คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 336 ท่านพี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามเจ้าค่ะ7,840 ตัวอักษร

ตอนที่ 336 ท่านพี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามเจ้าค่ะ

ลู่เหยียนหนิงมองหลิงเยวี่ยด้วยแววตาอ่อนโยน

“เก็บความรู้สึกเอาไว้เช่นนี้ มีแต่จะทำให้ตนเองปวดใจเปล่า ๆ”

นางถอนหายใจเบา ๆ

“ยิ่งเจ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ผู้ที่ต้องเจ็บปวดมากที่สุดก็มีแต่ตัวเจ้าเองนะ หลิงเยวี่ย”

หนานอวี้พยักหน้ารัว ๆ

“ใช่ ๆๆ! ตอนนั้นสามีก็เคยบอกเอาไว้ว่า ท่านอาจารย์มีทิฐิเรื่องที่ลูกศิษย์ฝึกฝนก้าวหน้าไปไกลกว่า ท่านจึงติดอยู่กับที่และฝึกไม่สำเร็จเสียที”

“แต่พอท่านยอมปล่อยวาง ท่านก็ฝึกได้ทันทีไม่ใช่หรือ?”

นางกางมือออก

“ตอนนี้ก็เพียงปล่อยวางเพิ่มอีกเรื่องเดียว เหตุใดท่านต้องเคร่งครัดกับฐานะอาจารย์และศิษย์ถึงเพียงนั้นด้วย?”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เก็บซ่อนเอาไว้ในใจ แล้วคิดว่าแอบออกไปด้วยกันโดยไม่มีผู้ใดเห็น ทั้งที่ความจริงทุกคนรู้กันหมดแล้ว”

นางยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ตอนอยู่บนอัฒจันทร์ พวกเจ้าก็นั่งจับมือกันไม่ยอมปล่อย พอกลับมาถึงห้องก็ยังจับกันอยู่เหมือนเดิม”

หลิงเยวี่ยชะงักไปทันที

“พวกเจ้าเห็นด้วยหรือ?”

“เห็นทั้งหมดเจ้าค่ะ”

หลานชิงอวี้ตอบทันที ก่อนยกมือขึ้นราวกับต้องการให้ปากคำ

“ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ บนยอดเขาแล้ว ท่านอาจารย์ชอบนั่งเหม่อมองท่านพี่อยู่บ่อยครั้ง บางคราวยังเนียนยื่นมือไปลูบหน้าท่านพี่ตอนที่เขาหลับด้วย”

นางพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นพวกเราก็รู้กันหมดแล้วเจ้าค่ะ”

“……”

หลิงเยวี่ยกวาดตามองทุกคนภายในห้อง

หญิงสาวทั้งหมดพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แม้แต่อ๋องหมิงยังพยักหน้าตามไปด้วย

“แม้ข้าจะเพิ่งรู้จักพวกเจ้าไม่นาน แต่ข้ายังดูออกเลย”

หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นปิดใบหน้าของตนเองช้า ๆ

“พวกเจ้าปล่อยให้ข้าคิดว่าปิดบังได้มาตลอดเลยหรือ?”

ไป๋หลิงตอบอย่างซื่อตรง

“พวกข้าเห็นท่านพยายามมาก จึงไม่อยากทำลายความมั่นใจเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงซึ่งกลับมานั่งที่โต๊ะแล้วถอนหายใจ ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“พูดก็พูดเถอะนะอาจารย์ ในที่นี้มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าท่านชอบสามีจะตายไป?”

หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นทันที

“ข้าแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”

“ชัดเจนมาก!”

โม่ชิงเฟิงตอบโดยไม่ลังเล

“ปกติเห็นนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา แต่พอมีใครเข้าใกล้สามีหน่อย ท่านก็ขมวดคิ้ว ส่งสายตาอาฆาตราวกับเตรียมตบคนให้กระเด็นติดกำแพง”

นางชี้ไปยังกำแพงซึ่งเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว

“โจ่งแจ้งขนาดนี้แล้วจะปิดบังได้อย่างไร?”

มู่หรงฉินรีบพยักหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเข้ามาอยู่กับทุกคนได้ไม่นาน ยังถูกท่านจ้องเสียจนรู้ได้ทันทีเลย”

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวเสริมอย่างจริงจัง

“และเชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ ท่านพี่เองก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าท่านชอบเขา”

หลิงเยวี่ยชะงัก

“เขารู้หรือ?”

“ย่อมรู้อยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่อ่านความรู้สึกของคนอื่นเก่งจะตายไป”

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มบาง ๆ

“แต่ด้วยนิสัยของเขา หากเขาเป็นฝ่ายรุกเข้าหาท่านก่อน มันอาจดูเหมือนเขาฉวยโอกาสหรือหื่นกาม เขาไม่ชอบทำตัวเช่นนั้นอยู่แล้ว”

“ท่านพี่ให้เกียรติทุกคนมากนะเจ้าคะ”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“ยกเว้นเรื่องปากน่ะนะ”

หญิงสาวรอบโต๊ะพยักหน้าพร้อมกัน

เฟิงซูหลานยกมือขึ้นสนับสนุนอีกคน

“ใช่ ตอนอยู่ในร้านอาหารข้ายังมองออกเลย ขนาดนั่งอยู่ไกล ๆ ยังเห็นเจ้าเอาแต่เหม่อมองสามี ไม่พูดไม่จา ข้านึกว่าเจ้ากลายเป็นใบ้ไปแล้วเสียอีก”

เหอหว่านชิงพยักหน้ารัว ๆ

“ใช่ ๆๆๆ ชัดเจนมาก”

ลู่ชิงถานตบโต๊ะดังปัง

“ยัยป้าสองคนไม่นับเจ้าค่ะ! แล้วห้ามเรียกท่านพี่ว่าสามีด้วย!”

เฟิงซูหลานยักคิ้ว

“อีกไม่นานก็ได้เรียกแล้ว ฝึกเอาไว้ก่อนจะเป็นอะไรไป?”

“ยัยป้า!”

ท่ามกลางเสียงโต้เถียง หลิงเยวี่ยกลับนั่งนิ่งอยู่กับที่

คำพูดเพียงประโยคเดียววนเวียนอยู่ภายในความคิดของนางไม่ยอมหายไป

[เขารู้อยู่แล้วอย่างนั้นหรือ...]

หลานชิงอวี้มองสีหน้าของหลิงเยวี่ย ก่อนกล่าวอย่างระมัดระวัง

“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ให้ข้าเดานะ...”

นางชี้นิ้วไปยังแก้มของตนเอง

“ท่านพี่คงรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ท่านจับหน้าเขาแล้วนั่นแหละเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยแข็งค้างไปทั้งร่าง

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นพลันย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ นางคิดว่าตนเองเก็บสีหน้าและอารมณ์เอาไว้ได้ดีแล้วแท้ ๆ

“แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเลย”

ไป๋หลิงถอนหายใจ

“เพราะสามีแกล้งทำเป็นไม่รู้ต่างหากเจ้าค่ะ”

หนานอวี้พยักหน้าสนับสนุน

“ใช่ สามีจับโกหกคนอื่นได้แม่นยำขนาดนั้น เรื่องที่ท่านอาจารย์แสดงออกโจ่งแจ้งจะรอดสายตาเขาไปได้อย่างไร?”

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวเสริม

“ที่เขาไม่พูด คงเพราะรอให้ท่านตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยเม้มริมฝีปาก

“หมายความว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าคิดว่าตนเองกำลังปิดบังเขา...”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ

“แต่สามีรู้อยู่ตลอด”

“แล้วทุกคนในที่นี้ก็รู้ด้วยเจ้าค่ะ”

มู่หรงฉินกล่าวเสริมอย่างซื่อตรง

หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นปิดใบหน้าอีกครั้ง

เฟิงซูหลานโน้มตัวไปหาเหอหว่านชิง ก่อนกระซิบเสียงเบา

“ภูเขาน้ำแข็งกำลังจะละลายแล้ว”

เพียะ!

