คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 329 ข้าเพียงเรียกล่วงหน้า ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน7,607 ตัวอักษร

ตอนที่ 329 ข้าเพียงเรียกล่วงหน้า ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน

มู่เสวี่ยหนิงยกนิ้วขึ้น ก่อนเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง

“ยกตัวอย่างนะเจ้าคะ ตอนที่ข้าเข้าไปขอบคุณท่านพี่เป็นครั้งแรก เขาไม่แม้แต่จะหยุดคุยด้วย เพียงหันหลังแล้วเดินหนีไปเลย”

นางหันไปทางโม่ชิงเฟิง

“พี่หญิงโม่เองก็อยู่ด้วยมิใช่หรือเจ้าคะ? ตอนนั้นพี่หญิงยังต้องวิ่งตามเขาอยู่เลย”

โม่ชิงเฟิงนึกย้อนกลับไป ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“อืม ตอนนั้นน้องชายเย็นชามากจริง ๆ พี่สาวเรียกเท่าไรก็ไม่ยอมหยุด”

“แล้ววันต่อมา ตอนข้าได้พบเขาอีกครั้ง ท่านพี่กลับถามว่าข้าเป็นใคร”

มู่เสวี่ยหนิงแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด

“แต่ข้ารู้สึกว่าเขาจำข้าได้ เพียงแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ เพราะไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากมากกว่า”

นางหันไปมองหลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่

“ส่วนตอนพี่หญิงจินหยางกับพี่หญิงจินเยว่ ท่านพี่เองก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างจริงจังเลยนี่เจ้าคะ”

สองฝาแฝดมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน

มู่เสวี่ยหนิงจึงกล่าวต่อ

“ทุกคนลองคิดดูนะเจ้าคะ ท่านพี่ใช้ก้าวพริบตาได้ ไม่มีผู้ใดในพวกเราตามเขาทันสักคน”

นางกวาดตามองหญิงสาวทั้งหมดภายในห้อง

“หากเขาต้องการหนีจริง ๆ เพียงพริบตาเดียวพวกเราก็ไม่มีทางหาเขาพบแล้ว แต่เขากลับไม่เคยหนีผู้ใดในหมู่พวกเราเลยด้วยซ้ำ”

“……”

ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน

ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก

“ฟังดูมีเหตุผล”

เซี่ยเยว่หลีเอนหลังพิงเก้าอี้

“สามีมองคนออกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผู้ใดคิดร้าย ผู้ใดโกหก หรือผู้ใดเข้าหาเพราะหวังผล เขาล้วนรู้หมด”

หลัวจินหยางยิ้มออกมา

“เช่นนั้นแสดงว่าเขายอมรับพวกเรามาตั้งแต่ต้น เพียงขี้เกียจพูดสินะ”

หลัวจินเยว่พยักหน้า

“ดูเป็นท่านพี่ดีเจ้าค่ะ”

เฟิงซูหลานตบมือลงบนโต๊ะอย่างดีใจ

“ได้ยินหรือไม่! น้องชายไม่เคยหนีพวกข้าสองคน แสดงว่าเขายอมรับพวกเราแล้วเช่นกัน!”

เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ข้อสรุปนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ”

ลู่ชิงถานรีบลุกขึ้นคัดค้าน

“ไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ! บางทีท่านพี่อาจเพียงขี้เกียจหนีพวกป้าก็ได้!”

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มเจื่อน ๆ

“แต่ก้าวพริบตาใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยวลมหายใจนะเจ้าคะ...”

“น้องหญิงเสวี่ยหนิง เหตุใดวันนี้เจ้าจึงเข้าข้างยัยป้าสองคนตลอดเลย!”

