ตอนที่ 334 เพราะฉะนั้นไม่บอก ถูกต้องที่สุดแล้ว
ยูรันยกนิ้วขึ้น ก่อนใช้พลังปราณเขียนรายชื่อทั้งหมดลงกลางอากาศ
“เอาละ พวกมันมีลำดับยศเรียงจากต่ำสุดไปสูงสุดดังนี้”
“หนึ่ง เศษเดน”
“สอง พลทหาร”
“สาม มหาดเล็ก”
“สี่ อัศวิน”
“ห้า บารอน”
“หก ไวเคานต์”
“เจ็ด เคานต์”
“แปด มาร์ควิส”
“เก้า ดยุก”
“สิบ ราชัน”
“และสิบเอ็ด ราชินี”
ทั่วทั้งโต๊ะเงียบกริบลงทันที โดยเฉพาะเมื่อได้ยินสองยศสุดท้าย
ยูรันยังกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ส่วนแต่ละยศจะแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ เศษเสี้ยว ตื่นรู้ ไม่สมบูรณ์ และสมบูรณ์”
เขาเขียนลำดับทั้งสี่เอาไว้ข้างรายชื่อ ก่อนเคาะนิ้วลงบนคำแรกสุด
“ดังนั้น สิ่งที่พวกท่านพบเมื่อห้าพันปีก่อนก็คือ อสูรสุญญตายศเศษเดน ระดับเศษเสี้ยว”
อ๋องหมิงจ้องตัวอักษรกลางอากาศตาค้าง
“กลุ่มควันที่เกือบทำให้โลกพังพินาศเหล่านั้น...อยู่แค่ระดับต่ำสุดของยศต่ำสุดจริง ๆ หรือ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้า ก่อนเลื่อนนิ้วจากคำว่า ‘เศษเดน’ ขึ้นไปจนถึง ‘ราชินี’
“เหนือกว่าพวกมันยังมีอีกสิบยศ และแต่ละยศมีสี่ระดับ”
อ๋องหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วราชินีแข็งแกร่งเพียงใด?”
ยูรันเหลือบมองเขา
“ท่านอ๋องอยากรู้จริงหรือ?”
“จริง”
“อืม...ก็ได้”
ยูรันชี้นิ้วออกไปนอกหน้าต่าง
“ท่านเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าหรือไม่?”
อ๋องหมิงพยักหน้าช้า ๆ
“เห็น”
“นั่นแหละ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวออกมาราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“ราชินีสามารถกินมันได้”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
อ๋องหมิงค่อย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง จากนั้นจึงหันกลับมามองยูรันอีกครั้ง
“กิน...ดวงดาว?”
“อืม กินทั้งดวงนั่นแหละ”
“เจ้าหมายถึงดูดกลืนพลังของมันใช่หรือไม่?”
“เปล่า”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“ข้าหมายถึงกินจริง ๆ กินจนดวงดาวทั้งดวงหายไปจากท้องฟ้า”
เคร้ง!
ตะเกียบในมืออ๋องหมิงร่วงกระทบโต๊ะ
หญิงสาวหลายคนเงยหน้ามองหมู่ดาวนอกหน้าต่างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้แต่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยังหมดอารมณ์หยอกล้อไปชั่วขณะ
หลัวจินเยว่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“หากสิ่งนั้นปรากฏตัวขึ้น โลกของเราจะเหลืออะไรหรือ?”
ยูรันเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม...แม้หน้าที่ของพวกมันคือทำให้ทุกสิ่งหวนคืนสู่ความว่างเปล่า แต่ราชินีก็เป็นสิ่งมีชีวิตนะ ย่อมมีความคิดและนิสัยเป็นของตนเอง”
เขายกถ้วยชาขึ้นหมุนเล่นอย่างสบายอารมณ์
“คงไม่รีบทำลายทุกอย่างทันทีหรอก สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดเองก็รู้จักเบื่อเหมือนกัน”
ยูรันยิ้มกว้างขึ้น
“บางทีนางอาจกำลังรอใครสักคนมาช่วยแก้เบื่อ ก่อนจะกินโลกนี้ทิ้งก็ได้กระมัง”
“ฮ่า ๆๆๆๆ!”
