คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 330 เจ้าเงียบแล้วหั่นผักต่อไป8,546 ตัวอักษร

ตอนที่ 330 เจ้าเงียบแล้วหั่นผักต่อไป

อ๋องหมิงสำลักน้ำชาทันที

“พรวด! เดี๋ยวก่อน เจ้าหมายถึงพี่หญิงของข้าน่ะหรือ? จักรพรรดินีเซี่ยอวิ๋นหลันคนนั้นน่ะนะ?!”

เซี่ยหลานอิงมองเขาราวกับกำลังถามเรื่องไร้สาระ

“ก็ใช่น่ะสิ จะมีเสด็จน้าคนไหนอีก?”

อ๋องหมิงไอจนหน้าแดง ก่อนยกมือกุมหน้าอก

“ค่อก! แม้แต่พี่หญิงของข้าก็ยัง...”

เขาพยายามนึกภาพจักรพรรดินีผู้สูงส่งเย็นชา ซึ่งปกครองผู้คนนับล้าน กำลังแอบสะสมตุ๊กตาของยูรันอยู่ภายในห้องบรรทม

ยิ่งคิด สีหน้าก็ยิ่งรับไม่ได้

“เป็นไปไม่ได้! พี่หญิงของข้าไม่สนใจบุรุษคนใดมานานเท่าไรแล้ว!”

เซี่ยหลานอิงยักไหล่

“แต่สนใจสามี”

ฉึก!

อ๋องหมิงกุมหน้าอกแน่นกว่าเดิม

เซี่ยเยว่หลีหันไปหาเซี่ยหลานอิงด้วยสีหน้าซับซ้อน

“ท่านอา ท่านแน่ใจนะ?”

“แน่ใจสิ”

เซี่ยหลานอิงตอบโดยไม่ลังเล

“ครั้งหนึ่งข้าเคยเดินผ่านห้องส่วนพระองค์ของเสด็จน้า แล้วเห็นตุ๊กตาล็อตแรกวางเรียงอยู่บนชั้น มีครบทุกรุ่น ไม่มีขาดไปแม้แต่ตัวเดียว”

ทุกคนชะงักพร้อมกัน

“ส่วนล็อตที่สอง สามีเพิ่งสร้างขึ้นมา หากนำออกไปวางขายเมื่อไร เสด็จน้าคงส่งคนออกตามเก็บมาจนครบทุกรุ่นอีกแน่”

เซี่ยหลานอิงหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ดูจากนิสัยเผด็จการของนาง หากลูกน้องซื้อกลับมาไม่ครบ บางทีอาจสั่งลากไปตัดหัวเลยก็ได้”

“……”

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท

อ๋องหมิงตบโต๊ะดังปัง

“พี่หญิงของข้าไม่ได้เผด็จการถึงเพียงนั้น!”

เซี่ยหลานอิงเหลือบมองเขา

“เมื่อเดือนก่อน เสด็จน้าสั่งโบยขุนนางที่ส่งรายงานช้าไปหนึ่งเค่อจนเดินไม่ได้อยู่สามวัน”

“นั่นเพราะงานราชการสำคัญ!”

“แล้วท่านคิดว่าตุ๊กตาของสามีไม่สำคัญสำหรับนางหรือ?”

อ๋องหมิงอ้าปากค้าง ก่อนค่อย ๆ นั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

“แม้แต่พี่หญิง...”

ไป๋จิ้งเหวินลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ถ้าเช่นนั้น ตอนรันเอ๋อร์นำล็อตที่สองออกขาย พวกเราควรกันของเอาไว้ให้นางชุดหนึ่งดีหรือไม่?”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า

“แม่ว่าเก็บไว้ให้ครบทุกแบบน่าจะดี จะได้ไม่มีผู้ใดต้องถูกตัดหัวเพราะซื้อตุ๊กตาไม่ทัน”

เฟิงซูหลานมองมารดาทั้งสองอย่างไม่อยากเชื่อ

“เดี๋ยวก่อน นี่ยังไม่ทันได้พบหน้ากัน พวกท่านก็เริ่มเตรียมของฝากให้ภรรยาคนใหม่แล้วหรือ?”

ลู่ชิงถานยกมุมปาก

“อย่างน้อยจักรพรรดินีก็มีเงินซื้อตุ๊กตาครบทุกแบบ ไม่เหมือนป้าสองคนซึ่งเอาแต่มาขอกินข้าวฟรีเจ้าค่ะ”

“เหตุใดสุดท้ายต้องวกกลับมาด่าพวกข้าด้วย!”

