คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 337 ข้ามีไม้ตายก้นหีบอยู่7,969 ตัวอักษร

ตอนที่ 337 ข้ามีไม้ตายก้นหีบอยู่

ลู่ชิงถานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านพี่ ท่านคิดอย่างไรกับคนที่มีความรู้สึกต่อผู้ใดผู้หนึ่ง แต่กลับใช้ศีลธรรมและฐานะของตนมาเป็นข้ออ้าง เพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงและไม่กล้ายอมรับมันเจ้าคะ?”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม...หากสุดท้ายไม่เกิดอะไรขึ้นก็ดีไป”

เขายกมือขึ้นลูบคาง ก่อนกล่าวต่อ

“แต่หากภายหลังต้องเสียใจ แล้วกลับไปทำเรื่องโง่ ๆ เพราะไม่ยอมรับความรู้สึกของตนเอง เช่นนั้นก็...”

ยูรันแค่นเสียงอย่างดูแคลน

“มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่เอาศีลธรรมมาเป็นข้ออ้าง เพื่อขัดขวางไม่ให้ตนเองสมหวังในความรัก”

“หากไม่โง่ ก็ไร้ค่ายิ่งกว่าขยะเสียอีก”

เขาเว้นช่วงเล็กน้อย

“อย่างน้อยขยะยังมีค่ามากกว่า”

“……”

ภายในห้องเงียบกริบ

ลู่ชิงถานค่อย ๆ หันไปมองมู่เสวี่ยหนิง ก่อนยกนิ้วโป้งขึ้นช้า ๆ

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มกว้าง

“ใจความเหมือนกันไม่มีผิด ข้าชนะเจ้าค่ะ”

“เดี๋ยวก่อน!”

อ๋องหมิงรีบลุกขึ้นปกป้องกองเหรียญวิญญาณ

“เขาไม่ได้พูดว่า ‘มันคือขยะ’ เขาบอกว่า ‘ไร้ค่ายิ่งกว่าขยะ’ ต่างหาก!”

เซี่ยเยว่หลีตบโต๊ะทันที

“เช่นนั้นฝั่งที่พนันว่าเขาจะพูดแรงกว่าก็ชนะด้วย จ่ายมา”

ท่ามกลางเสียงทวงเงิน ยูรันกลับเหลือบมองหลิงเยวี่ยเพียงครู่เดียว ก่อนหันกลับมามองทุกคน

“เอาละ ข้าตอบแล้ว พวกเจ้าจะพนันอะไรกันก็รีบจ่ายให้จบ”

หลิงเยวี่ยนั่งนิ่งอยู่กับที่ ถ้อยคำเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ภายในใจ

[หากภายหลังต้องเสียใจ...]

มู่เสวี่ยหนิงรีบเก็บถุงเหรียญวิญญาณของตนเอง ก่อนยกมือขึ้นอีกครั้ง

“ท่านพี่ ข้ามีคำถามอีกข้อเจ้าค่ะ”

ยูรันเหลือบมองนาง แล้วมองกองเดิมพันบนโต๊ะ

“ถามมา แต่หากเป็นคำถามจากโต๊ะพนันอีก พวกเจ้าต้องแบ่งกำไรให้ข้าครึ่งหนึ่ง”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

“ท่านรู้ด้วยหรือเจ้าคะ?”

“กองเหรียญวิญญาณวางอยู่ตรงหน้าขนาดนั้น มีแต่คนตาบอดเท่านั้นแหละที่ไม่รู้”

“เอ่อ...เช่นนั้นข้ายังถามได้อยู่หรือไม่เจ้าคะ?”

“ถามมา”

มู่เสวี่ยหนิงลังเลเล็กน้อย ก่อนถามออกมาตรง ๆ

“เหตุใดท่านพี่จึงให้ค่าความรักมากกว่าศีลธรรมเจ้าคะ?”

