คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 331 เหตุใดต้องเน้นเรื่องนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ...8,113 ตัวอักษร

ตอนที่ 331 เหตุใดต้องเน้นเรื่องนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ...

มู่หรงฉินมองคนที่ทยอยออกจากห้องไป ก่อนหันมาหาคนซึ่งยังเหลืออยู่

“เอ่อ...ข้ายังไม่รู้เลยว่าศิษย์พี่มีงานอะไรบนยอดเขาบ้าง แล้วพวกเราจะทำอะไรกันดี?”

โม่ชิงเฟิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์

“ก็นั่งเฉย ๆ หรือนอนไปก่อน เพราะพี่สาวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนกลับไปถึงยอดเขาครั้งแรก ทุกอย่างเยอะจนจำแทบไม่ได้”

หลัวจินหยางพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อน สามีบอกให้พวกเราสอนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาแก่น้องหญิงหรงฉินนี่”

นางหันไปมองหลัวจินเยว่กับหลานชิงอวี้

“พวกเราสามคนใช้ได้แล้ว เช่นนั้น...”

หลานชิงอวี้รีบยกมือขึ้น ดวงตาเปล่งประกายอย่างมีพิรุธ

“เช่นนั้นพวกเราจับยัยป้าสองคนนี้ไปด้วย แล้วพาเที่ยวเล่นรอบนครให้อาเจียนจนหมดแรงเลยดีไหมเจ้าคะ?”

เฟิงซูหลานลุกพรวด

“เดี๋ยวก่อน ใครคือยัยป้าสองคน!”

หลัวจินเยว่กลับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“น่าจะดีนะเจ้าคะ อย่างน้อยพวกนางจะได้สัมผัสวิชาโดยตรง”

เหอหว่านชิงขมวดคิ้ว

“เหตุใดคำว่า ‘สัมผัสวิชาโดยตรง’ ของเจ้าจึงฟังดูไม่ค่อยดีเลย?”

โม่ชิงเฟิงตบพัดลงบนฝ่ามือ

“ดี! ข้าเห็นด้วย!”

มู่หรงฉินเริ่มถอยหลังอย่างระมัดระวัง

“มิใช่ว่าจะสอนวิชากันหรอกหรือ? เหตุใดจึงกลายเป็นพาไปอาเจียนแล้วเล่า?”

โม่ชิงเฟิงไม่สนใจ นางหันไปตะโกนบอกคนซึ่งอยู่ในห้องอื่น

“ทุกคน อีกครึ่งชั่วยามพวกข้าจะกลับมานะ! จะพาน้องหญิงหรงฉินกับยัยป้าสองคนออกไปฝึกวิชา!”

เสียงของลู่ชิงถานดังตอบมาจากห้องครัวทันที

“เอาให้อ้วกแตกอ้วกแตนไปเลยเจ้าค่ะ!”

เฟิงซูหลานกัดฟันกรอด

“นังเด็กพวกนี้ ข้ายังไม่ได้ตกลงเลยนะ!”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปถึงก็ได้ตกลงเอง”

โม่ชิงเฟิงคว้าแขนเฟิงซูหลาน ขณะที่หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เข้าไปจับเหอหว่านชิงและมู่หรงฉินเอาไว้

หลานชิงอวี้ประสานมุทราอย่างร่าเริง

“ออกเดินทาง!”

“เดี๋ยวก่อนนนนน!”

พรึ่บ!

คนทั้งเจ็ดหายวับออกจากห้องไปในพริบตา เหลือเพียงอ๋องหมิงซึ่งมองความว่างเปล่าตรงหน้า ก่อนเอนตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวอย่างเกียจคร้าน

“ส่วนข้าขี้เกียจ ขอนอนอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน”

เขาพลิกตัวไปอีกด้าน ก่อนพึมพำกับตนเอง

“อยากดื่มเหล้าจัง...”