ซูเม่ยเหยายกมือกุมขมับ ก่อนลุกขึ้น

“เอาเถอะ ข้าปวดหัวกับเรื่องพวกนี้แล้ว ข้าจะไปฝึกทำอาหาร”

ทุกคนหันมามองนางด้วยความประหลาดใจ

“สามีมอบตำราทำอาหารเอาไว้ให้ข้าฝึก ข้าเองก็ศึกษามานานพอสมควรแล้ว”

ซูเม่ยเหยายกฝ่ามือขึ้น เปลวเพลิงวิเศษพลันปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ แสงเพลิงส่องสว่างไปทั่วห้องทันที

“สามีบอกว่าหากทำอาหารให้อร่อยได้ การหลอมโอสถก็จะสำเร็จได้เอง วันนี้ข้าจะลองใช้ไฟวิเศษมาทำอาหารดู”

มู่เสวี่ยหนิงลุกขึ้นตามทันที

“จริงด้วยเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไปฝึกด้วย ข้าเองก็อยากรู้ว่าการควบคุมไฟขณะทำอาหารจะแตกต่างจากตอนหลอมโอสถมากเพียงใด”

อ๋องหมิงซึ่งกำลังยกถ้วยชาพลันชะงัก ก่อนหันขวับไปมองเปลวเพลิงในมือซูเม่ยเหยา

“เดี๋ยวก่อน นั่นมันไฟวิเศษมิใช่หรือ?!”

“ใช่”

“ลำดับที่เท่าไร?”

“ลำดับที่สาม”

“พรวด!”

อ๋องหมิงสำลักน้ำชาอีกครั้ง

“ไฟวิเศษลำดับที่สาม แล้วเจ้าจะเอาไปทำอาหารหรือ?!”

ซูเม่ยเหยามองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“สามีบอกว่ามันเหมาะกับการทำอาหาร หลอมโอสถ และหลอมอาวุธ จะไม่ใช้ทำอาหารแล้วให้ข้าเอาไปทำอะไร?”

“นั่นเป็นสมบัติซึ่งคนทั้งแผ่นดินพร้อมฆ่ากันเพื่อแย่งชิงนะ!”

“อืม แต่ตอนนี้มันเป็นไฟทำอาหารของข้าแล้ว”

อ๋องหมิงอ้าปากค้าง ไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งได้

ซูเม่ยเหยากล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ข้าได้ยินมาว่าไฟวิเศษลำดับหนึ่งกับลำดับสองหายสาบสูญไปแล้ว สามีเคยคิดจะออกไปตามเก็บกลับมาอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็นั่นแหละ ยังไม่ได้ไปเสียที”

“ตามเก็บ...”

อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก

สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป นั่นคือสมบัติในตำนานซึ่งหายสาบสูญ แต่สำหรับยูรันกลับเป็นเพียงของที่ยังขี้เกียจออกไปเก็บเท่านั้น

เซียวซินเยวี่ยรีบลุกขึ้นมาคล้องแขนซูเม่ยเหยา

“เช่นนั้นพวกเราสามคนไปฝึกด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ หลังจากนี้จะได้ช่วยท่านพี่ทำอาหาร”

นางยิ้มอย่างมีพิรุธ

“แล้วพวกเราก็จะได้เล่นกับเขาระหว่างทำอาหารด้วย คิก ๆ”

ซูเม่ยเหยาหันไปมองลูกศิษย์

“ข้าจะพาเจ้าไปฝึกทำอาหาร ไม่ใช่ไปเล่นกับสามี”

“ทำพร้อมกันไม่ได้หรือเจ้าคะ?”

“ไม่ได้”

มู่เสวี่ยหนิงหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนรีบเดินนำไปทางห้องครัว

“พวกเรารีบไปฝึกกันเถอะเจ้าค่ะ ก่อนที่หัวข้อจะยิ่งแปลกไปมากกว่านี้”

เซี่ยเยว่หลีมองตามทั้งสามคนซึ่งกำลังเดินไปยังห้องครัว ก่อนวางของในมือลงเช่นกัน

“อืม ข้าเองก็ไปทำงานบ้างดีกว่า”

หนานอวี้เงยหน้าขึ้น

“ไม่เล่นต่อแล้วหรือ?”