มู่เสวี่ยหนิงแตะปลายคาง ก่อนหันไปมองผู้อาวุโสทั้งสองอย่างพิจารณา

“อืม จากที่ข้าสังเกตป้าทั้งสอง...เอ๊ย! ผู้อาวุโสเหอกับผู้อาวุโสเฟิง ข้ายังพบอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ”

เฟิงซูหลานถอนหายใจ

“คราวนี้ข้าได้ยินคำว่าป้าชัดเจนเต็มสองหูเลยนะ”

มู่เสวี่ยหนิงทำเป็นไม่ได้ยิน

“ท่านพี่เคยกล่าวว่ากลิ่นความโสดของพวกท่านรุนแรงมาก ถึงขนาดว่าหากไม่มีผู้ใดเอา พวกท่านก็จะขึ้นคานไปตลอดชีวิตใช่ไหมเจ้าคะ?”

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงพยักหน้าพร้อมกัน

“ใช่ เด็กปากร้ายนั่นพูดเช่นนั้นจริง ๆ”

“ข้ากลับรู้สึกว่าประโยคนี้แปลกอยู่นะเจ้าคะ”

มู่เสวี่ยหนิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

“หากท่านพี่คิดว่าพวกท่านไม่มีผู้ใดต้องการจริง ๆ เหตุใดจึงต้องใส่คำว่า ‘หาก’ เอาไว้ด้วย?”

ทุกคนชะงักพร้อมกัน

“ถ้าเขามั่นใจเช่นนั้น ก็ควรพูดตรง ๆ ว่าพวกท่านต้องขึ้นคานไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

มู่เสวี่ยหนิงเว้นช่วง ก่อนเอ่ยข้อสรุปออกมาอย่างช้า ๆ

“การพูดว่า ‘หากไม่มีผู้ใดเอา’ ฟังดูเหมือนท่านพี่จงใจเหลือข้อยกเว้นเอาไว้”

นางมองผู้อาวุโสทั้งสองสลับกัน

“ถ้าท่านพี่ไม่ได้เว้นที่ว่างนั้นเอาไว้ให้ตนเอง...แล้วเขาจะเว้นไว้ให้ผู้ใดเล่าเจ้าคะ?”

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท

ดวงตาของเฟิงซูหลานค่อย ๆ เบิกกว้าง ก่อนใบหน้าจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ฮี่ ๆๆๆๆ ที่แท้น้องชายก็จองพวกเราเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!”

เหอหว่านชิงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ ทว่าใบหูกลับเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย

“การวิเคราะห์นี้...ฟังดูไม่ไร้เหตุผล”

ลู่ชิงถานตบโต๊ะดังปัง

“ไร้เหตุผลที่สุดเลยเจ้าค่ะ! น้องหญิงเสวี่ยหนิงคิดมากเกินไปแล้ว ท่านพี่เพียงพูดกวนประสาทพวกป้าเท่านั้น!”

ไป๋หลิงกลับขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“แต่สามีเป็นคนเลือกใช้คำพูดค่อนข้างแม่นยำ เขาไม่ค่อยกล่าวเผื่อทางเอาไว้โดยไม่มีเหตุผลจริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงยกพัดปิดรอยยิ้ม

“โอ้ ๆๆ น้องหญิงเสวี่ยหนิงช่างสังเกตเก่งจริง ๆ พี่สาวอยู่ใกล้น้องชายมาตั้งนานยังคิดไม่ถึงเลย”

หนานอวี้เหลือบมองนาง

“เพราะวัน ๆ พี่ใหญ่คิดอยู่เพียงว่าจะปีนขึ้นเตียงสามีอย่างไรต่างหาก”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกัน!”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงสบตากัน ก่อนหัวเราะเบา ๆ โดยไม่คิดยืนยันหรือปฏิเสธข้อสรุปนั้น

ส่วนเฟิงซูหลานขยับเข้าไปกอดแขนเหอหว่านชิงอย่างอารมณ์ดี

“เตรียมตัวเถอะหว่านชิง ดูเหมือนพวกเราจะไม่ต้องขึ้นคานแล้วละ!”

