คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 327 ข้ายังไม่ได้กล่าวเช่นนั้นเสียหน่อย7,311 ตัวอักษร

ตอนที่ 327 ข้ายังไม่ได้กล่าวเช่นนั้นเสียหน่อย

ระหว่างช่วงพักก่อนเริ่มเกมรอบถัดไป ยูรันซึ่งนั่งเงียบมาตลอดพลันลุกขึ้นจากเก้าอี้

“อาจารย์ ไปกันได้แล้ว พวกเราต้องเตรียมตัวกันสักหน่อย”

หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นมองเขา

“ไปไหน?”

“เตรียมรับมือศิษย์พี่เย่”

เสียงพูดคุยภายในห้องเงียบลงทันที สีหน้าของหญิงสาวหลายคนเปลี่ยนเป็นจริงจัง

ยูรันหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวม ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“แล้วก็ไปดูสักหน่อยว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่”

หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง เมื่อนึกถึงคำเตือนเกี่ยวกับแผนการจับตัวผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญญตาก่อนหน้านี้

“เจ้ารู้ตำแหน่งของเขาแล้วหรือ?”

ยูรันยิ้มมุมปาก

“ยังไม่รู้”

เขายื่นมือออกไปหาอาจารย์ของตน

“เพราะอย่างนั้นจึงต้องไปหาด้วยกันนี่แหละ”

โม่ชิงเฟิงรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง

“สามี แล้วพวกเราไม่ต้องไปด้วยหรือ? คนยิ่งมากยิ่งช่วยเหลือกันได้ดีมิใช่หรือ?”

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่ดี คนเยอะเกินไปดูแลยาก”

“แต่พวกเราดูแลตัวเองได้นะ!”

ยูรันกวาดตามองหญิงสาวทั้งหมด ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“พวกเจ้าทุกคนเข้ามาพร้อมกันยังเอาชนะข้าไม่ได้เลยมิใช่หรือ?”

ฉึก!

หลายคนรู้สึกเหมือนถูกแทงเข้ากลางอกพร้อมกัน

ยูรันยกนิ้วขึ้นชี้แยกทีละคน

“แน่นอนว่าไม่นับเม่ยเหยา อ๋องหมิง และหลานอิง”

ทั้งสามคนมีตบะสูงกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน การนำมารวมในการเปรียบเทียบย่อมไม่มีความหมาย

เฟิงซูหลานรีบชี้เข้าหาตนเองกับเหอหว่านชิง

“แล้วพวกเราสองคนเล่า? อย่างน้อยพวกเราก็ช่วยเจ้าได้!”

ยูรันมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“พวกท่านจะตามข้าทันหรือ?”

“เหตุใดจะตามไม่ทัน?”

“แค่วิชาที่ใช้ก็ต่างกันแล้ว พวกป้ายังไม่รู้จักทั้งก้าวพริบตาและเหยียบเวหาด้วยซ้ำ”

เฟิงซูหลานชะงัก

“แล้วสองวิชานั้นคืออะไร?”

ยูรันโบกมืออย่างไม่คิดอธิบาย

“ถามคนอื่นเอาก็แล้วกัน”

จากนั้นเขาจึงเหลือบไปทางมู่หรงฉิน

“มู่หรงฉินเองก็ยังไม่รู้จักสองวิชานี้เหมือนกันนี่ ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ก็เรียนไปพร้อมกันเสียเลย”

มู่หรงฉินกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนหันไปหาน้องสาวของตน

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน

“เดี๋ยวข้าสอนให้เองเจ้าค่ะพี่หญิง เตรียมอาเจียนเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ”

“เหตุใดวิชาของพวกเจ้าจึงต้องเตรียมอาเจียนอยู่เรื่อยเลย?”

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้อออออออ...หากต้องการบังคับให้ข้าออกแรงมากกว่านี้ อย่างน้อยคู่ต่อสู้ต้องอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาแล้ว”

คำพูดของเขาทำให้หลายคนเงียบลงทันที

เฟิงซูหลานกะพริบตาปริบ ๆ

“เจ้ามีตบะเพียงแก่นทองคำมิใช่หรือ?”

“นั่นเป็นสิ่งที่พวกท่านมองเห็นต่างหาก”

ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“หากข้าทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตทะลวงห้วงสุญญตาได้เมื่อไร เกรงว่าทั่วทั้งแผ่นดินคงแทบไม่มีผู้ใดเอาชนะข้าได้อีกแล้ว”

อ๋องหมิงขมวดคิ้ว

“แล้วต้องมีตบะระดับใดจึงจะต่อกรกับเจ้าได้?”

