ตอนที่ 335 ถ้าเช่นนั้นใช้ยากระตุ้นความกล้าแทนได้หรือไม่เจ้าคะ
มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นอย่างลังเล
“ท่านพี่ ข้ามีคำถามเจ้าค่ะ”
ยูรันหันไปมองนาง
“ว่า?”
มู่เสวี่ยหนิงเหลือบมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง ก่อนถามออกมาตรง ๆ
“ที่ท่านเคยบอกว่า เอ่อ...ยัยป้า เอ๊ย ผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอ หากไม่มีผู้ใดเอา พวกนางจะต้องโสดไปจนตาย”
เฟิงซูหลานกระตุกมุมปาก
“เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าว่ายัยป้าใช่หรือไม่?”
“ท่านฟังผิดแล้วเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงหันกลับมาหายูรันราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ผู้ที่อาจจะเอาพวกนางในอนาคต...หมายถึงท่านพี่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
สายตาทุกคู่พลันจับจ้องมายังยูรัน
แม้แต่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยังหยุดคีบอาหาร แล้วตั้งใจรอฟังคำตอบอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าจะรู้เรื่องในอนาคตได้อย่างไร?”
หลายคนกำลังจะถอนหายใจ ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อ
“อาจจะเป็นข้าก็ได้”
เฟิงซูหลานผุดลุกขึ้นทันที
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าน้องชายมีใจให้พี่สาว!”
เหอหว่านชิงพยักหน้าเบา ๆ
“เช่นนั้นข้าจะถือว่านี่เป็นคำมั่น”
ลู่ชิงถานทุบโต๊ะดังปัง
“ไม่ได้เจ้าค่ะ! ข้าขอคัดค้านยัยป้าสองคนนี้!”
เฟิงซูหลานยิ้มกว้าง ก่อนหันไปยักคิ้วให้นาง
“น้องหญิง ต่อไปต้องเรียกพี่สาวให้ชินเสียแล้วนะ”
“ยัยป้า!”
“น้องหญิง!”
“ยัยป้า!”
ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมืออย่างหมดความสนใจ
“ช่างเถอะ”
เขาหันไปหาอ๋องหมิง
“ท่านอ๋อง ไหน ๆ ท่านก็ทิ้งงานราชสำนักจนหมดแล้ว ช่วยอยู่ดูพวกนางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
อ๋องหมิงชี้หน้าตนเอง
“ให้ข้าดูแลคนมากมายขนาดนี้หรือ?”
“อืม อย่างน้อยท่านก็มีตบะสูงที่สุดในนครหลวง หากเกิดเรื่องขึ้นก็น่าจะถ่วงเวลาได้บ้าง”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“นี่ก็ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว แต่ศิษย์พี่เย่ผู้หล่อเหลาของพวกเรายังไม่ลงมือทำสิ่งใดเลย”
ถ้อยคำว่า ‘ผู้หล่อเหลา’ ฟังอย่างไรก็เต็มไปด้วยการประชดประชัน
“ยิ่งเขาเงียบ ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
ยูรันทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
“นับจากวันนี้ไป ทุกคืนข้าจะออกไปวนดูรอบ ๆ นครสักหน่อย เผื่อจะพบความเคลื่อนไหวบางอย่าง”
อ๋องหมิงพยักหน้า
“ได้ ระหว่างนั้นข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่เอง”
หลิงเยวี่ยกล่าวขึ้นทันที
“อาจารย์จะไปกับเจ้าด้วย”
ยูรันยังไม่ทันตอบ เฟิงซูหลานก็ยื่นหน้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ฮั่นแน่ จะออกไปตรวจตรา หรือแอบไปหวานกันสองต่อสองจ๊ะ แม่ภูเขาน้ำแข็ง?”
เพียะ!
ไม่มีผู้ใดมองเห็นด้วยซ้ำว่าหลิงเยวี่ยลงมือตอนไหน
ร่างของเฟิงซูหลานพุ่งข้ามห้อง ก่อนกระแทกติดกำแพงดังสนั่น
ตึง!
นางค่อย ๆ ไหลลงมากองอยู่บนพื้น ดวงตาเหม่อลอย
เหอหว่านชิงเหลือบมองสหายของตน ก่อนคีบอาหารเข้าปากอย่างสงบ
“ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าแหย่นาง”
หลิงเยวี่ยสะบัดมือเบา ๆ
“ปากมาก”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นจากโต๊ะ
“เฮ้อ ไม่เป็นไร ข้าไปคนเดียวก็ได้ เดี๋ยวมา”
เฟิงซูหลานซึ่งเพิ่งไหลลงจากกำแพงพลันเด้งตัวลุกขึ้น ก่อนหันไปยิ้มให้หลิงเยวี่ย
“หลิงเยวี่ย เช่นนั้นเจ้าไปกับข้าแทนก็ได้น้า ตอนนี้ข้าใช้ก้าวพริบตาได้แล้ว ฮี่ ๆ”
ยูรันเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“โอ้ ๆๆ เรียนรู้ได้เร็วดีนี่ แล้วอาเจียนไปกี่รอบเล่า?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิงซูหลานแข็งค้างทันที
“เรื่องนั้น...จำเป็นต้องถามด้วยหรือ?”