เวลาผ่านไปเช่นนั้นอีกห้าวันเต็ม โดยที่ยูรันกับหลิงเยวี่ยยังไม่กลับไปยังนครหลวงเทียนอู่แม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งสองเคลื่อนที่ไปทั่วพื้นที่ในรัศมีสองร้อยลี้ ตรวจสอบตั้งแต่ภูเขา ป่าลึก หมู่บ้านร้าง ถ้ำใต้ดิน ไปจนถึงร่องรอยค่ายกลตามพื้นที่ห่างไกล ไม่มีสถานที่ใดถูกปล่อยผ่าน

และตลอดห้าวันนั้น ไม่มีแม้แต่ชั่วลมหายใจเดียวที่หลิงเยวี่ยยอมปล่อยมือจากยูรัน

ไม่ว่าจะเดินตรวจสอบตามพื้นดิน หรือนั่งพักระหว่างทาง มือของนางยังคงจับมือเขาเอาไว้ตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าเพียงปล่อยมือ ยูรันจะหายไปจากข้างกายทันที

มีเพียงช่วงพักรับประทานอาหารเท่านั้นที่นางยอมปล่อย

ทว่าทันทีที่กินเสร็จ หลิงเยวี่ยก็จะยื่นมือกลับมาหาเขาอีกครั้งโดยไม่กล่าวสิ่งใด

จนถึงวันที่ห้า การจับมือกันแทบกลายเป็นเรื่องปกติของทั้งสองไปแล้ว

ยูรันหยุดยืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ก่อนกวาดตามองพื้นที่เบื้องล่างเป็นครั้งสุดท้าย

“อืม...ไม่มี”

หลิงเยวี่ยหันมามองเขา

“ไม่มีสิ่งใดเลยหรือ?”

“ไม่มีอะไรเลย และนั่นแหละที่น่าแปลกมาก”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“แปลกตรงไหน?”

ยูรันหันกลับมาหานาง มือของทั้งสองยังคงจับกันอยู่เช่นเดิม

“เพราะทุกครั้งที่ดูเหมือนไม่มีอะไร สุดท้ายมันมักจะมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ”

เขายกมืออีกข้างขึ้นนับสถานที่ซึ่งตรวจสอบไปแล้ว

“ไม่ว่าจะใต้ดิน บนท้องฟ้า ภายในซากโบราณ ถ้ำลับ หรือแม้แต่แดนลับทุกแห่งในบริเวณใกล้เคียง พวกเราก็เข้าไปตรวจสอบมาหมดแล้ว”

ยูรันหรี่ตาลง

“แต่ทุกอย่างกลับปกติดีเกินไป”

หลิงเยวี่ยเริ่มเข้าใจความหมายของเขา

“เจ้ากำลังบอกว่า ความปกตินี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยจงใจ?”

“อาจเป็นเช่นนั้น”

ยูรันทอดสายตามองไปทางนครหลวงเทียนอู่ซึ่งอยู่ไกลออกไป

“อย่างน้อยมันก็ผิดวิสัยของศิษย์พี่เย่อย่างมาก คนอย่างเขาหายตัวไปเตรียมการตั้งนาน หากสุดท้ายไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้เลย...”

รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นตรงมุมปากของยูรัน

“นั่นหมายความว่าเขาซ่อนมันได้ดีผิดปกติ หรือไม่ก็สิ่งที่พวกเรากำลังมองหาไม่ได้อยู่ในสถานที่ซึ่งควรจะอยู่ตั้งแต่แรก”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้นอย่างหาได้ยาก

“ภาวนาอย่าให้เป็นสิ่งที่ข้าคิดก็แล้วกัน”

หลิงเยวี่ยหันมามองเขาทันที

“แล้วสิ่งที่เจ้าคิดคืออะไร?”

ยูรันทอดสายตามองไปยังพื้นที่กว้างไกลเบื้องหน้า

“สิ่งมีชีวิตที่ข้าพบในการทดสอบห้องที่เก้า ตัวซึ่งข้าเคยบอกว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุด”

มือของหลิงเยวี่ยซึ่งจับเขาอยู่พลันกระชับแน่นขึ้น

“ตอนนั้นข้ายังไม่มีเนตร แต่ตอนนี้เนตรของข้ากลับคืนมาแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากับมันอีกสักตัวก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย

“แต่หากมันมีสองตัว สามตัว หรือหนึ่งในนั้นอยู่ในระดับสูงกว่าตัวที่ข้าเคยพบ เรื่องจะต่างออกไปทันที”

“แม้แต่เจ้าก็รับมือไม่ได้หรือ?”

