ตอนที่ 328 ข้ารู้อยู่แล้วว่าน้องชายปากไม่ตรงกับใจ
ก่อนรุ่งสางไม่นาน เส้นขอบฟ้าเหนือกำแพงนครหลวงเริ่มเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีน้ำเงินจาง แสงดาวค่อย ๆ เลือนหายไปทีละดวง
ยูรันหยุดผิวปาก ก่อนเหลือบมองท้องฟ้า
“ไปเถอะ พระอาทิตย์ใกล้ขึ้นแล้ว”
หลิงเยวี่ยยังคงพิงไหล่ของเขาโดยไม่คิดขยับ
“ไปไหน?”
“ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบนครหลวง ภายในสองร้อยลี้ต้องดูให้ครบทุกซอกทุกมุม”
ยูรันก้มมองนางเล็กน้อย
“หรือว่าท่านยังอยากพิงไหล่ข้าอยู่?”
“อืม”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ถามจริง?”
หลิงเยวี่ยขยับศีรษะให้อยู่ในท่าที่สบายกว่าเดิม ก่อนทอดสายตามองเส้นขอบฟ้า
“ดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อน”
นางเว้นช่วงไปเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“ข้าไม่ได้ดูกับเจ้ามานานแล้ว”
ยูรันมองใบหน้าด้านข้างของนางอยู่พักหนึ่ง ก่อนหันกลับไปทางทิศตะวันออกเช่นเดิม
“ได้”
ทั้งสองจึงยังคงนั่งอยู่ตรงริมหน้าผา นั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน
หลังจากนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันจนแสงสีทองอาบทั่วทั้งนครหลวง ยูรันจึงเอ่ยถามขึ้น
“ท่านพอใจหรือยัง?”
หลิงเยวี่ยยังคงพิงไหล่ของเขา
“อืม ขออีกนิด”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“อาจารย์...ข้าขอถามตามตรง”
“ว่า?”
“ท่านคงไม่ได้ชอบข้าหรอกใช่ไหม?”
ร่างของหลิงเยวี่ยแข็งค้างไปเล็กน้อย
นางมองแสงอาทิตย์ซึ่งกำลังส่องผ่านทะเลเมฆ ความคิดมากมายตีกันอยู่ภายในใจ แต่ไม่ว่าพยายามเพียงใด นางกลับไม่สามารถเอ่ยคำว่า ‘ไม่’ ออกมาได้
"ไม่รู้"
ยูรันไม่ได้ตอบสิ่งใด เขารออยู่เงียบ ๆ อีกพักหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปทางหลิงเยวี่ย
“ไปกันได้แล้ว”
หลิงเยวี่ยมองมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปจับ
“อืม”
พรึ่บ!
ทั้งสองหายวับไปจากหน้าผา ก่อนเริ่มตรวจสอบพื้นที่ทุกซอกทุกมุมภายในรัศมีสองร้อยลี้รอบนครหลวงเทียนอู่
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น ภายในห้องพักขนาดใหญ่ ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นว่าทั้งสองยังไม่กลับมา
โม่ชิงเฟิงวางไพ่ในมือลง ก่อนหันไปมองนอกหน้าต่าง
“อาจารย์กับสามีหายไปด้วยกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ”
ไป๋หลิงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
“จะสนใจทำไม ดูก็รู้ว่าอาจารย์เองก็ชอบสามี เพียงติดทิฐิเรื่องศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์เท่านั้นแหละ”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่ ไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ หึงหวงอยู่ตลอด แต่กลับไม่กล้าแสดงออกตรง ๆ”
โม่ชิงเฟิงมองทั้งสองอย่างประหลาดใจ
“แล้วพวกเจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หนานอวี้กลอกตา
“พี่ใหญ่ นอกจากคอยอ่อยสามีแล้ว วัน ๆ ท่านไม่เคยสังเกตสิ่งใดเลยหรือ? ก็บอกอยู่ว่ามองดูก็รู้แล้ว”
หลานชิงอวี้รีบเสริม
“จริงเจ้าค่ะ ข้าว่าอาจารย์ชอบศิษย์พี่มาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เขาขึ้นมาอยู่บนยอดเขาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นอาจารย์ยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง”
ลู่ชิงถานขยับเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาเป็นประกาย
“โอ้ ๆๆ นี่มันเรื่องดราม่าของท่านพี่!”
ไป๋หลิงเหลือบมองนาง
“เจ้าเริ่มพูดจาเหมือนสามีขึ้นทุกวันแล้วนะ”
เฟิงซูหลานซึ่งกำลังกินขนมอยู่ถึงกับชะงัก
“หลิงเยวี่ยนี่นะชอบสามี? ยัยก้อนน้ำแข็งนั่นน่ะหรือ?”