เหอหว่านชิงพยายามดึงแขนกลับ

“อย่าเพิ่งสรุปเองสิ...”

เซี่ยเยว่หลีนั่งครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“แต่ข้าว่าเรื่องนี้ใช่แน่”

สายตาทุกคู่หันมาหานาง

“สามีเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริง หากเรื่องใดไม่แน่ใจ เขาจะบอกตรง ๆ ว่าไม่แน่ใจ หากเรื่องใดมีเงื่อนไขมาก เขาก็จะอธิบายเงื่อนไขเหล่านั้นออกมาครบ”

เซี่ยเยว่หลียกนิ้วขึ้นนับคำพูดซึ่งได้ยินจนคุ้นเคย

“อย่างเช่น ‘ข้าก็นึกว่า’ ‘ข้าก็ว่าน่าจะ’ ‘ข้าว่าคงเป็นเช่นนั้น’ ‘ข้าจะไปรู้หรือ’ ‘ข้าน่าจะไม่รู้’ ‘ข้าน่าจะรู้’ หรือ ‘ข้าว่ามันก็น่าจะทำได้นะ’”

ทุกคนต่างคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านั้นดี จึงไม่มีผู้ใดสามารถโต้แย้งได้

เซี่ยเยว่หลีกล่าวต่อ

“ถึงสามีจะปากคอร้าย แต่ข้าไม่เคยเห็นเขาด่าผู้ใดด้วยเรื่องซึ่งไม่เป็นความจริงเลยสักครั้ง”

นางเหลือบมองอ๋องหมิง

“หากเขาเรียกผู้ใดว่าโง่ คนผู้นั้นก็มักทำเรื่องโง่จริง ๆ”

อ๋องหมิงสะดุ้ง

“เหตุใดต้องมองข้า?”

เซี่ยเยว่หลีไม่ตอบ ก่อนหันกลับไปทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“เพราะฉะนั้น คำว่า ‘หากไม่มีผู้ใดเอา’ ย่อมไม่ใช่คำซึ่งหลุดออกมาโดยไม่มีความหมาย เขายังมองเห็นความเป็นไปได้ว่าจะมีผู้รับพวกท่านเอาไว้อยู่จริง ๆ”

เฟิงซูหลานยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม

“และคนผู้นั้นก็คือน้องชาย!”

“ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าเป็นเขา”

“แต่เจ้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่!”

เหอหว่านชิงก้มหน้าจิบชาเพื่อซ่อนใบหูซึ่งเริ่มแดงขึ้นกว่าเดิม

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“เยว่หลีพูดถูก สามีอาจชอบพูดกวนประสาท แต่เรื่องข้อเท็จจริงกลับแบ่งแยกชัดเจนเสมอ หากไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หากเป็นเพียงการคาดเดาก็จะบอกว่าเดา”

หลานชิงอวี้รีบเสริม

“จริงเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ไม่เคยทำเป็นรู้ในเรื่องที่ตนไม่รู้เลย”

โม่ชิงเฟิงยกพัดขึ้นปิดครึ่งใบหน้า

“ถ้าเช่นนั้น คำพูดของน้องชายตอนนั้นก็แทบจะเป็นการเปิดทางให้ป้าสองคนจริง ๆ สินะ”

ลู่ชิงถานมองคนทั้งหมดอย่างไม่อยากเชื่อ

“เหตุใดเพียงประโยคเดียว พวกท่านจึงวิเคราะห์จนยัยป้าสองคนใกล้กลายเป็นภรรยาของท่านพี่แล้วเล่า!”

เซี่ยเยว่หลียักไหล่

“ข้าเพียงวิเคราะห์ตามนิสัยของสามีเท่านั้น”

จากนั้นนางจึงกล่าวเสริมอย่างสงบ

“แน่นอนว่าไม่นับเวลาที่เขาจงใจกวนประสาทผู้อื่น อันนั้นต่อให้เป็นเรื่องจริง เขาก็จะเลือกพูดให้เจ็บที่สุดอยู่ดี”

อ๋องหมิงพยักหน้าแรง ๆ

“เรื่องนั้นข้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง!”