“หากพวกมันมาหาข้าโดยตรงก็คงไม่มีปัญหามากนัก แต่หากไปพบคนอื่นก่อน นั่นแหละคือปัญหา”

น้ำเสียงของยูรันหนักขึ้น

“พวกมันมีคุณสมบัติซึ่งติดตัวมาตั้งแต่ถือกำเนิด ต่อให้ผู้ฝึกตนมีตบะสูงกว่าพวกมันหลายขอบเขตก็ไม่มีทางเอาชนะได้ด้วยวิธีปกติ”

เขาหันกลับมามองหลิงเยวี่ย

“ตอนนี้ผู้ที่พอจะรับมือคุณสมบัตินั้นได้มีเพียงอวี้เอ๋อร์ซึ่งครอบครองกายเทพ ท่านแม่ไป๋ซึ่งมีเนตรดาราพิสุทธิ์ แม้ว่านางจะไม่ถนัดการต่อสู้ ท่านแม่ลู่กับชิงถานซึ่งมีเตาหลอมพิเศษ และข้าเท่านั้น”

“แล้วคนอื่นเล่า?”

“หนี”

ยูรันตอบโดยไม่ลังเล

“ไม่ว่าตบะจะสูงเพียงใด หากไม่มีสิ่งซึ่งสามารถต้านคุณสมบัตินั้นได้ เมื่อพบพวกมันก็ต้องหนีเท่านั้น ห้ามสัมผัสตัวพวกมันเด็ดขาด”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วแน่น

“ถ้าถูกสัมผัสจะเกิดสิ่งใดขึ้น?”

“จบ”

คำตอบเพียงคำเดียวทำให้บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้งลงทันที

“สิ่งซึ่งติดมาจากการสัมผัสจะฝังอยู่กับร่างและวิญญาณไปตลอด ต่อให้สามารถยับยั้งเอาไว้ได้ ก็ไม่อาจทำให้มันสลายหายไปอย่างสมบูรณ์”

ยูรันกล่าวอย่างช้า ๆ

“ทำได้เพียงกดมันเอาไว้ แล้วรอวันที่การยับยั้งอ่อนกำลังลง”

“เมื่อถึงตอนนั้น ความตายก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา จะกล่าวว่าต้องทนทรมานไปตลอดชีวิตก็ไม่ผิด”

ยูรันมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า แววตาสงบนิ่งจนน่ากลัว

“นั่นแหละคือปัญหา”

ยูรันทอดสายตามองออกไปยังเส้นขอบฟ้า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด

“หรือพวกเราจะขยายขอบเขตการค้นหาออกไปเป็นห้าร้อยลี้ดี?”

หลิงเยวี่ยมองเขาโดยไม่กล่าวแทรก รอให้ยูรันคิดจนจบด้วยตนเอง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายหน้า

“ไม่ จากลางสังหรณ์ของข้า ต่อให้ค้นหาไกลกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์”

“เพราะเหตุใด?”

“จากขนาดตัวและระดับพลังของมัน มันยังไม่มีความสามารถมากพอจะดำเนินแผนการจากสถานที่ห่างไกล หากมันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง มันต้องซ่อนอยู่ใกล้นครหลวงนี่แหละ”

ยูรันหันไปมองดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังคล้อยต่ำลงใกล้ขอบฟ้า

“อีกอย่าง ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว พวกเราออกมากันหลายวัน ทุกคนคงเริ่มเป็นห่วง”

เขาหันกลับมาหาหลิงเยวี่ย

“กลับกันเลยดีไหม?”