“อย่างน้อยก็มหายานขั้นสูงสุด ระดับเดียวกับจักรพรรดินีนั่นแหละ”

อ๋องหมิงอ้าปากค้าง ส่วนเซี่ยหลานอิงกลับยกมือกุมขมับ นางไม่คิดว่าชายผู้นี้จะนำจักรพรรดินีมาใช้เป็นมาตรวัดคู่ต่อสู้อย่างหน้าตาเฉย

ยูรันกลับลูบคางอย่างสนใจ

“อืม...แต่ก็น่าลองเหมือนกันนะ”

เซี่ยหลานอิงรีบหันขวับ

“สามีกำลังคิดอะไรอยู่?”

“บางทีจักรพรรดินีอาจบังคับให้ข้าใช้วิชาอื่นนอกจากเปลวเพลิงกับวารีได้”

รอยยิ้มบนใบหน้าของยูรันค่อย ๆ กว้างขึ้น

“อย่างเช่น...คาถาธุลี”

เพียงได้ยินชื่อวิชา บรรยากาศโดยรอบก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

หลิงเยวี่ยหรี่ตามองศิษย์ของตน

“คาถาธุลีของเจ้าทำสิ่งใดได้?”

ยูรันยกมือขึ้นมา

“นี่อย่างไรเล่า”

แปะ!

เขาประกบฝ่ามือเข้าหากัน ก่อนค่อย ๆ แยกออก

ระหว่างฝ่ามือทั้งสองปรากฏลูกบาศก์โปร่งใสขนาดเล็กขึ้นมา ภายในมีพลังงานสีขาวสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงจนรูปร่างพร่าเลือน ส่งเสียงแหลมต่อเนื่องออกมา

วิ้งงงงงงงงงง!

เพียงเสียงนั้นดังขึ้น สัญชาตญาณของทุกคนก็ร้องเตือนถึงอันตราย เส้นขนทั่วร่างลุกชันขึ้นพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยลุกขึ้นยืนทันที

ไป๋หลิงกับหนานอวี้ขยับเข้ามาด้านหน้าโดยไม่รู้ตัว ส่วนอ๋องหมิงรีบถอยไปอยู่หลังหลานสาวทั้งสองอย่างรวดเร็ว

เฟิงซูหลานจ้องลูกบาศก์ในมือยูรันตาไม่กะพริบ

“นั่นมันพลังอะไรกัน เหตุใดข้าจึงสัมผัสธาตุของมันไม่ได้เลย?”

“ธุลี”

ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ

“หากถูกมันเข้า ร่างกายก็จะสลายกลายเป็นธุลีตามชื่อ ข้าเพียงอยากรู้ว่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานขั้นสูงสุดจะสามารถป้องกันมันได้หรือไม่”

“……”

เซี่ยหลานอิงหน้าถอดสี

“สามี อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะทดลองกับจักรพรรดินีจริง ๆ!”

“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะทำเสียหน่อย”

“คำว่า ‘อยากรู้’ ของเจ้าน่ากลัวกว่าการยอมรับตรง ๆ อีก!”

ยูรันไม่สนใจเสียงห้าม เขาหันไปมองเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่มุมห้อง ก่อนเล็งลูกบาศก์ไปทางนั้น

“คาถาธุลี...แยกอะตอม”

วิ้งงงงงงงงงงง!

ลูกบาศก์พุ่งออกไปครอบเก้าอี้ทั้งตัวในพริบตา

วูบ!

ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวเพลิง และไม่มีแรงกระแทกแม้แต่น้อย

เก้าอี้ทั้งตัวสั่นไหว ก่อนสลายหายไปจากภายในลูกบาศก์ทันที ไม่เหลือเศษไม้ ขี้เถ้า หรือแม้แต่ฝุ่นผงตกลงบนพื้น

เมื่อลูกบาศก์สลายตัว ตำแหน่งซึ่งเคยมีเก้าอี้ตั้งอยู่ก็ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดอยู่ตรงนั้นมาก่อน

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท

อ๋องหมิงชี้ไปยังพื้นที่ว่างด้วยนิ้วสั่น ๆ

“กะ...เก้าอี้หายไปไหน?”

ยูรันตอบอย่างเรียบง่าย

“กลายเป็นธุลีไปแล้ว”

ซูเม่ยเหยาเพ่งสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะเคร่งเครียดขึ้น

“ไม่มีเศษซากหรือพลังตกค้างเลย มันไม่ได้ทำลายเก้าอี้จากภายนอก แต่สลายโครงสร้างทั้งหมดในคราวเดียว”

เซี่ยเยว่หลีมองตำแหน่งของเก้าอี้ ก่อนขยับออกห่างจากยูรันอีกก้าว

“หากโดนร่างมนุษย์เข้า ก็คงไม่มีโอกาสฟื้นฟูเลยสินะ”

“น่าจะเป็นเช่นนั้น”

เฟิงซูหลานรีบชี้หน้าเขา

“แล้วเจ้ายังคิดจะใช้ของเช่นนี้ทดลองกับจักรพรรดินีอีกหรือ!”

