คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 333 อสูรสุญญตา8,034 ตัวอักษร

ตอนที่ 333 อสูรสุญญตา

ยูรันนิ่งเงียบ

ปลายนิ้วของเขาเคาะโต๊ะช้า ๆ ขณะใช้ความคิด ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากเป็นเวลานาน

[อยู่ดี ๆ ก็หายไป...]

[เช่นนั้นพวกมันไม่ได้ถูกกำจัด แต่เป็นฝ่ายถอนตัว หรือมีบางสิ่งเรียกพวกมันกลับไปเอง]

ดวงตาของยูรันหรี่ลงเล็กน้อย

[ราชินี? ต้องเป็นราชินีอย่างแน่นอน]

[เพราะราชินีตามหาข้าไม่พบ จึงเรียกพวกมันกลับไปแล้วอดทนเฝ้ารอ ทั้งยังสร้างแดนลับต่าง ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวและคำถามที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ]

[ถ้าเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างก็เริ่มเชื่อมโยงกันแล้ว]

ไป๋จิ้งเหวินมองสีหน้าเคร่งเครียดของบุตรชาย ก่อนเอื้อมมือมาแตะแขนเขา

“รันเอ๋อร์ เรื่องนี้ร้ายแรงมากหรือ?”

ยูรันหยุดเคาะโต๊ะ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ร้ายแรงกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มาก”

สายตาทุกคู่หันมารวมอยู่ที่เขา

“หากคำบอกเล่าของท่านอ๋องถูกต้อง ภัยพิบัติสีม่วงเมื่อห้าพันปีก่อนไม่ได้ถูกผู้ใดกำจัด”

ยูรันกล่าวออกมาทีละคำ

“พวกมันเป็นฝ่ายหายไปเอง”

ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว

“แตกต่างกันอย่างไร?”

“แตกต่างอย่างมาก”

ยูรันกวาดตามองคนทั้งหมดรอบโต๊ะ

“หากถูกกำจัด หมายความว่าโลกนี้เคยมีวิธีรับมือพวกมัน แต่หากพวกมันถอนตัวไปเอง นั่นหมายความว่าตลอดห้าพันปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดเอาชนะพวกมันได้เลย”

เขาหันไปทางเซี่ยเยว่หลีและฝาแฝด

“ยิ่งหลังจากนั้นยังมีผลึกสีม่วงดำปรากฏขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ ก็ยิ่งเป็นหลักฐานว่าต้นกำเนิดของพวกมันอาจไม่เคยหายไปไหน”

ลู่เหยียนหนิงถามด้วยความกังวล

“แล้วเจ้าคิดว่าเมื่อห้าพันปีก่อนพวกมันหายไปเพราะเหตุใด?”

ยูรันเงียบลงอีกครั้ง ก่อนส่ายหน้า

“อืม ข้ายังไม่อยากบอกตอนนี้ แต่ข้าพอจะคาดเดาสาเหตุได้แล้ว”

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ลงมือคีบอาหาร

“อย่างไรก็ตาม เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ สิ่งสำคัญคือหากพวกเราเผชิญหน้ากับมัน จะต้องรับมืออย่างไร”

ยูรันวางตะเกียบลงอีกครั้ง ก่อนมองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าจะบอกวิธีให้ จำเอาไว้ให้ดี”

ยูรันยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว

“พวกมันถือกำเนิดมาพร้อมคุณสมบัติสองประการ ไม่ว่าจะอยู่ระดับใด ต่อให้เป็นตัวต่ำต้อยที่สุด ทุกตัวก็จะมีคุณสมบัติเหล่านี้เหมือนกันทั้งหมด”

ทุกคนตั้งใจฟังโดยไม่มีผู้ใดกล่าวแทรก

“ประการแรก การกลืนกิน”

ยูรันลดนิ้วลงหนึ่งนิ้ว

“ทุกสิ่งซึ่งถูกตัวพวกมันสัมผัสจะถูกกลืนกินโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย วิญญาณ พลังปราณ วิชา อาวุธ ค่ายกล หรือสิ่งใดก็ตาม ไม่มีข้อยกเว้น”