หลัวจินหยางยกมือปิดปากหัวเราะ
“พวกข้าเลิกนับตั้งแต่วันที่สองแล้ว”
หลัวจินเยว่พยักหน้าตาม
“แต่ทุกครั้งที่ฝึก นางอาเจียนตลอดเลย”
“พวกเจ้าสองคนเงียบไปเลย!”
เฟิงซูหลานตวาดกลับ ก่อนรีบหันมาหาหลิงเยวี่ยอีกครั้ง
“เอาเป็นว่าข้าตามเจ้าทันแล้วกัน คราวนี้เจ้าสลัดข้าทิ้งไม่ได้แน่นอน!”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“เพียงก้าวพริบตาก็มั่นใจถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”
เฟิงซูหลานเชิดหน้าขึ้น
“อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็อาเจียนระหว่างเคลื่อนที่ได้อย่างสง่างามแล้ว!”
ยูรันไม่คิดสนทนาเรื่องนี้ต่อ เขาสะบัดแขนเสื้อ ก่อนเดินไปทางหน้าต่าง
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปละ เดี๋ยวมา”
เขาหยุดฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ข้าว่าจะไปสุ้มดูสักหน่อยว่า ศิษย์พี่เย่กำลังจมอยู่ท่ามกลางกองนารีในหอนางโลมหรือไม่”
ไป๋หลิงหรี่ตาลงทันที
“สามีจะไปหอนางโลมหรือ?”
สายตาของหญิงสาวทุกคู่พลันเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ยูรันชี้นิ้วกลับมาทางพวกนาง
“ข้าไปดูศิษย์พี่เย่ ไม่ได้ไปเที่ยว พวกเจ้าหยุดคิดอะไรแปลก ๆ”
จากนั้นเขาจึงหัวเราะเบา ๆ
“คราวที่แล้ววางแผนฮุบตระกูลไป๋เอาไว้เสียรัดกุม สุดท้ายกลับไปจมอยู่ในหอนางโลมจนไม่ยอมทำตามแผนเสียอย่างนั้น”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เรื่องนั้นแม่เองก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดเขาจึงเปลี่ยนแผนกะทันหัน”
“เพราะเขาโง่อย่างไรเล่า”
ยูรันตอบทันที ก่อนยกมือขึ้นประสานมุทรา
“ข้าจึงต้องไปตรวจให้แน่ใจว่า คราวนี้ศิษย์พี่ผู้แสนชาญฉลาดของพวกเราไม่ได้ลืมแผนการทั้งหมดเพราะสตรีอีก”
หนานอวี้ตะโกนตามหลัง
“ถ้าสามีแอบแตะต้องหญิงในหอนางโลม ข้าจะบอกพี่รองนะ!”
ยูรันหันกลับมาถ่มน้ำลายอย่างไม่สบอารมณ์
“ถุย! อวี้เอ๋อร์ ข้ามีภรรยางดงามเต็มห้องขนาดนี้ ข้าจะไปหาเพิ่มที่หอนางโลมทำไม? มีแต่ไอ้โง่อย่างศิษย์พี่เย่เท่านั้นแหละที่ทำเรื่องเช่นนั้น”
พรึ่บ!
สิ้นเสียง ร่างของยูรันก็หายไปจากห้องทันที
บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่ ก่อนโม่ชิงเฟิงจะลูบคางอย่างใช้ความคิด
“อืม...เมื่อครู่สามีบอกว่าภรรยางดงามเต็มห้อง”
นางค่อย ๆ หันไปมองหลิงเยวี่ย
“คำว่าภรรยานั่นรวมอาจารย์ด้วยหรือเปล่า?”
เพียะ!
ร่างของโม่ชิงเฟิงหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนพุ่งไปติดกำแพงข้างเฟิงซูหลานอย่างแม่นยำ
ตึง!
เฟิงซูหลานหันไปมองสหายร่วมกำแพง ก่อนยกมือทักทาย
“เจ้าก็ถูกนางตบมาเหมือนกันหรือ?”
โม่ชิงเฟิงลูบแก้มของตนเอง
“พี่สาวเพียงถามตามหลักเหตุผลเท่านั้น...”
หลิงเยวี่ยลดมือลงช้า ๆ ใบหูแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด
“ปากมากเหมือนกันไม่มีผิด”
หลัวจินหยางมองภาพตรงหน้า ก่อนเอียงคอด้วยความสงสัย
“เช่นนั้นหมายความว่าอาจารย์ไม่งดงามหรือ? เพราะสามีบอกว่าภรรยางดงามทุกคนในห้องนี่”
หลัวจินเยว่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“นั่นสิเจ้าคะ หากอาจารย์งดงาม แต่ไม่ถูกรวมอยู่ในคำว่าภรรยา เช่นนั้นเมื่อครู่สามีก็ไม่ได้กล่าวถึงอาจารย์นี่นา”
หลิงเยวี่ยชะงักไปทันที
สองฝาแฝดมองหน้ากัน ก่อนพยักหน้าให้กับตรรกะของตนเอง
เพียะ! เพียะ!