ร่างของนางกลับไปติดกำแพงเป็นครั้งที่สองทันที

เหอหว่านชิงมองตาม ก่อนพยักหน้ากับตนเอง

“ยังไม่ละลาย ยังตบคนได้แรงเหมือนเดิม”

ลู่ชิงถานขยับเข้ามาใกล้ ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ถ้าเช่นนั้น คืนนี้เมื่อท่านพี่กลับมา ให้ข้าลองถามเขาดูดีไหมเจ้าคะ?”

หลิงเยวี่ยเงยหน้าขึ้นทันที

“ถามเรื่องใด?”

“เรื่องการเอาศีลธรรมมาเป็นข้ออ้างเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงถานตอบด้วยสีหน้าซื่อตรง

“ข้าจะไม่กล่าวถึงท่านพี่หลิงเยวี่ยเลยแม้แต่คำเดียว เพียงถามเขาว่าคิดอย่างไรกับคนที่ใช้ศีลธรรมมาปิดบังความรู้สึกของตนเอง”

หลิงเยวี่ยหรี่ตามองนาง

“แล้วเจ้าคิดว่าเขาจะไม่รู้หรือว่าเจ้าหมายถึงผู้ใด?”

“ย่อมรู้เจ้าค่ะ”

ลู่ชิงถานตอบทันทีโดยไม่คิดปิดบัง

“แต่ท่านพี่รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าท่านชอบเขา เช่นนั้นจะปิดบังต่อไปเพื่อสิ่งใด?”

“……”

หลิงเยวี่ยพูดไม่ออกอีกครั้ง

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ถามเพียงความคิดเห็นของสามี ไม่ได้บังคับให้ท่านอาจารย์สารภาพเสียหน่อยเจ้าค่ะ”

หนานอวี้รีบกล่าวเสริม

“ใช่ ๆ พวกเราจะได้รู้ด้วยว่า สามีมองเรื่องอาจารย์กับศิษย์อย่างไร”

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มบาง ๆ

“หากคำตอบของท่านพี่เป็นอย่างที่พวกเราคิด อย่างน้อยท่านก็จะได้ไม่ต้องใช้เรื่องศีลธรรมมาทรมานตนเองอีกนะเจ้าคะ”

หลิงเยวี่ยกวาดตามองทุกคน ก่อนถอนหายใจยาว

“ตามใจพวกเจ้า”

ลู่ชิงถานยิ้มกว้างทันที

“ตกลงเจ้าค่ะ คืนนี้ข้าจะถามเอง!”

หลิงเยวี่ยชี้หน้านางอย่างรวดเร็ว

“แต่ห้ามเอ่ยชื่อข้า”

“ข้ารับปากว่าจะไม่เอ่ยชื่อท่านแม้แต่คำเดียวเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงถานตอบอย่างหนักแน่น ก่อนคิดในใจเงียบ ๆ

[ถึงไม่เอ่ยชื่อ ท่านพี่ก็คงรู้อยู่ดีนั่นแหละ]

มู่เสวี่ยหนิงพลันยกมือขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย

“ข้าขอเปิดพนันเจ้าค่ะ”

ทุกคนหันมามองนางพร้อมกัน

“ในเมื่อท่านพี่ชอบพนัน ข้าเองก็อยากลองพนันดูบ้าง”

มู่เสวี่ยหนิงหยิบถุงเหรียญวิญญาณออกมาวางบนโต๊ะ

“ข้าพนันว่าท่านพี่จะตอบเหมือนที่ชิงถานพูดทุกคำ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า ‘มันคือขยะ’”

ลู่ชิงถานตบโต๊ะดังปัง

“ข้าลงฝั่งเดียวกันหนึ่งหมื่นเหรียญวิญญาณเจ้าค่ะ!”