ภายในห้องกลับไม่มีผู้ใดหัวเราะตามเขาแม้แต่คนเดียว
อ๋องหมิงมองยูรันราวกับอยากเปิดกะโหลกดูว่าข้างในคิดสิ่งใดอยู่
“เรื่องแบบนี้เจ้าหัวเราะออกมาได้อย่างไร!”
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนยักไหล่
“แล้วจะให้ข้าร้องไห้หรือ? ต่อให้ร้องจนหมดน้ำตา หากนางอยากกินขึ้นมาจริง ๆ โลกก็ยังถูกกินอยู่ดีนั่นแหละ”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ตามปกติ หากราชินีต้องการทำลายดวงดาวสักดวง นางไม่เคยออกมาด้วยตนเองหรอกนะ”
“นางเพียงส่งสมุนมาสักสองสามตน แล้วปล่อยพวกมันเอาไว้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
อ๋องหมิงขมวดคิ้ว
“เพียงสองสามตน?”
“อืม พวกมันกลืนกินและวิวัฒนาการได้ ขอเพียงมีเวลา สองสามตนก็เพิ่มจำนวนจนล้างทั้งดวงดาวได้เอง”
ยูรันยกนิ้วขึ้น ก่อนกล่าวประโยคถัดไปราวกับกำลังพูดถึงจำนวนเมล็ดข้าวในคลัง
“ส่วนกองทัพของราชินี...น่าจะมีอยู่ประมาณล้านล้านล้านล้านตนกระมัง”
ทุกคนแข็งค้างไปพร้อมกัน
อ๋องหมิงอ้าปากอยู่หลายครั้ง กว่าจะเค้นเสียงออกมาได้
“เมื่อครู่เจ้าพูดคำว่า ‘ล้าน’ ไปกี่ครั้ง?”
ยูรันนับนิ้วอย่างไม่รีบร้อน
“ขี้เกียจนับ เอาเป็นว่ามากจนต่อให้เอาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกนี้มารวมกัน ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว”
ตะเกียบในมือเฟิงซูหลานค่อย ๆ ร่วงลงบนโต๊ะ
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังนั่งดื่มชาได้อย่างสงบเช่นนี้?”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำ
“เพราะต่อให้ข้าตื่นตระหนก จำนวนของพวกมันก็ไม่ได้ลดลงสักหน่อยนี่”
ลู่เหยียนหนิงวางตะเกียบลง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
“รันเอ๋อร์ เรื่องนี้ร้ายแรงมากไม่ใช่หรือ? แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละ”
“ห๊ะ?”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งโต๊ะ
ยูรันหันไปมองลู่เหยียนหนิง ก่อนเอื้อมมือไปกุมมือนางเอาไว้
“ข้ารู้ว่าท่านแม่กำลังกังวลเรื่องใด”
ลู่เหยียนหนิงไม่ได้ตอบ แต่แววตาของนางบอกทุกอย่างอย่างชัดเจน
ยูรันยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
“มันจะไม่เป็นเช่นนั้นหรอก ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องกังวล”
“เพราะมีข้าอยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของยูรันยังคงสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นจนไม่มีผู้ใดคิดว่าเขากำลังกล่าวเล่น
“ข้าถือกำเนิดมาเพื่อการนั้น”
ลู่เหยียนหนิงบีบมือของยูรันกลับเบา ๆ
“แม่รู้ แต่ว่าแม่ยังอดกังวลไม่ได้อยู่ดี”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า สีหน้าของนางไม่ต่างกันนัก
“ใช่ เรื่องที่เจ้าเล่ามาทั้งหมดฟังดูน่ากลัวเกินไป ต่อให้รู้ว่าเจ้าแข็งแกร่ง แม่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี”
ยูรันมองมารดาทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมืออีกข้างไปกุมมือไป๋จิ้งเหวินเอาไว้
“ท่านแม่ เชื่อใจข้าเถอะ”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เชื่อใจข้า เช่นเดียวกับที่ข้ารักพวกท่าน ไม่ว่าอดีตของข้าจะเป็นเช่นไร หรือภายหน้าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด ความรู้สึกนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ลู่เหยียนหนิงเม้มริมฝีปากแน่น
“แต่แม่กลัวว่าเจ้าจะต้องแบกรับทุกอย่างอยู่คนเดียว”
“ข้าไม่ได้อยู่คนเดียวเสียหน่อย”
ยูรันเหลือบมองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนยิ้มบาง ๆ
“พวกท่านอยู่ตรงนี้กันตั้งมากมาย ข้าจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร?”
