ตอนที่ 329 ข้าเพียงเรียกล่วงหน้า ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน
มู่เสวี่ยหนิงยกนิ้วขึ้น ก่อนเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง
“ยกตัวอย่างนะเจ้าคะ ตอนที่ข้าเข้าไปขอบคุณท่านพี่เป็นครั้งแรก เขาไม่แม้แต่จะหยุดคุยด้วย เพียงหันหลังแล้วเดินหนีไปเลย”
นางหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“พี่หญิงโม่เองก็อยู่ด้วยมิใช่หรือเจ้าคะ? ตอนนั้นพี่หญิงยังต้องวิ่งตามเขาอยู่เลย”
โม่ชิงเฟิงนึกย้อนกลับไป ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“อืม ตอนนั้นน้องชายเย็นชามากจริง ๆ พี่สาวเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมหยุด”
“แล้ววันต่อมา ตอนข้าได้พบเขาอีกครั้ง ท่านพี่กลับถามว่าข้าเป็นใคร”
มู่เสวี่ยหนิงแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด
“แต่ข้ารู้สึกว่าเขาจำข้าได้ เพียงแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากมากกว่า”
นางหันไปมองหลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่
“ส่วนตอนพี่หญิงจินหยางกับพี่หญิงจินเยว่ ท่านพี่เองก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างจริงจังเลยนี่เจ้าคะ”
สองฝาแฝดมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน
มู่เสวี่ยหนิงจึงกล่าวต่อ
“ทุกคนลองคิดดูนะเจ้าคะ ท่านพี่ใช้ก้าวพริบตาได้ ไม่มีผู้ใดในพวกเราตามเขาทันสักคน”
นางกวาดตามองหญิงสาวทั้งหมดภายในห้อง
“หากเขาต้องการหนีจริง ๆ เพียงพริบตาเดียวพวกเราก็ไม่มีทางหาเขาพบแล้ว แต่เขากลับไม่เคยหนีผู้ใดในหมู่พวกเราเลยด้วยซ้ำ”
“……”
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก
“ฟังดูมีเหตุผล”
เซี่ยเยว่หลีเอนหลังพิงเก้าอี้
“สามีมองคนออกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผู้ใดคิดร้าย ผู้ใดโกหก หรือผู้ใดเข้าหาเพราะหวังผล เขาล้วนรู้หมด”
หลัวจินหยางยิ้มออกมา
“เช่นนั้นแสดงว่าเขายอมรับพวกเรามาตั้งแต่ต้น เพียงขี้เกียจพูดสินะ”
หลัวจินเยว่พยักหน้า
“ดูเป็นท่านพี่ดีเจ้าค่ะ”
เฟิงซูหลานตบมือลงบนโต๊ะอย่างดีใจ
“ได้ยินหรือไม่! น้องชายไม่เคยหนีพวกข้าสองคน แสดงว่าเขายอมรับพวกเราแล้วเช่นกัน!”
เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้อสรุปนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ”
ลู่ชิงถานรีบลุกขึ้นคัดค้าน
“ไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ! บางทีท่านพี่อาจเพียงขี้เกียจหนีพวกป้าก็ได้!”
มู่เสวี่ยหนิงยิ้มเจื่อน ๆ
“แต่ก้าวพริบตาใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยวลมหายใจนะเจ้าคะ...”
“น้องหญิงเสวี่ยหนิง เหตุใดวันนี้เจ้าจึงเข้าข้างยัยป้าสองคนตลอดเลย!”
มู่เสวี่ยหนิงแตะปลายคาง ก่อนหันไปมองผู้อาวุโสทั้งสองอย่างพิจารณา
“อืม จากที่ข้าสังเกตป้าทั้งสอง...เอ๊ย! ผู้อาวุโสเหอกับผู้อาวุโสเฟิง ข้ายังพบอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”
เฟิงซูหลานถอนหายใจ
“คราวนี้ข้าได้ยินคำว่าป้าชัดเจนเต็มสองหูเลยนะ”
มู่เสวี่ยหนิงทำเป็นไม่ได้ยิน
“ท่านพี่เคยกล่าวว่ากลิ่นความโสดของพวกท่านรุนแรงมาก ถึงขนาดว่าหากไม่มีผู้ใดเอา พวกท่านก็จะขึ้นคานไปตลอดชีวิตใช่ไหมเจ้าคะ?”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงพยักหน้าพร้อมกัน
“ใช่ เด็กปากร้ายนั่นพูดเช่นนั้นจริง ๆ”
“ข้ากลับรู้สึกว่าประโยคนี้แปลกอยู่นะเจ้าคะ”
มู่เสวี่ยหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“หากท่านพี่คิดว่าพวกท่านไม่มีผู้ใดต้องการจริง ๆ เหตุใดจึงต้องใส่คำว่า ‘หาก’ เอาไว้ด้วย?”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
“ถ้าเขามั่นใจเช่นนั้น ก็ควรพูดตรง ๆ ว่าพวกท่านต้องขึ้นคานไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
มู่เสวี่ยหนิงเว้นช่วง ก่อนเอ่ยข้อสรุปออกมาอย่างช้า ๆ
“การพูดว่า ‘หากไม่มีผู้ใดเอา’ ฟังดูเหมือนท่านพี่จงใจเหลือข้อยกเว้นเอาไว้”
นางมองผู้อาวุโสทั้งสองสลับกัน
“ถ้าท่านพี่ไม่ได้เว้นที่ว่างนั้นเอาไว้ให้ตนเอง...แล้วเขาจะเว้นไว้ให้ผู้ใดเล่าเจ้าคะ?”
ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท
ดวงตาของเฟิงซูหลานค่อย ๆ เบิกกว้าง ก่อนใบหน้าจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ฮี่ ๆๆๆๆ ที่แท้น้องชายก็จองพวกเราเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!”
เหอหว่านชิงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ ทว่าใบหูกลับเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย
“การวิเคราะห์นี้...ฟังดูไม่ไร้เหตุผล”
ลู่ชิงถานตบโต๊ะดังปัง
“ไร้เหตุผลที่สุดเลยเจ้าค่ะ! น้องหญิงเสวี่ยหนิงคิดมากเกินไปแล้ว ท่านพี่เพียงพูดกวนประสาทพวกป้าเท่านั้น!”
ไป๋หลิงกลับขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
“แต่สามีเป็นคนเลือกใช้คำพูดค่อนข้างแม่นยำ เขาไม่ค่อยกล่าวเผื่อทางเอาไว้โดยไม่มีเหตุผลจริง ๆ”
โม่ชิงเฟิงยกพัดปิดรอยยิ้ม
“โอ้ ๆๆ น้องหญิงเสวี่ยหนิงช่างสังเกตเก่งจริง ๆ พี่สาวอยู่ใกล้น้องชายมาตั้งนานยังคิดไม่ถึงเลย”
หนานอวี้เหลือบมองนาง
“เพราะวัน ๆ พี่ใหญ่คิดอยู่เพียงว่าจะปีนขึ้นเตียงสามีอย่างไรต่างหาก”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน!”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงสบตากัน ก่อนหัวเราะเบา ๆ โดยไม่คิดยืนยันหรือปฏิเสธข้อสรุปนั้น
ส่วนเฟิงซูหลานขยับเข้าไปกอดแขนเหอหว่านชิงอย่างอารมณ์ดี
“เตรียมตัวเถอะหว่านชิง ดูเหมือนพวกเราจะไม่ต้องขึ้นคานแล้วละ!”
เหอหว่านชิงพยายามดึงแขนกลับ
“อย่าเพิ่งสรุปเองสิ...”
เซี่ยเยว่หลีนั่งครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“แต่ข้าว่าเรื่องนี้ใช่แน่”
สายตาทุกคู่หันมาหานาง
“สามีเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริง หากเรื่องใดไม่แน่ใจ เขาจะบอกตรง ๆ ว่าไม่แน่ใจ หากเรื่องใดมีเงื่อนไขมาก เขาก็จะอธิบายเงื่อนไขเหล่านั้นออกมาครบ”
เซี่ยเยว่หลียกนิ้วขึ้นนับคำพูดซึ่งได้ยินจนคุ้นเคย
“อย่างเช่น ‘ข้าก็นึกว่า’ ‘ข้าก็ว่าน่าจะ’ ‘ข้าว่าคงเป็นเช่นนั้น’ ‘ข้าจะไปรู้หรือ’ ‘ข้าน่าจะไม่รู้’ ‘ข้าน่าจะรู้’ หรือ ‘ข้าว่ามันก็น่าจะทำได้นะ’”
ทุกคนต่างคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านั้นดี จึงไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้
เซี่ยเยว่หลีกล่าวต่อ
“ถึงสามีจะปากคอร้าย แต่ข้าไม่เคยเห็นเขาด่าผู้ใดด้วยเรื่องซึ่งไม่เป็นความจริงเลยสักครั้ง”
นางเหลือบมองอ๋องหมิง
“หากเขาเรียกผู้ใดว่าโง่ คนผู้นั้นก็มักทำเรื่องโง่จริง ๆ”
อ๋องหมิงสะดุ้ง
“เหตุใดต้องมองข้า?”
เซี่ยเยว่หลีไม่ตอบ ก่อนหันกลับไปทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง
“เพราะฉะนั้น คำว่า ‘หากไม่มีผู้ใดเอา’ ย่อมไม่ใช่คำซึ่งหลุดออกมาโดยไม่มีความหมาย เขายังมองเห็นความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้รับพวกท่านเอาไว้อยู่จริง ๆ”
เฟิงซูหลานยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม
“และคนผู้นั้นก็คือน้องชาย!”
“ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าเป็นเขา”
“แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่!”