ลู่ชิงถานหันขวับไปมองทันที
“ยัยแก่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านเจ้าค่ะ แล้วก็ห้ามเรียกท่านพี่ว่าสามีด้วย!”
“อีกไม่นานก็ได้เรียกแล้วน่า”
“ไม่มีวันเจ้าค่ะ!”
หลัวจินหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าอาจารย์จะชอบผู้ใดเป็นด้วย”
หลัวจินเยว่มองพี่สาวของตน
“แต่คนผู้นั้นเป็นสามีนะเจ้าคะ ใครบ้างจะไม่ชอบ?”
หลัวจินหยางพยักหน้าอย่างง่ายดาย
“ก็จริง”
มู่เสวี่ยหนิงมองไปรอบวงด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เอ่อ...พวกเรานินทาอาจารย์เช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ?”
มู่หรงฉินพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ หากนางกลับมาได้ยินเข้าจะทำอย่างไร?”
เซี่ยเยว่หลีโบกมืออย่างไม่กังวล
“ไม่เป็นไรหรอก ทั้งสองหายไปไกลแล้ว ดูจากนิสัยการทำงานของสามี กว่าจะตรวจสอบพื้นที่ครบก็คงพรุ่งนี้ตอนเที่ยงนู่น”
ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ
“หลิงเยวี่ยนี่ปากไม่ตรงกับใจจริง ๆ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าตาม
“นั่นสิ ตอนก่อนหน้านี้ก็จับมือรันเอ๋อร์ไม่ยอมปล่อย แต่พอถามกลับปฏิเสธอยู่ตลอด”
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจ
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ไม่ยอมรับความรู้สึกของตนเองเสียที เอาแต่ยึดถือศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์อยู่นั่น”
เซียวซินเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่นานพลันยกมือขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ให้ข้าวางยาอาจารย์เลยดีไหมเจ้าคะ?”
“……”
ทั้งห้องเงียบสนิท
ทุกคนค่อย ๆ หันไปมองเซียวซินเยวี่ยพร้อมกัน
นางกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนหยิบขวดยาใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อ
“ข้ามียาที่เหมาะอยู่พอดีเลยเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยารีบคว้าขวดยาออกจากมือลูกศิษย์
“เก็บความคิดนั้นไปเสีย”
เซียวซินเยวี่ยทำหน้าผิดหวัง
“แต่ข้าคิดว่าน่าจะได้ผลนะเจ้าคะ”
โม่ชิงเฟิงลูบคางอย่างใช้ความคิด
“พี่สาวกลับรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว...”
ไป๋จิ้งเหวินส่ายหน้าทันที
“แม่ว่าความคิดนี้ไม่ผ่านนะ ดูจากนิสัยของรันเอ๋อร์แล้ว ต่อให้หลิงเยวี่ยถูกยาจริง เขาก็คงไม่ฉวยโอกาสทำอะไรนางอยู่ดี”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“แม่ก็ว่าเช่นนั้น อย่างมากรันเอ๋อร์คงช่วยถอนพิษ พานางไปพัก แล้วกลับมาตามหาคนวางยา”
สายตาของทุกคนค่อย ๆ เลื่อนไปหาเซียวซินเยวี่ย
นางสะดุ้ง ก่อนรีบซ่อนมือไว้ด้านหลัง
“เอ่อ...ข้าเพียงเสนอความคิดเท่านั้นนะเจ้าคะ ยังไม่ได้ลงมือเสียหน่อย”
ซูเม่ยเหยามองลูกศิษย์ของตนด้วยสีหน้าเข้มขึ้น
“และห้ามลงมือด้วย”
“เจ้าค่ะ...”
หลานชิงอวี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“จริงด้วย หากเป็นศิษย์พี่ ต่อให้อาจารย์เป็นฝ่ายพุ่งเข้าหา เขาก็คงถามก่อนว่านางมีสติอยู่หรือไม่”
เซี่ยเยว่หลีแค่นเสียงเบา ๆ
“หากไม่มีสติ สามีก็คงทำให้นางหลับแล้วเดินหนีไปนอนเอง”
โม่ชิงเฟิงถอนหายใจอย่างเสียดาย
“สามีนี่มีหลักการในเวลาซึ่งไม่ควรมีจริง ๆ”
ไป๋หลิงปรายตามองนาง
“พี่ใหญ่กำลังตำหนิสามีที่ไม่ฉวยโอกาสผู้อื่นอยู่หรือ?”
“พี่สาวเพียงพูดตามสถานการณ์!”
เฟิงซูหลานรีบยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ถ้าหลิงเยวี่ยไม่เอา เช่นนั้นลองวางยาพี่สาวแทนก็ได้นะ พี่สาวไม่ถือ!”
ลู่ชิงถานหันไปมองนางอย่างเย็นชา
“ไม่มีผู้ใดถามป้าเลยเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเจ้าจึงคอยทำร้ายจิตใจข้าอยู่เรื่อย!”