ยูรันส่ายหน้า

“ข้าแค่อยากรู้ว่าจะป้องกันได้หรือไม่ต่างหาก”

หลิงเยวี่ยตอบทันที

“ไม่ต้องรู้”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าแรง ๆ

“ใช่ ไม่ต้องรู้ตลอดชีวิตเลยยิ่งดี!”

ยูรันหันไปทางหลิงเยวี่ย

“ช่างเถอะ พวกเราออกไปสำรวจกันก่อนดีกว่า”

จากนั้นเขาจึงหันกลับมากวาดตามองคนทั้งหมดภายในห้อง

“อยู่กันดี ๆ เล่า อย่าปล่อยให้ผู้ใดหลอกเอาได้”

สายตาของยูรันหยุดอยู่ที่อ๋องหมิงเป็นพิเศษ

“หากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง คงต้องฝากให้ทุกคนช่วยจับตาดูท่านอ๋องเอาไว้หน่อย”

อ๋องหมิงลุกพรวดขึ้นทันที

“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดต้องระวังข้าเป็นพิเศษ!”

ยูรันไม่สนใจเสียงประท้วง

“แต่หากเป็นผู้ชาย ระวังเพียงศิษย์พี่เย่คนเดียวก็พอ”

เขาเอื้อมมือไปจับแขนหลิงเยวี่ย

พรึ่บ!

ทั้งสองหายวับออกจากห้องไปในพริบตา

อ๋องหมิงยังคงยืนชี้ไปยังตำแหน่งซึ่งยูรันเคยอยู่ ร่างกายสั่นด้วยความขุ่นเคือง

“กลับมาอธิบายเดี๋ยวนี้! ข้าไม่ได้ถูกผู้หญิงทุกคนหลอกง่าย ๆ เสียหน่อย!”

เซี่ยหลานอิงเหลือบมองเขา

“ประโยคนั้นฟังแล้วไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วย

“อืม พวกเราควรจับตาดูท่านอาไว้จริง ๆ”

พรึ่บ!

ยูรันพาหลิงเยวี่ยมาปรากฏตัวบนหน้าผาสูงของภูเขาแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่นอกนครหลวงเทียนอู่

สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านยอดเขา เสื้อคลุมสีดำของยูรันกับอาภรณ์ของหลิงเยวี่ยพลิ้วไหวไปตามแรงลม เบื้องล่างคือภาพของนครหลวงทั้งเมืองซึ่งเต็มไปด้วยแสงไฟทอดยาวสุดสายตา

จากจุดนี้สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่กำแพงเมือง เขตที่พักของแต่ละสำนัก สนามประลอง ไปจนถึงเส้นทางเข้าออกทุกทิศทางอย่างชัดเจน

ยูรันเดินไปนั่งลงตรงริมหน้าผา ก่อนปล่อยขาทั้งสองห้อยลงไปอย่างสบายอารมณ์ เขาไม่ได้เปิดใช้เนตรหรือค้นหาร่องรอยใด เพียงทอดสายตามองแสงไฟภายในเมืองอย่างเงียบ ๆ

หลิงเยวี่ยกวาดตามองทิวทัศน์เบื้องล่าง ก่อนหันกลับมามองเขา

“เจ้าพาข้ามาที่นี่เพื่อค้นหาตำแหน่งของเย่อ้าวเทียนหรือ?”

“เปล่า”

ยูรันตอบทันที

“ข้าแค่อยากมานั่งเฉย ๆ”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย

ยูรันหันกลับมามองนาง ก่อนตบพื้นที่ว่างข้างกายเบา ๆ

“หรือว่าท่านไม่อยากนั่ง?”

“ข้ายังไม่ได้กล่าวเช่นนั้นเสียหน่อย”

หลิงเยวี่ยเดินเข้าไปนั่งลงข้างเขา เว้นระยะห่างเอาไว้เพียงเล็กน้อย ก่อนทอดสายตามองนครหลวงเบื้องล่างเช่นเดียวกัน

ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรต่ออยู่พักใหญ่ ปล่อยให้เสียงสายลมและแสงไฟยามค่ำคืนเติมเต็มความเงียบระหว่างกัน

ไม่นานนัก เสียงผิวปากแผ่วเบาก็ดังขึ้น

ผิว...ผิว...ผิว...

ยูรันผิวปากเป็นท่วงทำนองเรียบง่าย สายตายังคงทอดมองแสงไฟภายในนครหลวง ราวกับไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำใดมากไปกว่านี้

หลิงเยวี่ยเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างเพียงเล็กน้อยระหว่างทั้งสองหายไป

นางเอนศีรษะลงพิงไหล่ของเขาอย่างเงียบงัน เขาขยับไหล่ให้นางพิงได้สบายขึ้น

ใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ทั้งสองยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปพร้อมกับท่วงทำนองแผ่วเบาและแสงไฟของนครหลวงเบื้องล่าง