“บนยอดเขายังมีงานของสามีให้ทำอีกมาก จะให้ข้าเอาแต่เล่นเกมตลอดก็คงไม่ได้”

เซี่ยเยว่หลีเริ่มนับงานของตนเองทีละอย่าง

“สวนสมุนไพรยังต้องปรับปรุง ระบบดูแลสัตว์น้ำข้าก็ยังทำความเข้าใจไม่หมด ส่วนระบบตรวจนับสินค้าอัตโนมัติก็เหมือนกัน”

นางถอนหายใจยาว

“สามีทำทุกอย่างราวกับมันง่ายดาย แต่พอข้าลองศึกษาด้วยตนเองกลับยากกว่าที่คิดมาก ข้าคงต้องตั้งใจให้มากกว่านี้”

เซี่ยเยว่หลีนึกถึงกองทัพต้นเมนเดรกบนยอดเขา ก่อนสีหน้าจะเคร่งเครียดกว่าเดิม

“ยังมีเจ้าพวกสมุนอีก ข้ายังไม่รู้วิธีจัดการพวกมันให้ดีเลย”

หลัวจินหยางเลิกคิ้ว

“ไม่ใช่ว่าพวกมันเชื่อฟังมากหรือ?”

“เชื่อฟังสามีต่างหาก เขาจัดการพวกมันง่ายเพราะชอบข่มขู่ จนไม่มีต้นใดกล้าก่อเรื่อง”

เซี่ยเยว่หลียกมือกุมขมับ

“แต่ข้าขู่พวกมันแบบสามีไม่ได้นี่สิ หากวันใดเขาไม่อยู่แล้วพวกมันเปิดเวทีมวยต่อยกัน ใครจะเอาอยู่?”

นางเหลือบมองไปยังทิศทางซึ่งหลิงเยวี่ยหายตัวไป

“ถ้าปล่อยให้พี่หญิงหลิงเยวี่ยเป็นคนจัดการ สุดท้ายพวกมันคงถูกตบกระจายจนเหลือแต่เศษผักเต็มยอดเขา”

หลายคนนึกภาพตาม ก่อนรู้สึกสงสารเหล่าสมุนขึ้นมาพร้อมกัน

เซี่ยเยว่หลี่หันไปตะโกนทางห้องครัว

“ทำอาหารเสร็จแล้วอย่าลืมเรียกข้าด้วยเล่า! อย่างน้อยฝีมือของพวกเจ้าน่าจะดีกว่างูสองตัวนั้นทำ!”

เสียงของเซียวซินเยวี่ยดังตอบกลับมา

“ได้เจ้าค่ะ!”

เซี่ยหลานอิงลุกขึ้นตาม

“เช่นนั้นข้าไปช่วยเจ้าด้วย อย่างน้อยงานด้านการจัดการข้าพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง”

“อืม ไปด้วยกัน”

ก่อนออกจากห้อง เซี่ยเยว่หลีหันไปหามารดาทั้งสอง

“ท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่ พวกท่านเองก็กำลังจะย้ายมาอยู่บนยอดเขาแล้วใช่ไหม?”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงพยักหน้า

“สามีเคยบอกว่าพวกท่านจะมาช่วยดูแลงาน เช่นนั้นคลังสินค้าและคลังบัญชีก็คงอยู่ในความรับผิดชอบของพวกท่าน”

เซี่ยเยว่หลีหยิบม้วนเอกสารหลายม้วนออกมาวางบนโต๊ะ

“สามีเขียนระบบการจัดเก็บกับวิธีตรวจสอบเอาไว้ทั้งหมด เพียงแต่บางส่วนอ่านเข้าใจยากมาก พวกท่านจะไปดูพร้อมกันไหม?”

ไป๋จิ้งเหวินรับเอกสารขึ้นมาเปิดอ่าน ก่อนดวงตาจะเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“ไปสิ แม่เองก็ตั้งใจจะตรวจดูระบบบัญชีอยู่แล้ว จะได้รู้ว่าต้องปรับตรงใดบ้าง”

ลู่เหยียนหนิงลุกขึ้นตาม

“แม่จะช่วยดูเรื่องคลังวัตถุดิบกับสมุนไพรเอง หากปล่อยให้รันเอ๋อร์จัดของตามใจชอบ สุดท้ายคงโยนทุกอย่างรวมกันแล้วบอกว่าหาไม่ยาก”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“นิสัยของสามีจริง ๆ”

ทั้งสี่จึงรวบรวมม้วนเอกสาร ก่อนพากันออกจากห้องไปศึกษาระบบของยอดเขา ทิ้งให้เหล่าคนติดเกมมองตามด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งถูกเตือนว่า นอกจากเล่นแล้วพวกตนยังมีงานต้องทำอีกมากเพียงใดบนยอดเขาจันทรา

หนานอวี้ก้มมองกระจกเทพสัจธรรมในมือ ก่อนหันไปหาคนที่ยังเหลืออยู่

“เอ่อ...พวกเราจะเล่นต่อหรือไปทำงานกันดี?”