อ๋องหมิงซึ่งนั่งฟังอยู่นานอดถามขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าหนูนั่นอดทนได้มากถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
หญิงสาวหลายคนหันมามองเขาพร้อมกัน
ไป๋จิ้งเหวินเป็นผู้ตอบ
“ไม่ใช่เรื่องของความอดทนหรอก รันเอ๋อร์เพียงไม่คิดฉวยโอกาสผู้ที่ไม่มีสติเท่านั้น”
ลู่เหยียนหนิงกล่าวเสริม
“อีกอย่าง ด้วยความสามารถของเขา ยาประเภทนั้นคงถูกขับออกจากร่างได้ในพริบตาเดียว”
อ๋องหมิงลูบคางอย่างครุ่นคิด
“แล้วถ้าอีกฝ่ายยังมีสติครบถ้วนเล่า?”
หญิงสาวหลายคนหลบสายตาไปคนละทิศทาง
โม่ชิงเฟิงยกพัดขึ้นปิดรอยยิ้ม
“ถ้ายังมีสติอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องอดทนแล้วนี่”
หนานอวี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ใช่ ขอเพียงพูดให้ชัดเจนแล้วพุ่งเข้าไปก็จบ”
ไป๋หลิงยกมือกุมขมับ
“พวกเจ้าสองคนเลิกถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยความภาคภูมิใจเสียที!”
อ๋องหมิงมองหญิงสาวรอบห้อง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดภรรยาของเจ้าหนูนั่นจึงเพิ่มขึ้นเร็วถึงเพียงนี้”
เซี่ยหลานอิงรีบกล่าวแก้
“ไม่ใช่เพราะสามีใจง่ายนะ เป็นเพราะพวกนางลงมือเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัวต่างหาก”
โม่ชิงเฟิงยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ผู้ใดลงมือก่อน ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ!”
“พี่ใหญ่ เงียบไปเลย!”
มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นเล็กน้อย สีหน้าดูลังเล
“แต่...แต่...แต่ข้าว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับว่าใครลงมือเร็วหรือช้านะเจ้าคะ”
ทุกคนหันมามองนาง
“ข้าคิดว่าท่านพี่มองคนออกอยู่แล้ว หากเป็นผู้ที่เขาไม่ชอบจริง ๆ ต่อให้พุ่งเข้าไปหาก็คงถูกโยนออกมาอยู่ดี”
มู่เสวี่ยหนิงเหลือบมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง
“โดยเฉพาะป้าทั้งสอง...เอ๊ย! ผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอ”
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอกทันที
“เมื่อครู่เจ้าเรียกพวกข้าว่าป้าใช่ไหม?”
“ท่านฟังผิดแล้วเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงรีบกล่าวต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“หากท่านพี่ไม่ชอบผู้อาวุโสทั้งสองจริง ๆ เขาคงไล่กลับไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ตามพวกเรามาจนถึงตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ”
นางหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวสรุป
“อีกอย่าง หากไม่สนใจเลยจริง ๆ เขาคงไม่คอยตอบกวนตีนพวกท่านอยู่ร่ำไปเช่นนี้”
ทั่วทั้งห้องเงียบลงเล็กน้อย
เฟิงซูหลานค่อย ๆ เบิกตากว้าง ก่อนรอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“หมายความว่าน้องชายสนใจพี่สาวอยู่ เพียงแต่ชอบแกล้งสินะ!”
เหอหว่านชิงลูบคางอย่างใช้ความคิด
“ฟังดูมีเหตุผล”
ลู่ชิงถานลุกพรวดขึ้นทันที
“ไม่มีเหตุผลเลยสักนิดเจ้าค่ะ! ท่านพี่เพียงเห็นพวกป้าหน้าหนาเกินกว่าจะไล่ไปต่างหาก!”
เฟิงซูหลานไม่สนใจนางแม้แต่น้อย
“ฮี่ ๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าน้องชายปากไม่ตรงกับใจ”
ไป๋หลิงหรี่ตามองหญิงสาวทั้งสอง
“อย่าเพิ่งได้ใจไป สามียังไม่ได้รับพวกท่านเป็นภรรยา”
โม่ชิงเฟิงกลับยกพัดปิดรอยยิ้ม
“แต่น้องหญิงเสวี่ยหนิงพูดไม่ผิดนะ หากน้องชายรังเกียจจริง พวกนางคงไม่มีโอกาสนั่งอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้สายตาหลายคู่เริ่มจับจ้องเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงอย่างระแวดระวังขึ้นมาทันที
ส่วนสองผู้อาวุโสจากสำนักเหอซานกลับนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี ราวกับเพิ่งมองเห็นประตูแห่งความหวังเปิดออกตรงหน้าแล้วจริง ๆ