เหอหว่านชิงก้มหน้าจิบชาเพื่อซ่อนใบหูซึ่งเริ่มแดงขึ้นกว่าเดิม
ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เยว่หลีพูดถูก สามีอาจชอบพูดกวนประสาท แต่เรื่องข้อเท็จจริงกลับแบ่งแยกชัดเจนเสมอ หากไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หากเป็นเพียงการคาดเดาก็จะบอกว่าเดา”
หลานชิงอวี้รีบเสริม
“จริงเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ไม่เคยทำเป็นรู้ในเรื่องที่ตนไม่รู้เลย”
โม่ชิงเฟิงยกพัดขึ้นปิดครึ่งใบหน้า
“ถ้าเช่นนั้น คำพูดของน้องชายตอนนั้นก็แทบจะเป็นการเปิดทางให้ป้าสองคนจริง ๆ สินะ”
ลู่ชิงถานมองคนทั้งหมดอย่างไม่อยากเชื่อ
“เหตุใดเพียงประโยคเดียว พวกท่านจึงวิเคราะห์จนยัยป้าสองคนใกล้กลายเป็นภรรยาของท่านพี่แล้วเล่า!”
เซี่ยเยว่หลียักไหล่
“ข้าเพียงวิเคราะห์ตามนิสัยของสามีเท่านั้น”
จากนั้นนางจึงกล่าวเสริมอย่างสงบ
“แน่นอนว่าไม่นับเวลาที่เขาจงใจกวนประสาทผู้อื่น อันนั้นต่อให้เป็นเรื่องจริง เขาก็จะเลือกพูดให้เจ็บที่สุดอยู่ดี”
อ๋องหมิงพยักหน้าแรง ๆ
“เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง!”
มู่เสวี่ยหนิงครุ่นคิดต่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ข้าว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้เต็มสิบส่วนแล้วละเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
เฟิงซูหลานขยับเข้ามาใกล้ทันที
“เหตุใดจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น?”
“เพราะท่านพี่ไม่ค่อยเล่าเรื่องของตนเองให้คนนอกฟังนี่เจ้าคะ”
มู่เสวี่ยหนิงกวาดตามองคนทั้งหมดภายในห้อง
“หากไม่สนิทหรือไม่ยอมรับจริง ๆ เขาจะปล่อยให้คนผู้นั้นรับรู้ความลับมากมายถึงเพียงนี้หรือ? ทั้งเรื่องวิถีเส้นทางดารา กายเทพ ครรภ์แห่งดวงดาว พิธีกรรม รวมถึงเรื่องพลังของเขาเอง”
นางหันไปมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง
“แต่ป้าทั้งสอง...เอ๊ย ผู้อาวุโสทั้งสองกลับได้ฟังทุกเรื่องพร้อมกับพวกเรา ท่านพี่ไม่เคยไล่ออกไปก่อนเล่าเรื่องสำคัญเลยสักครั้ง”
เฟิงซูหลานพยักหน้ารัว ๆ
“จริงด้วย!”
“ข้อยกเว้นมีเพียงท่านอ๋องหมิง เพราะเขาเป็นคนของราชวงศ์ ท่านพี่คงรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเรื่องเหล่านี้ก็ต้องถูกรายงานไปยังจักรพรรดินี จึงไม่ได้คิดปิดบังตั้งแต่แรก”
อ๋องหมิงพยักหน้า
“เรื่องนี้ถูกต้อง ข้ารายงานกลับไปหลายส่วนแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงหันกลับมาหาสองผู้อาวุโสอีกครั้ง
“แต่พวกท่านสองคนไม่ใช่คนของราชวงศ์ จะบอกว่าเป็นเพียงสหายสนิทของพี่หญิงหลิงเยวี่ยก็ดูไม่น่าใช่เหตุผลเพียงพอให้รับรู้ทุกอย่าง”
หนานอวี้ชะงัก ก่อนหันขวับมามองนาง
“เดี๋ยวก่อน เหตุใดเจ้าจึงเรียกอาจารย์ว่า ‘พี่หญิง’ แล้ว?”
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา
“อย่างไรไม่ช้าก็เร็ว อาจารย์ต้องกลายมาเป็นพี่หญิงอยู่ดีมิใช่หรือเจ้าคะ? ข้าเพียงเรียกล่วงหน้า ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ก็จริง”
ทุกคนยอมรับข้อสรุปนั้นอย่างง่ายดายจนน่าประหลาด
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอกด้วยความซาบซึ้ง
“เช่นนั้นข้าควรเริ่มฝึกเรียกหลิงเยวี่ยว่าน้องหญิงเอาไว้ก่อนหรือไม่?”
ลู่ชิงถานหันขวับ
“ป้าคิดข้ามไปไกลเกินแล้วเจ้าค่ะ! ต่อให้อาจารย์กลายเป็นภรรยาของท่านพี่ ก็ไม่ได้แปลว่าป้าจะได้เป็นด้วย!”
เหอหว่านชิงซึ่งนั่งเงียบมาตลอดยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพึมพำเบา ๆ
“แต่ความเป็นไปได้เต็มสิบส่วนเชียวนะ...”
“ผู้อาวุโสเหอเองก็อย่าเพิ่งหลงเชื่อเจ้าค่ะ!”