ตอนที่ 332 ข้าจะบอกวิธีให้ จำเอาไว้ให้ดี
“เหตุใดต้องเน้นเรื่องนั้นด้วยเล่าเจ้าคะ...”
ยูรันยังไม่รีบคีบอาหาร เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะเล็กน้อย ก่อนสูดดมติดต่อกันสามครั้ง
ฟุด! ฟุด! ฟุด!
ลู่ชิงถานกะพริบตาปริบ ๆ
“เอ่อ ท่านพี่ดมอะไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันยังคงแยกกลิ่นอาหารแต่ละจานอย่างจริงจัง
“อืม ดูจากนิสัยของซินเยวี่ยแล้ว ต่อให้ชิงถานเป็นผู้ยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดแปลกปลอม ข้าก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี”
เซียวซินเยวี่ยชี้เข้าหาตนเอง
“นิสัยของข้าเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“นิสัยของคนที่สามารถหยิบยาแปลก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อได้ทุกเมื่อ”
ยูรันสูดกลิ่นอีกครั้ง
“ข้ากำลังแยกกลิ่นดูว่ามียาชนิดใดถูกใส่ลงไปหรือไม่”
เซียวซินเยวี่ยยกมือกุมหน้าอก
“ท่านพี่ไม่ไว้ใจข้าถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
ซูเม่ยเหยาตอบแทนทันที
“สมควรแล้ว”
ลู่ชิงถานพยักหน้า
“ข้าเองก็เผลอหันหลังไปหลายครั้ง ไม่แน่ว่านางอาจฉวยโอกาสตอนนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“แม้แต่ชิงถานก็ไม่เชื่อข้าหรือ!”
ยูรันดมจนครบทุกจาน ก่อนนั่งตัวตรงแล้วพยักหน้า
“อืม ไม่มีกลิ่นยาผิดปกติ ผ่าน”
เซียวซินเยวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งอยู่ข้างเขากลับหรี่ตามองเซียวซินเยวี่ยอย่างสงสัย
“เหตุใดพวกเจ้าจึงดูมีพิรุธกันนัก? ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ นางเสนอจะวางยาผู้ใดหรือเปล่า?”
หลายคนพร้อมใจกันก้มหน้ารับประทานอาหารทันที
เซียวซินเยวี่ยเริ่มมีเหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นเจ้าค่ะ!”
ระหว่างรับประทานอาหาร ยูรันวางตะเกียบลงชั่วครู่ ก่อนกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ
“ข้าจะเล่าสิ่งที่พวกเราพบมาตลอดห้าวันให้ฟังแล้วกัน”
เสียงพูดคุยภายในห้องค่อย ๆ เงียบลง
“พวกเราตรวจสอบพื้นที่ทุกซอกทุกมุมภายในรัศมีสองร้อยลี้จากนครหลวงแล้ว แต่กลับไม่พบอะไรเลย”
อ๋องหมิงเลิกคิ้ว
“ไม่พบอะไรเลยก็ควรเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?”
“ไม่”
ยูรันส่ายหน้า
“คำว่าไม่พบของข้า หมายถึงไม่มีร่องรอยใดจริง ๆ ไม่มีค่ายกล ไม่มีฐานลับ ไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังคน และไม่มีพลังผิดปกติแม้แต่น้อย”
เขาคีบอาหารเข้าปากหนึ่งคำ ก่อนกล่าวต่ออย่างสงบ
“มันปกติเกินไปจนผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับนิสัยของศิษย์พี่เย่”
สีหน้าของทุกคนเริ่มจริงจังขึ้น
“ตอนนี้มีความเป็นไปได้อยู่หนึ่งอย่าง”
ยูรันยกนิ้วขึ้น
“เขาต้องการแยกข้าออกจากพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
“แยกอย่างไร?” ไป๋หลิงถาม
“ล่อข้าไปยังสถานที่อีกแห่ง แล้วขังเอาไว้ภายในมิติแปลกประหลาดซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก”
ยูรันหันไปมองโม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิง
“ภายในนั้นอาจมีสิ่งมีชีวิตแบบเดียวกับตัวที่ข้า อาเจ๊ และเสวี่ยหนิงเคยพบในห้องที่เก้า”
ตะเกียบในมือโม่ชิงเฟิงหยุดชะงักทันที ส่วนใบหน้าของมู่เสวี่ยหนิงค่อย ๆ ซีดลงเมื่อนึกถึงหมอกสีม่วงดำซึ่งอยู่หลังประตูมิติ
ยูรันกล่าวต่อ
“หากพวกมันคิดจะใช้สิ่งนั้นจัดการข้า ตัวที่เตรียมเอาไว้ย่อมต้องมีความสามารถปิดกั้นระยะทางและการเคลื่อนย้าย อย่างน้อยต้องทำให้ข้าไม่สามารถใช้เทพนภาเหินออกจากมิตินั้นได้ทันที”