หญิงสาวหลายคนชะงัก ก่อนแววตาจะอ่อนลงพร้อมกัน
ยูรันกระชับมือของมารดาทั้งสองเบา ๆ
“เชื่อใจข้าเถอะ ข้ารักท่านแม่นะ”
ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลุดยิ้มออกมาทั้งที่ขอบตายังแดงอยู่เล็กน้อย
“เอาละ ๆ วันนี้เจ้าบอกรักแม่ไปตั้งหลายรอบแล้ว แม่รู้แล้วว่ารันเอ๋อร์รักแม่”
ลู่เหยียนหนิงยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะเขา
“แต่แม่ฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อหรอกนะ”
ยูรันเอนศีรษะรับฝ่ามือของนางอย่างว่าง่าย
“เช่นนั้นข้าก็จะบอกบ่อย ๆ”
ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ ก่อนดึงเขาเข้ามากอด
“เด็กคนนี้นี่จริง ๆ เลย...พูดเสียจนแม่กังวลต่อไม่ลงแล้ว”
โม่ชิงเฟิงซึ่งนั่งฟังอยู่นานพลันยกมือขึ้น ก่อนทำหน้าตัดพ้อ
“แล้วพวกเราเล่า? สามีไม่รักพวกเราหรือ?”
บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่หยุดชะงักลงทันที
หนานอวี้หันขวับไปมองนาง
“พี่ใหญ่ ท่านจะเลือกจังหวะให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ?”
ไป๋หลิงยกมือกุมหน้าผาก
“ทุกครั้งที่บรรยากาศกำลังดี ท่านต้องทำลายมันทุกครั้งเลยสินะ”
โม่ชิงเฟิงไม่สนใจทั้งสอง นางยังคงจ้องยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย
“สรุปว่ารักหรือไม่รัก?”
ยูรันเหลือบมองนางอย่างเรียบเฉย
“อาเจ๊ ท่านเคยได้ยินข้าบอกรักท่านหรือเปล่า?”
โม่ชิงเฟิงชะงักไปทันที
นางกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนพยายามรื้อค้นความทรงจำทั้งหมดที่ผ่านมา ทว่ายิ่งคิด สีหน้าก็ยิ่งซีดลง
“มะ...ไม่เคย”
“อืม”
ยูรันพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นก็เหมือนเดิม”
ริมฝีปากของโม่ชิงเฟิงสั่นระริก
“กรี๊ดดดดดดดดดด! สามีใจร้าย! ข้ามอบทั้งกายและใจให้เจ้าไปหมดแล้ว แต่เจ้าไม่เคยบอกรักข้าเลยสักครั้ง!”
ยูรันยกมือปิดหู
“อาเจ๊ หนวกหูจริง ๆ เลย ท่านลองถามคนอื่นดูแล้วกันว่า ข้าเคยบอกรักใครบ้างในนี้นอกจากท่านแม่”
เสียงกรีดร้องหยุดลงทันที
โม่ชิงเฟิงหันไปหาไป๋หลิงเป็นคนแรก
“สามีเคยบอกรักเจ้าหรือไม่?”
ไป๋หลิงนิ่งคิด ก่อนส่ายหน้า
“ไม่เคย”
“แล้วเจ้าล่ะ หนานอวี้?”
“ไม่เคยเหมือนกัน”
เซี่ยเยว่หลี หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่และคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน ก่อนส่ายหน้าตามทีละคน
“ไม่เคย...”