ไป๋หลิงวางถุงเหรียญวิญญาณตามลงไป

“ข้าด้วย”

“ข้าด้วย”

หนานอวี้รีบวางตาม

“ข้าลงทั้งหมดเลย สามีต้องด่าหนักกว่านั้นด้วยซ้ำ!”

เซี่ยเยว่หลีครุ่นคิดเล็กน้อย

“ข้าพนันว่าใจความเหมือนกัน แต่ถ้อยคำจะแรงกว่า”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่พยักหน้าพร้อมกัน

“พวกข้าลงฝั่งเดียวกับเยว่หลี”

อ๋องหมิงซึ่งได้ยินคำว่า ‘พนัน’ พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขารีบดึงกระดาษออกมาเขียนอัตราต่อรอง

“ดี! ข้าจะเป็นเจ้ามือเอง!”

หลิงเยวี่ยตบโต๊ะดังปัง

“พวกเจ้ากำลังเอาเรื่องของข้ามาเปิดพนันกันหรือ?”

ทุกคนชะงัก ก่อนมู่เสวี่ยหนิงจะรีบส่ายหน้า

“ไม่ใช่เรื่องของท่านพี่หญิงเจ้าค่ะ พวกเราพนันเรื่องคำตอบของท่านพี่ต่างหาก”

“มันต่างกันตรงไหน!”

เฟิงซูหลานยกมือขึ้น

“ข้าพนันว่าเด็กนั่นจะรู้ทันทีว่าพวกเรากำลังถามถึงเจ้า”

เหอหว่านชิงวางศิลาวิญญาณตามลงไป

“ข้าลงฝั่งเดียวกับซูหลาน เขาน่าจะรู้ตั้งแต่ยังถามไม่จบ”

หลิงเยวี่ยกวาดตามองโต๊ะพนันซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ ก่อนยกมือกุมหน้าผาก

“ข้าไม่น่ายอมให้พวกเจ้าถามเลยจริง ๆ”

ทุกคนนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ ไม่มีผู้ใดยอมแยกย้ายกลับไปพัก แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนดึกดื่นแล้วก็ตาม

บนโต๊ะยังคงมีถุงเหรียญวิญญาณกองรวมกันอยู่ โดยมีอ๋องหมิงนั่งเฝ้าโต๊ะพนันไม่ยอมห่าง ส่วนหลิงเยวี่ยแม้จะแสร้งทำเป็นหลับตาบำเพ็ญ แต่กลับลืมตาขึ้นมองประตูแทบทุกไม่กี่ลมหายใจ

พรึ่บ!

ร่างของยูรันปรากฏขึ้นกลางห้องในที่สุด

“ขอโทษที ข้ากลับช้าไปหน่อย”

เขาสะบัดแขนเสื้อ ก่อนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“ศิษย์พี่เย่มัวแต่จมอยู่ท่ามกลางกองนารี ไม่ยอมขยับไปไหนสักที ข้ารออยู่นานก็ไม่เห็นเขาทำอะไร”

ยูรันเหลือบมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง

“แล้วมันก็ดึกมากแล้ว ข้าจึงกลับมาก่อน”

เมื่อหันกลับมา เขาก็พบว่าทุกคนภายในห้องกำลังจ้องตนเองโดยไม่กะพริบตา

ยูรันกวาดตามองใบหน้าของแต่ละคน ก่อนสายตาจะหยุดลงบนกองถุงเหรียญวิญญาณกลางโต๊ะ

“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”

อ๋องหมิงรีบใช้แขนบังกระดาษอัตราต่อรอง

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น!”

ยูรันหรี่ตามองเขา

“ท่านอ๋องพูดแบบนี้ทีไร แปลว่ามีอะไรทุกครั้ง”

ลู่ชิงถานรีบลุกขึ้น ก่อนเดินมาหยุดตรงหน้ายูรันด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านพี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามเจ้าค่ะ”

ยูรันเหลือบมองโต๊ะพนันอีกครั้ง

“อืม ถามมาสิ ดูเหมือนคำถามนี้จะมีราคาแพงไม่น้อยเลยนี่”