อ๋องหมิงขมวดคิ้วแน่น

ยูรันกล่าวต่อ

“ประการที่สอง การวิวัฒนาการ”

“ทุกสิ่งซึ่งพวกมันกลืนเข้าไปจะถูกย่อย แล้วนำไปใช้วิวัฒนาการตนเอง เพื่อสร้างหรือเพิ่มความสามารถบางอย่างให้แก่พวกมัน”

เขาลดมือลง

“มีเพียงสองอย่างนี้แหละ”

ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าคำว่า ‘เพียง’ เหมาะสมกับคุณสมบัติทั้งสองประการนี้เลยแม้แต่น้อย

ยูรันยกมือขึ้น สร้างลูกแก้วนำวิถีขนาดเล็กให้ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ

“คุณสมบัติของพวกมันคล้ายกับลูกแก้วนำวิถีของข้าอยู่บางส่วน แต่ร้ายแรงกว่ามาก”

“ตราบใดที่ตัวสิ่งมีชีวิตนั้นยังมีชีวิต ผู้ที่ถูกผลของการกลืนกินจะถูกย่อย แล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยให้มันวิวัฒนาการ”

ยูรันหรี่ตาลง

“แต่หากสิ่งมีชีวิตตัวนั้นถูกสังหาร ผลของการกลืนกินซึ่งติดอยู่กับเหยื่อจะไม่หายไป ผู้ที่ถูกผลก็จะไม่ได้รับการปลดปล่อยออกมา”

“เพราะต้นกำเนิดซึ่งควรรับพลังไปวิวัฒนาการตายไปแล้ว เหยื่อจึงไม่ถูกย่อยส่งกลับไปหามันอีก”

ลูกแก้วนำวิถีเหนือฝ่ามือของยูรันค่อย ๆ สลายหายไป

“สิ่งที่เหลืออยู่จะถูกทำให้หวนคืนสู่ความว่างเปล่าแทน”

“พูดง่าย ๆ ต่อให้ฆ่าตัวมันได้ ผู้ที่ถูกกลืนกินไปแล้วก็ไม่รอดอยู่ดี”

ยูรันเน้นย้ำทีละคำ

“สุดท้ายยังคงดับสูญ ไม่ใช่ความตาย แต่เป็นการหายไปจากการมีอยู่โดยสมบูรณ์”

บรรยากาศรอบโต๊ะหนักอึ้งขึ้นทันที

“ด้วยคุณสมบัติสองประการนี้ ไม่ว่าผู้ฝึกตนจะมีระดับบำเพ็ญสูงเพียงใด หรือแข็งแกร่งมากแค่ไหน หากถูกกลืนกินเข้าไปก็ย่อมดับสูญอย่างแน่นอน”

ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนเริ่มอธิบายวิธีรับมือ

“ตอนนี้มีสิ่งซึ่งสามารถต่อกรกับคุณสมบัติของพวกมันได้อยู่สี่ประเภท”

เขายกนิ้วแรกขึ้น

“หนึ่ง กายเทพซึ่งถือกำเนิดจากครรภ์แห่งดวงดาว ตอนนี้มีเพียงข้ากับอวี้เอ๋อร์”

หนานอวี้นั่งตัวตรงขึ้นทันที

“สอง อาวุธซึ่งสร้างขึ้นจากกายเทพ ตอนนี้มีอวี้เอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ ชิงอวี้ และเยว่หลี”

สายตาของยูรันกวาดผ่านหญิงสาวทั้งสี่

“แต่พวกเจ้ายังไม่พร้อม”

เขายกนิ้วที่สาม

“สาม ผู้ครอบครองเนตรซึ่งถือกำเนิดจากวิถีเส้นทางดารา ตอนนี้มีเพียงท่านแม่ไป๋กับข้า”

ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แต่ท่านแม่ไม่ถนัดการต่อสู้ และยังไม่มีวิชาสำหรับใช้จัดการมันเลยแม้แต่วิชาเดียว เลยหมดสิทธิ์”