“จากนั้น ในช่วงที่ข้าถูกกักเอาไว้ พวกมันก็จะแยกอาจารย์ออกไปอีกทางหนึ่ง”
สายตาหลายคู่หันไปหาหลิงเยวี่ยพร้อมกัน
“แล้วจัดเตรียมคนจำนวนมากเอาไว้รุมจัดการนาง”
หลิงเยวี่ยยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ยูรันเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“ศิษย์พี่เย่ยังคิดว่าตบะของอาจารย์ไม่ฟื้นคืนมาแล้ว ในสายตาของเขา ขอเพียงแยกข้าออกไปได้ อาจารย์ก็จะกลายเป็นเป้าหมายซึ่งจัดการได้ง่ายที่สุด”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง
“ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ข้าคาดเอาไว้”
ยูรันกำลังจะกินต่อ ก่อนชะงักราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“อ๋อ ยังมีอีกอย่างหนึ่ง”
ทุกคนซึ่งเพิ่งเริ่มผ่อนคลายต้องหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง
“จากลางสังหรณ์ของข้า นอกจากตัวที่พวกมันเตรียมไว้ใช้จัดการข้าแล้ว อย่างน้อยต้องมีอีกหนึ่งตัวคอยสร้างความปั่นป่วนภายในนคร”
อ๋องหมิงขมวดคิ้ว
“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”
“เพราะที่นี่ยังมีท่านอยู่”
ยูรันชี้ตะเกียบไปทางอ๋องหมิง
“ท่านอยู่ขอบเขตหลอมรวมเต๋าขั้นสูงสุด นับเป็นผู้ที่มีตบะสูงที่สุดภายในนครตอนนี้ หากพวกมันไม่เตรียมบางสิ่งเอาไว้ขัดขวางท่าน แผนทั้งหมดก็ดูมีช่องโหว่มากเกินไป”
สีหน้าของอ๋องหมิงเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“แล้วเจ้าตัวที่ว่ามันคืออะไรกันแน่?”
ยูรันวางตะเกียบลงอีกครั้ง
“ท่านรู้จักผลึกสีม่วงอมดำหรือไม่? ผลึกซึ่งคนของพรรคมารชอบเรียกว่า ‘เนตรมารบรรพกาล’ น่ะ”
เขายกนิ้วแคะหูเบา ๆ
“ข้าได้ยินชื่อนี้ทีไรแล้วกระดากหู คันหูยิบ ๆ ทุกที ไม่รู้ตั้งชื่อกันเข้าไปได้อย่างไร”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า
“ข้าเคยเห็น ภายในพรรคของข้ามีคนใช้มันเพิ่มพลังและควบคุมผู้อื่น”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
“พวกข้าเคยเห็นผลึกแบบนั้นฝังอยู่บนหน้าผากของสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งเหมือนกัน”
ยูรันพยักหน้า
“คนที่เคยออกไปจัดการสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งน่าจะพบมันมาแล้วไม่มากก็น้อย”
“พวกท่านรู้เพียงว่าต้องทำลายผลึกเหล่านั้น แต่ไม่เคยรู้ว่าแหล่งกำเนิดของมันมาจากไหน”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
“หรือว่าเจ้ารู้?”
“อืม ข้าจะสรุปให้ฟังง่าย ๆ แล้วกัน”
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“ผลึกเหล่านั้นเกิดมาจากสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกับตัวที่ข้าพบในห้องที่เก้า”
ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
“พวกมันไม่มีรูปร่างตายตัว และแบ่งออกเป็นหลายระดับ ระดับต่ำที่สุดยังเป็นเพียงกลุ่มควันหรือหมอกสีม่วงดำ หากพัฒนาขึ้นมาอีกหน่อยก็จะเริ่มมีรูปร่างเป็นตัว”
ยูรันเริ่มอธิบายลักษณะเด่นทีละส่วน
“สิ่งซึ่งสังเกตได้ง่ายที่สุดคือควันสีม่วงดำที่แผ่ออกมาจากร่าง ไม่ว่าจะผิวหนัง เลือดเนื้อ หรือเกราะภายนอกก็มักมีสีม่วงเข้มปนดำ”
“ส่วนเปลือกหรือเกราะของพวกมันจะคล้ายแมลง แข็งหนาราวกับกระดองด้วง บางตัวมีโครงสร้างเป็นปล้องและขาจำนวนมากคล้ายตะขาบ รูปร่างจะแตกต่างกันไปตามสิ่งที่พวกมันเคยสัมผัสหรือใช้สร้างร่าง”
อ๋องหมิงเริ่มเข้าใจความเชื่อมโยง
“หมายความว่าผลึกซึ่งทำให้สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง...”