มู่เสวี่ยหนิงครุ่นคิดต่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“ข้าว่าตอนนี้มีความเป็นไปได้เต็มสิบส่วนแล้วละเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”

เฟิงซูหลานขยับเข้ามาใกล้ทันที

“เหตุใดจึงมั่นใจถึงเพียงนั้น?”

“เพราะท่านพี่ไม่ค่อยเล่าเรื่องของตนเองให้คนนอกฟังนี่เจ้าคะ”

มู่เสวี่ยหนิงกวาดตามองคนทั้งหมดภายในห้อง

“หากไม่สนิทหรือไม่ยอมรับจริง ๆ เขาจะปล่อยให้คนผู้นั้นรับรู้ความลับมากมายถึงเพียงนี้หรือ? ทั้งเรื่องวิถีเส้นทางดารา กายเทพ ครรภ์แห่งดวงดาว พิธีกรรม รวมถึงเรื่องพลังของเขาเอง”

นางหันไปมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“แต่ป้าทั้งสอง...เอ๊ย ผู้อาวุโสทั้งสองกลับได้ฟังทุกเรื่องพร้อมกับพวกเรา ท่านพี่ไม่เคยไล่ออกไปก่อนเล่าเรื่องสำคัญเลยสักครั้ง”

เฟิงซูหลานพยักหน้ารัว ๆ

“จริงด้วย!”

“ข้อยกเว้นมีเพียงท่านอ๋องหมิง เพราะเขาเป็นคนของราชวงศ์ ท่านพี่คงรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเรื่องเหล่านี้ก็ต้องถูกรายงานไปยังจักรพรรดินี จึงไม่ได้คิดปิดบังตั้งแต่แรก”

อ๋องหมิงพยักหน้า

“เรื่องนี้ถูกต้อง ข้ารายงานกลับไปหลายส่วนแล้ว”

มู่เสวี่ยหนิงหันกลับมาหาสองผู้อาวุโสอีกครั้ง

“แต่พวกท่านสองคนไม่ใช่คนของราชวงศ์ จะบอกว่าเป็นเพียงสหายสนิทของพี่หญิงหลิงเยวี่ยก็ดูไม่น่าใช่เหตุผลเพียงพอให้รับรู้ทุกอย่าง”

หนานอวี้ชะงัก ก่อนหันขวับมามองนาง

“เดี๋ยวก่อน เหตุใดเจ้าจึงเรียกอาจารย์ว่า ‘พี่หญิง’ แล้ว?”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา

“อย่างไรไม่ช้าก็เร็ว อาจารย์ต้องกลายมาเป็นพี่หญิงอยู่ดีมิใช่หรือเจ้าคะ? ข้าเพียงเรียกล่วงหน้า ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ก็จริง”

ทุกคนยอมรับข้อสรุปนั้นอย่างง่ายดายจนน่าประหลาด

เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอกด้วยความซาบซึ้ง

“เช่นนั้นข้าควรเริ่มฝึกเรียกหลิงเยวี่ยว่าน้องหญิงเอาไว้ก่อนหรือไม่?”

ลู่ชิงถานหันขวับ

“ป้าคิดข้ามไปไกลเกินแล้วเจ้าค่ะ! ต่อให้อาจารย์กลายเป็นภรรยาของท่านพี่ ก็ไม่ได้แปลว่าป้าจะได้เป็นด้วย!”

เหอหว่านชิงซึ่งนั่งเงียบมาตลอดยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนพึมพำเบา ๆ

“แต่ความเป็นไปได้เต็มสิบส่วนเชียวนะ...”

“ผู้อาวุโสเหอเองก็อย่าเพิ่งหลงเชื่อเจ้าค่ะ!”