นิ้วที่สี่ถูกยกขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย

“สี่ ต้นกำเนิดซึ่งมาจากวิถีของข้าโดยตรง เช่นเตาหลอมของท่านแม่ลู่กับชิงถาน”

ยูรันมองหญิงสาวทั้งสอง

“เตาหลอมดาราเทพสุริยันกับเตาหลอมดาราเทพจันทราสามารถจัดการพวกมันได้ แต่พวกท่านเองก็ไม่ถนัดการต่อสู้เช่นกัน หากต้องเผชิญหน้าโดยตรงยังอันตรายเกินไป”

เขาลดมือลง ก่อนกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ดังนั้น ในเวลานี้มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถกำจัดพวกมันได้จริง ๆ”

ยูรันหันไปมองหนานอวี้เป็นคนแรก

“ส่วนผู้ที่สามารถต้านทานพวกมันได้นานที่สุดคืออวี้เอ๋อร์ เพราะนางมีทั้งกายเทพ ศาสตรากายเทพ และสัตว์วิเศษซึ่งสร้างการเชื่อมโยงกับนางเรียบร้อยแล้ว”

หนานอวี้ก้มมองสนับมือของตน สีหน้าไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย เพราะคำว่า ‘ต้านได้นานที่สุด’ ไม่ได้หมายความว่านางสามารถเอาชนะได้

“รองลงมาคือหลิงเอ๋อร์ ตามด้วยท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่ และชิงถาน”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“แล้วคนอื่นเล่า?”

“หนี”

คำตอบของยูรันทำให้ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลง

เขาหันไปทางอ๋องหมิง

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนเกิดภัยพิบัติสีม่วง ผู้คนถึงล้มตายกันมากมายขนาดนั้น”

“ด้วยคุณสมบัติกลืนกิน”

อ๋องหมิงนึกย้อนกลับไปถึงภาพเมื่อห้าพันปีก่อน ก่อนสีหน้าจะซีดลง

“ยิ่งพวกเราโจมตี พวกมันก็ยิ่งขยายตัวและแข็งแกร่งขึ้น...”

“เพราะการโจมตีเหล่านั้นถูกกลืนกินทั้งหมด”

เขาหันไปทางอ๋องหมิง

“นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนเกิดภัยพิบัติสีม่วง ผู้คนถึงล้มตายมากมายขนาดนั้น”

“ด้วยคุณสมบัติกลืนกิน”

อ๋องหมิงนึกย้อนกลับไปถึงภาพเมื่อห้าพันปีก่อน ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ ซีดลง

“ยิ่งพวกเราโจมตี พวกมันก็ยิ่งขยายตัวและแข็งแกร่งขึ้น...”

“เพราะการโจมตีเหล่านั้นถูกกลืนกินทั้งหมด”

ยูรันพยักหน้า

“ถูกต้อง แต่คุณสมบัติของกายเทพ เนตรเทพ และสมบัติเทพสามารถต้านหรือจัดการกับการกลืนกินของพวกมันได้”

เขากวาดตามองคนรอบโต๊ะ

“ส่วนผู้ที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ตบะสูงเพียงใดก็ไม่มีทางชนะได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

อ๋องหมิงขมวดคิ้ว

“แล้วกลุ่มควันขนาดมหึมาซึ่งปรากฏเมื่อห้าพันปีก่อน...”

“น่าจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเพียงตัวเดียว”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“จากขนาดซึ่งท่านเล่ามา ภายในนั้นอาจมีตัวระดับต่ำสุดรวมกันอยู่หลายแสนตัว พอพวกมันเคลื่อนที่รวมกันจึงดูเหมือนกลุ่มควันขนาดมหึมาเพียงกลุ่มเดียว”

“หลายแสนตัว?!”

อ๋องหมิงลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

เซี่ยหลานอิงเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป

“สิ่งมีชีวิตหลายแสนตัวปรากฏพร้อมกันเพื่อทำลายทุกทวีปเช่นนั้นหรือ?”

