า ก่อนเรียกทารกฝ่ายหญิงกลับเข้าสู่ครรภ์แห่งดวงดาว แม้นางจะยังเกาะทารกฝ่ายชายแน่นไม่ยอมปล่อยก็ตาม
“แบะ!”
“เอาไว้ค่อยออกมาเล่นใหม่”
ยูรันเองก็เก็บกายเทพกลับเข้าสู่ดาราจักร ก่อนหันไปมองคนทั้งหมด
“ไปแข่งให้เสร็จ แล้วค่อยกลับมาเล่นเกมเหมือนเดิม”
ดวงตาของอ๋องหมิงซึ่งยังหมดอาลัยจากการถูกทารกดูถูกพลันสว่างขึ้นทันที
“โอ้! นั่นเป็นความคิดที่ดี ข้ากำลังอยากลองเล่นเกมใหม่พอดี!”
ยูรันเหลือบมองเขาอย่างหมดคำจะพูด
“ไอ้อ๋องติดเกมเอ๊ย”
อ๋องหมิงกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“จะว่าอย่างไรก็ว่าไป วันนี้ข้าจะเอาชนะพวกเจ้าให้ได้!”
“ท่านพูดประโยคนี้มาตลอดแปดวันแล้วนะ”
“วันนี้ไม่เหมือนเดิมแน่นอน!”
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกครั้ง
คราวนี้ทุกคนตัดสินใจเปลี่ยนจากเกมสงครามมาเล่นเกมแวร์วูฟ
เสียงโต้เถียง กล่าวหา และแก้ตัวดังสนั่นอยู่ภายในโลกกระจกตลอดทั้งคืน ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อใคร แม้กระทั่งมารดาทั้งสองยังถูกลากเข้าไปอยู่ท่ามกลางสงครามประสาทจนได้
เมื่อเกมจบรอบหนึ่ง อ๋องหมิงก็ตบมือลงบนโต๊ะดังปัง ดวงตาแดงก่ำจากความตื่นเต้น
“เกมแวร์วูฟนี่มันสุดยอดจริง ๆ! เอาใหม่อีกรอบ!”
หลายคนซึ่งกำลังจะลุกไปพักชะงัก ก่อนกลับมานั่งประจำตำแหน่งอย่างพร้อมเพรียง
ยูรันมองภาพตรงหน้า แล้วถอนหายใจยาว
“นี่มันหนักกว่าที่ข้าคิดเอาไว้อีกนะ”
เขาเคยคิดว่าอ๋องหมิงเพียงติดเกมสงคราม
แต่ดูเหมือนว่าท่านอ๋องผู้นี้จะติดทุกเกมที่ได้ลองเล่นโดยไม่มีข้อยกเว้นเลยสักเกมเดียว