ร่างของหลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หมุนคว้างพร้อมกัน ก่อนพุ่งไปติดกำแพงคนละด้านของโม่ชิงเฟิง
ตึง! ตึง!
เฟิงซูหลานกวาดตามองสมาชิกซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนขยับตัวแบ่งพื้นที่ให้
“มา ๆ ตรงนี้ยังพอมีที่เหลืออยู่”
หลัวจินหยางลูบแก้มของตนเองด้วยสีหน้าสับสน
“ข้าพูดสิ่งใดผิด?”
หลัวจินเยว่ส่ายหน้า
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“แปลว่าต้องพูดเช่นนี้เจ้าค่ะ”
นางหันไปมองหลิงเยวี่ย
“พี่หญิงงดงามมาก เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่อยากถูกนับว่าเป็นภรรยา เพราะกำลังต่อสู้กับศีลธรรมภายในใจ ระหว่างฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์อยู่”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
หลิงเยวี่ยจ้องมู่เสวี่ยหนิงเขม็ง ขณะที่ใบหูซึ่งแดงอยู่แล้วยิ่งแดงหนักกว่าเดิม
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ
“คราวนี้ข้าพูดถูกแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เพียะ!
ร่างของนางพุ่งข้ามห้องไปติดกำแพงอีกคน
ตึง!
เฟิงซูหลานรีบขยับตัวแบ่งที่ให้
“มา ๆ กำแพงฝั่งนี้ใกล้เต็มแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงลูบแก้ม ก่อนหันไปมองคนอื่นด้วยสีหน้างุนงง
“แต่ข้าคิดว่าข้าวิเคราะห์ถูกต้องแล้วนะเจ้าคะ”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ถูกทุกคำ จึงถูกตบอย่างไรเล่า”
หลิงเยวี่ยหันขวับไปมองนางทันที
เซี่ยเยว่หลีรีบยกชามข้าวขึ้นบังหน้า
“ข้ากำลังกินข้าว ไม่ได้พูดสิ่งใดทั้งนั้น”
ซูเม่ยเหยายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ดูเหมือนยิ่งกล่าวถูกต้องเท่าไร ก็ยิ่งกระเด็นไกลขึ้นเท่านั้น”
หลิงเยวี่ยค่อย ๆ หันมาทางนาง
ซูเม่ยเหยาวางถ้วยชาลง แล้วลุกขึ้นเดินไปยังกำแพงด้วยตนเอง
“เข้าใจแล้ว ข้าไปยืนรอล่วงหน้าก็ได้”
ไป๋หลิงวางตะเกียบลง ก่อนหันไปมองหลิงเยวี่ยอย่างจริงจัง
“ท่านอาจารย์ ท่านยอมรับเสียทีเถอะว่าชอบเขา”
หนานอวี้รีบพยักหน้าสนับสนุน
“ใช่ ๆ เหมือนที่สามีเคยบอก ปล่อยวางแล้วทุกอย่างจะได้จบ ๆ ไป”
หลิงเยวี่ยกวาดตามองศิษย์ทั้งสอง
“พวกเจ้า...”
เซียวซินเยวี่ยพลันกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
“ใช่เจ้าค่ะ จะมีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความรักอีก? หากอาจารย์ยังตัดสินใจไม่ได้ ให้ข้าช่วยวางยา...”
นางชะงักกลางประโยค ก่อนรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากตนเอง
“……”
หลิงเยวี่ยค่อย ๆ หันไปมองนางอย่างช้า ๆ
เซียวซินเยวี่ยส่ายหน้ารัว ๆ ทั้งที่ยังปิดปากอยู่
“อื้อ ๆๆ!”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งยังยืนพิงกำแพงอยู่รีบแปลให้
“นางบอกว่าเมื่อครู่ไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะ”
หลิงเยวี่ยยกมือขึ้น
มู่เสวี่ยหนิงรีบหลับตาเตรียมรับฝ่ามืออีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไป๋จิ้งเหวินกลับยื่นมือมาจับข้อมือของหลิงเยวี่ยเอาไว้ก่อน
“เอาละ ๆ พอได้แล้ว เดี๋ยวกำแพงพังเสียก่อน”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“อีกอย่าง เด็ก ๆ ก็เพียงพูดความจริงเท่านั้นเอง”
หลิงเยวี่ยหันไปมองนางทันที
ลู่เหยียนหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“แต่เรื่องวางยา แม่ไม่เห็นด้วยนะ”
เซียวซินเยวี่ยค่อย ๆ ลดมือลง ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ถ้าเช่นนั้นใช้ยากระตุ้นความกล้าแทนได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“เซียวซินเยวี่ย!”
“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!”