ไป๋หลิงมองกระจกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมันลงอย่างเด็ดขาด

“ไม่เล่นแล้ว ข้าเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาจริง ๆ แล้วนี่”

นางลุกขึ้นพลางจัดอาภรณ์ของตนเอง

“ข้าเองก็มีความรู้เรื่องบัญชีอยู่บ้าง ไปช่วยท่านแม่ตรวจสอบระบบคลังกับบัญชีดีกว่า”

จากนั้นไป๋หลิงจึงหันมามองหนานอวี้

“เจ้าเองก็ต้องไปด้วย”

หนานอวี้ชี้เข้าหาตนเอง

“ข้าด้วยหรือ?”

“อนาคตเจ้าไม่ต้องรับผิดชอบดูแลเจ้าพวกลูกเจี๊ยบหรืออย่างไร?”

ไป๋หลิงชี้ไปยังผนึกบนสนับมือของนาง

“เจ้าเข้ากับพวกมันได้ดีที่สุด ทั้งยังมีสายเลือดฟีนิกซ์ช่วยเร่งการเติบโตของพวกมัน สามีต้องโยนงานนี้ให้เจ้าแน่นอน”

หนานอวี้ก้มมองผนึกซึ่งหงส์ฟ้าอัคคีทั้งสองอาศัยอยู่ ก่อนเริ่มรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งขึ้นมา

ไป๋หลิงหยิบม้วนเอกสารที่เหลือขึ้นมา

“ไปดูแผนงานกันเถอะ เผื่อสามีเขียนระบบดูแลฟาร์มไก่เอาไว้แล้ว”

“เดี๋ยวก่อน!”

หนานอวี้ลุกพรวดขึ้นทันที

“พวกมันคือหงส์ฟ้าอัคคี เป็นสัตว์วิเศษสายเลือดสูงส่ง ไม่ใช่ไก่!”

ไป๋หลิงเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา

“ตอนนี้ตัวใหญ่เท่าไก่ ทั้งยังกินแล้วก็นอนอยู่กับเจ้าทุกวัน จะเรียกฟาร์มไก่ก็ไม่ผิด”

“ผิดเต็ม ๆ เลย!”

หนานอวี้รีบวิ่งตามไป

“พี่รองรอข้าด้วย! ข้าจะไปแก้ชื่อในแผนงาน ห้ามผู้ใดเขียนคำว่าฟาร์มไก่เด็ดขาด!”

ลู่ชิงถานมองคนที่ทยอยแยกย้ายไปทำงาน ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่งเช่นกัน

“ข้าเองก็ไปช่วยพวกนางทำอาหารดีกว่าเจ้าค่ะ”

นางนับจำนวนคนภายในกลุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“เผื่อภายหน้าจำนวนพี่หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วท่านพี่ต้องทำอาหารคนเดียวไม่ทัน อย่างน้อยข้าจะได้ช่วยแบ่งเบางานบ้าง”

จากนั้นสายตาของนางก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“หึ ไม่เหมือนยัยแก่สองคน วัน ๆ ไม่มีอะไรทำ ได้แต่ตามมากินอาหารของท่านพี่ฟรี”

ฉึก! ฉึก!

เฟิงซูหลานตบโต๊ะดังปัง

“ใครบอกว่าพวกพี่สาวไม่มีอะไรทำ! พวกเราเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักเหอซานนะ!”

ลู่ชิงถานเลิกคิ้ว

“แล้วงานของสำนักเหอซานอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ?”

“อยู่ที่...”

เฟิงซูหลานชะงัก ก่อนหันไปมองเหอหว่านชิง

เหอหว่านชิงจิบชาอย่างสงบ

“พวกเราโยนให้ลูกศิษย์จัดการตั้งแต่วันแรกของการประลองแล้ว”

“เห็นไหมเจ้าคะ ไม่มีอะไรทำจริง ๆ ด้วย”

ฉึก!

เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอกอีกครั้ง

“เช่นนั้นพวกพี่สาวจะไปช่วยทำอาหารด้วย!”

ลู่ชิงถานหันหลังเดินไปทางห้องครัว

“ไม่รับเจ้าค่ะ เดี๋ยวพวกป้าแอบใส่อะไรแปลก ๆ ลงในอาหารของท่านพี่”

“พวกข้าไม่ทำเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย!”

เซียวซินเยวี่ยชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว

“หากต้องการของแปลก ๆ ข้ามีนะเจ้าคะ”

ซูเม่ยเหยาดึงลูกศิษย์กลับเข้าไปทันที

“เจ้าเงียบแล้วหั่นผักต่อไป”