หลิงเยวี่ยเงียบไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า

“อืม กลับเถอะ”

นางไม่ได้ปล่อยมือจากเขา กลับกระชับมือซึ่งจับกันอยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย

ยูรันเหลือบมองมือของทั้งสอง ก่อนกล่าวเตือน

“เมื่อกลับถึงแล้ว ท่านต้องปล่อยมือข้านะ เพราะพวกเราจะไปถึงทันที”

หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงทอดสายตามองไปข้างหน้า ราวกับไม่ได้ยินคำเตือนเมื่อครู่

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนประสานมุทราด้วยมืออีกข้าง

“เทพนภาเหิน”

พรึ่บ!

ยูรันกับหลิงเยวี่ยปรากฏตัวขึ้นกลางห้องพักในพริบตา

เวลานั้นทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่รอบโต๊ะ เสียงพูดคุยซึ่งเคยดังครึกครื้นพลันเงียบลงทันที

ตะเกียบหลายคู่หยุดค้างอยู่กลางอากาศ

สายตาทุกคู่มองใบหน้าของทั้งสอง ก่อนค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงไปยังมือซึ่งยังคงจับกันแน่น

ทั้งห้องเงียบสนิท

ยูรันเหลือบมองหลิงเยวี่ย

“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่ากลับมาถึงต้องปล่อยมือ?”

หลิงเยวี่ยชะงัก ก่อนรีบปล่อยมืออย่างสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าใบหูกลับแดงขึ้นเล็กน้อย

โม่ชิงเฟิงวางตะเกียบลงช้า ๆ ก่อนยกพัดขึ้นปิดรอยยิ้ม

“โอ้ ๆๆ หายไปด้วยกันตั้งห้าวัน กลับมาก็ยังจับมือกันแน่นเชียวนะ”

หนานอวี้หรี่ตามองอาจารย์ของตน

“แถมดูเหมือนอาจารย์จะเป็นฝ่ายไม่ยอมปล่อยเสียด้วย”

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ หึงหวงแต่ไม่แสดงออก แล้วยังจับมือไม่ยอมปล่อย...ตรงกับที่พวกเราวิเคราะห์ไว้ทุกอย่าง”

หลิงเยวี่ยหันขวับ

“พวกเจ้าวิเคราะห์เรื่องอะไรกัน?”

มู่เสวี่ยหนิงเผลอตอบออกไปตามตรง

“เรื่องที่พี่หญิงหลิงเยวี่ยชอบท่านพี่เจ้าค่ะ”

ไอเย็นภายในห้องพลันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

มู่เสวี่ยหนิงรีบยกชามข้าวขึ้นปิดใบหน้า

“เอ่อ...ข้าไม่ได้พูดอะไรนะเจ้าคะ”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงสบตากัน ก่อนยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ

ยูรันเดินไปนั่งลงตรงที่ว่างอย่างไม่ทุกข์ร้อน

หลิงเยวี่ยเห็นสายตาล้อเลียนของทุกคนยังคงจับจ้องตนเองอยู่ จึงรีบเดินตามไปนั่งข้างเขา ราวกับไม่ได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย

ยูรันกวาดตามองอาหารซึ่งวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ กลิ่นหอมกับหน้าตาของแต่ละจานดูแตกต่างจากอาหารฝีมือพ่อครัวทั่วไปอย่างชัดเจน

เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“โอ้ ๆ นี่ผู้ใดเป็นคนทำอาหาร?”

ซูเม่ยเหยาวางตะเกียบลง

“พวกข้าทำเอง”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

“มีข้า ผู้อาวุโสซู ซินเยวี่ย แล้วก็ชิงถานเจ้าค่ะ พวกเราฝึกตามตำราของท่านพี่มาตลอดห้าวัน”

เซียวซินเยวี่ยยิ้มกว้าง

“รอบนี้ไม่มีผู้ใดทำครัวระเบิดเลยนะเจ้าคะ!”

ลู่ชิงถานรีบกล่าวเสริม

“และไม่มีผู้ใดใส่ของแปลก ๆ ลงไปด้วยเจ้าค่ะ ข้าคอยเฝ้าซินเยวี่ยตลอดเวลา”

“เหตุใดต้องเน้นเรื่องนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ...”