“ก็มาจากพวกมันนั่นแหละ”
ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ต้นตอซึ่งพวกท่านตามหาแต่ไม่เคยพบ ไม่ใช่เหมืองแร่ ไม่ใช่ของวิเศษ และไม่ใช่เนตรมารบรรพกาลอะไรทั้งนั้น”
เขากวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ
“มันคือเศษพลังหรือชิ้นส่วนซึ่งหลุดออกมาจากสิ่งมีชีวิตพวกนี้ แล้วถูกนำไปใช้ต่ออีกทอดหนึ่ง”
อ๋องหมิงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“เจ้าบอกว่าร่างระดับต่ำของมันเป็นกลุ่มควันใช่หรือไม่? ควันสีม่วงดำ?”
ยูรันหันมามองเขาทันที
“ใช่ ท่านอ๋องรู้จักหรือ?”
แววตาของยูรันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ไม่น่าเป็นไปได้นะ ในโลกนี้ไม่น่าจะมีผู้ใดรู้จักรูปลักษณ์ที่แท้จริงของพวกมัน”
อ๋องหมิงวางถ้วยชาลง ก่อนถอนหายใจยาว
“ทุกทวีปเรียกสิ่งนั้นว่า ‘ภัยพิบัติสีม่วง’”
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงในทันที
“เมื่อห้าพันปีก่อน ภัยพิบัติสีม่วงเคยปรากฏขึ้น พวกมันออกมาในรูปลักษณ์ของกลุ่มควัน ไม่ว่าจะถูกโจมตีด้วยวิชาใดก็ไม่ยอมสลาย ต่อให้ทำลายไปมากเพียงใดก็กลับมารวมตัวกันใหม่ได้เสมอ”
อ๋องหมิงหลับตาลง ภาพความทรงจำเมื่อหลายพันปีก่อนย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง
“พวกมันกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตน สัตว์อสูร เมือง ภูเขา หรือค่ายกลป้องกัน ทุกสิ่งซึ่งถูกควันเหล่านั้นสัมผัสล้วนหายไป”
“กว่าจะหยุดภัยพิบัติครั้งนั้นได้ ทุกทวีปต้องสูญเสียไปมากมายเหลือคณานับ”
อ๋องหมิงยกมือเกาศีรษะ ก่อนกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่ตอนนั้นยังเป็นพวกกระจอกอยู่ ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่หนีตามคนอื่นเท่านั้น”
ยูรันหรี่ตาลง
“เดี๋ยวก่อน”
อ๋องหมิงมองเขา
“มีอะไร?”
“ท่านบอกว่าภัยพิบัติถูกหยุดลงแล้ว?”
“ใช่”
ยูรันขมวดคิ้วแน่นเป็นครั้งแรก
“หมายความว่ามีผู้สามารถหยุดพวกมันได้หรือ? ไม่น่าเป็นไปได้”
โม่ชิงเฟิงมองสีหน้าของเขา ก่อนวางพัดลง
“เอ่อ...สามีพูดเหมือนว่าไม่มีผู้ใดสามารถกำจัดเจ้าตัวนี้ได้เลย”
ยูรันหันมาหานาง
“ก็ใช่น่ะสิ”
น้ำเสียงของเขาจริงจังจนไม่มีร่องรอยล้อเล่นหลงเหลืออยู่
“ด้วยกฎเกณฑ์ของโลกนี้ ไม่มีทางมีผู้ใดฆ่าพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ต่อให้ทำลายร่างภายนอกได้ คุณสมบัติของพวกมันก็ยังคงอยู่”
เขาหันกลับมามองอ๋องหมิง
“แล้วเมื่อห้าพันปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ยูรันโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“หากไม่มีผู้ใดฆ่าพวกมันได้ ภัยพิบัติสีม่วงครั้งนั้นจบลงได้อย่างไร ท่านอ๋อง?”
อ๋องหมิงพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเมื่อห้าพันปีก่อน
“ผู้ที่ออกไปต่อสู้กับพวกมันกลับมาประกาศว่าสามารถจัดการภัยพิบัติได้แล้ว”
เขาขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“แต่เท่าที่ข้าจำได้ ไม่มีผู้ใดอธิบายว่าจัดการด้วยวิธีใด รู้เพียงว่าอยู่ดี ๆ กลุ่มควันสีม่วงเหล่านั้นก็หายไปทั้งหมด”