ยูรันส่ายหน้า

“อาจไม่ได้มาเพื่อทำลายตั้งแต่แรก”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวตามสิ่งที่ตนคาดเดา

“บางทีอาจเป็นการปูพรมค้นหาบางสิ่งทั่วทั้งโลก เมื่อค้นหาไม่พบ พวกมันจึงถูกเรียกตัวกลับไป แค่นั้นแหละ”

ทุกคนเข้าใจทันทีว่า ‘บางสิ่ง’ ซึ่งยูรันกล่าวถึงหมายถึงผู้ใด

ไป๋จิ้งเหวินกำแขนเสื้อแน่น

“หมายความว่าภัยพิบัติซึ่งเกือบทำลายทุกทวีปเมื่อห้าพันปีก่อน เป็นเพียงการออกค้นหาบางสิ่งเท่านั้นหรือ?”

“ใช่มันหาบางสิ่งอย่างแน่นอนและข้ารู้ว่าพวกมันหาอะไร แต่ข้าไม่บอกหรอกยังไม่ถึงเวลา”

ยูรันยกนิ้วขึ้น ก่อนเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“และจำเอาไว้ให้ดี”

“สิ่งมีชีวิตหลายแสนตัวที่ท่านอ๋องพบในคราวนั้น ล้วนอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่านั้น”

ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้อง

อ๋องหมิงกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ยังอยากรู้อยู่ว่าเจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”

ยูรันตอบทันที

“ไม่บอก ข้าไม่อยากบอก”

อ๋องหมิงชะงักไปกับคำปฏิเสธอันตรงไปตรงมา

“เมื่อเวลามาถึง พวกท่านจะรู้เอง”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวต่อ

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าบอกได้อย่างแน่นอน”

ทุกคนตั้งใจฟังอีกครั้ง

“พวกมันเรียกตัวเองว่า ‘วอยด์บอร์น’”

อ๋องหมิงทวนคำอย่างไม่คุ้นเคย

“วอยด์บอร์น?”

“ใช่แล้ว”

ยูรันพยักหน้า

“หมายถึงสิ่งมีชีวิตซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า เป้าหมายของพวกมันคือกลืนกินทุกสรรพสิ่ง และทำให้ทุกอย่างหวนคืนกลับสู่ความว่างเปล่า”

เขาครุ่นคิดหาคำเรียกอยู่ครู่หนึ่ง

“เรียกสั้น ๆ ว่า ‘อสูรสุญญตา’ ก็แล้วกัน”

อ๋องหมิงขมวดคิ้ว

“เจ้าบอกว่าพวกมันเรียกตัวเองเช่นนั้น หมายความว่าพวกมันพูดได้ด้วยหรือ?”

“พูดได้สิ”

ยูรันคีบอาหารขึ้นมาอีกครั้ง

“พวกมันมีสติปัญญา มีลำดับขั้น และสามารถสื่อสารได้ตามปกติ”

เขายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“เพียงแต่พวกมันคงไม่เสียเวลาพูดคุยกับสิ่งซึ่งมองว่าเป็นอาหารเท่านั้นเอง”

คำว่า ‘อาหาร’ ทำให้ทุกคนรอบโต๊ะรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาพร้อมกัน

สำหรับอสูรสุญญตา ผู้ฝึกตน สัตว์อสูร เมือง หรือกระทั่งโลกทั้งใบ ล้วนไม่ได้มีสถานะแตกต่างกันเลย

ทุกสิ่งเป็นเพียงอาหารซึ่งรอวันถูกกลืนกินเท่านั้นเอง

ภัยพิบัติซึ่งผู้คนทั่วโลกไม่อาจต่อต้านและต้องสูญเสียชีวิตนับไม่ถ้วน กลับเป็นเพียงการรวมตัวของสิ่งมีชีวิตระดับล่างสุด

ไม่มีผู้ใดกล้าจินตนาการว่า หากตัวซึ่งสูงขึ้นไปอีกเพียงระดับเดียวปรากฏขึ้น โลกใบนี้จะหลงเหลือสิ่งใดอยู่บ้างเลยจริง ๆ