โม่ชิงเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ แล้วหันกลับมาหายูรัน
“เช่นนั้นไม่ได้มีเพียงข้าที่ไม่เคยได้ยิน?”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“แล้วเหตุใดสามีถึงไม่เคยบอกพวกเราเลย?”
ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“อืม ข้าแค่ขี้เกียจ”
“……”
“หากข้าบอกคนหนึ่ง ก็หมายความว่าข้าต้องบอกทุกคน ข้าบอกรักท่านแม่ได้ เพราะข้ามีท่านแม่เพียงสองคนเท่านั้น”
เขากวาดตามองเหล่าภรรยารอบโต๊ะ
“ส่วนภรรยา หากข้าไม่บอกใครเลย นั่นก็หมายความว่าข้าต้องไม่บอกทุกคนเหมือนกัน”
ยูรันพยักหน้ากับเหตุผลของตนเองอย่างพึงพอใจ
“ข้าเท่าเทียม จำไว้”
หญิงสาวทุกคนต่างนิ่งอึ้งไปกับหลักความเท่าเทียมอันน่าเหลือเชื่อนี้
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“นี่เรียกว่าความเท่าเทียมหรือ?”
“ถูกต้อง”
หนานอวี้หรี่ตาลง
“ข้าว่าสามีแค่ขี้เกียจอย่างที่พูดตอนแรกมากกว่า”
“นั่นก็ถูกต้องเหมือนกัน”
โม่ชิงเฟิงทุบโต๊ะดังปัง
“พี่สาวไม่ยอม! ในเมื่อพวกเราถามพร้อมกันแล้ว สามีก็บอกพร้อมกันเสียเลยสิ!”
หญิงสาวรอบโต๊ะพยักหน้าพร้อมกันทันที
“ใช่!”
“บอกพร้อมกันก็เท่าเทียมแล้ว!”
“คราวนี้ท่านไม่มีข้ออ้างแล้วนะ!”
ยูรันส่ายหน้าทันที
“เพ้อเจ้อ หมายความว่าอย่างไร?”
เขายกมือขึ้นนับนิ้วให้ทุกคนดู
“หากข้าบอกพวกท่านทั้งหมดตอนนี้ แล้วในอนาคตมีเพิ่มขึ้นมาอีกคน พอนางถาม ข้าก็ต้องพูดใหม่อีกครั้ง”
“จากนั้นพอข้าพูดกับนาง คนก่อนหน้าก็จะไม่ยอม แล้วเรียกร้องให้ข้าพูดกับทุกคนใหม่อีกรอบ”
ยูรันถอนหายใจเพียงแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
“วุ่นวายจะตายไป ไม่ต้อง”
ทุกคนเงียบกริบ ก่อนจะจับใจความสำคัญได้พร้อมกัน
ไป๋หลิงหรี่ตาลง
“เดี๋ยวก่อนนะสามี”
หนานอวี้วางตะเกียบลงช้า ๆ
“เมื่อครู่ท่านบอกว่า ในอนาคตจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกคน?”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
“หมายความว่าท่านวางแผนเอาไว้แล้วหรือ?”
สายตาของหญิงสาวทุกคู่พลันจับจ้องมาที่ยูรันพร้อมกัน
ยูรันกะพริบตาหนึ่งครั้ง
“ข้าบอกว่า ‘หาก’”
ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างสงบ
“จากนิสัยของเจ้า หากไม่มีความเป็นไปได้ เจ้าคงไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างหรอก”
เฟิงซูหลานยกมือขึ้นทันที
“พี่สาวสมัครเป็นคนต่อไปเอง!”
ลู่ชิงถานหันขวับไปมองนาง
“ไม่มีใครถามยัยป้าเจ้าค่ะ!”
ยูรันยกมือกุมขมับ
“เห็นหรือยัง ข้ายังไม่ทันบอกรักใครเลย เรื่องก็มากันถึงภรรยาคนต่อไปแล้ว”
เขาส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด
“เพราะฉะนั้นไม่บอก ถูกต้องที่สุดแล้ว”