เสียงพูดคุยรอบห้องเงียบลงอีกครั้ง

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้ให้ค่าความรักมากกว่าศีลธรรม”

“ศีลธรรมมีไว้ห้ามไม่ให้เราเอาเปรียบหรือทำร้ายผู้อื่น ไม่ได้มีไว้ทรมานตนเอง”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“หากอาจารย์ใช้อำนาจบังคับลูกศิษย์ หรือศิษย์หลอกใช้ความไว้ใจของอาจารย์ นั่นจึงเรียกว่าผิดศีลธรรม”

“แต่หากคนสองคนรักกันอย่างจริงใจ ไม่มีผู้ใดบังคับผู้ใด และต่างฝ่ายต่างยอมรับการตัดสินใจของตนเอง แล้วมันผิดศีลธรรมตรงไหน?”

ยูรันเหลือบมองหลิงเยวี่ยเพียงแวบเดียว

“ฐานะเป็นสิ่งที่คนตั้งขึ้น แต่ความรู้สึกเป็นของจริง”

“หากยึดติดกับชื่อเรียกจนยอมทิ้งสิ่งที่มีค่าต่อหัวใจ นั่นไม่ใช่การรักษาศีลธรรม”

เขายักไหล่

“มันก็แค่เอาคำว่าสูงส่งมาห่อหุ้มความขลาดของตนเองเท่านั้นแหละ”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนยกถ้วยชาขึ้น

“เป็นอย่างไร คำตอบนี้ถูกใจหรือเปล่า?”

แม้คำถามจะกล่าวกับมู่เสวี่ยหนิง แต่สายตาของเขากลับเหลือบไปทางหลิงเยวี่ยอย่างชัดเจน

มู่เสวี่ยหนิงรีบพยักหน้า

“ถูกใจมากเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนคำตอบนี้จะไม่ได้มีไว้ให้ข้าเพียงคนเดียวนะเจ้าคะ”

ทุกคนหันไปมองหลิงเยวี่ยพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยกำชายอาภรณ์ของตนเองแน่น ก่อนแสร้งหันหน้าหนีไปอีกทาง

“มองข้าทำไม?”

โม่ชิงเฟิงยิ้มกว้าง

“ไม่มีอะไร พวกเราเพียงอยากรู้ว่าคำตอบนี้ถูกใจอาจารย์หรือไม่”

“ไม่เกี่ยวกับข้า”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว”

ท่าทีที่ไม่คิดไล่ต้อนของเขากลับทำให้หลิงเยวี่ยเม้มริมฝีปากแน่นยิ่งกว่าเดิม

ลู่ชิงถานโน้มตัวไปกระซิบกับไป๋หลิง

“เห็นไหมเจ้าคะ ท่านพี่รู้จริง ๆ ด้วย”

ไป๋หลิงพยักหน้าเบา ๆ

“เขารู้มาตลอดนั่นแหละ”

ยูรันลดถ้วยชาลง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“หากพวกเจ้าคิดว่าข้าหมายถึงอาจารย์เพียงคนเดียว เช่นนั้นก็ผิดแล้ว”

ทุกคนชะงักไปพร้อมกัน

“คำตอบเมื่อครู่ ข้าหมายถึงพวกเจ้าทุกคนต่างหาก”

ยูรันหรี่ตามองหญิงสาวรอบห้อง ก่อนเริ่มนับนิ้ว

“ลองดูก็แล้วกัน มีทั้งผู้อาวุโสจากตำหนักโอสถหนึ่งคน จากสำนักเหอซานอีกสองคน ศิษย์พี่ตั้งเจ็ดคน คนจากราชวงศ์อีกสองคน...”

เขานับต่ออย่างไม่รีบร้อน

“ศิษย์น้องอีกหนึ่ง ร่วมสำนักหนึ่ง แล้วก็นอกสำนักอีกหนึ่ง”

ยูรันหยุดคิดเล็กน้อย

“ครบหรือยังนะ? ช่างเถอะ ขี้เกียจนับแล้ว”

เขากวาดตามองใบหน้าของแต่ละคน ก่อนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ

“พวกเจ้าลองคิดดูแล้วกัน หากคนปกติได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้เข้า พวกเขาจะคิดว่ามันเป็นไปได้หรือ?”

“หืม?”

ยูรันโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“หืม?”

ทั่วทั้งห้องไม่มีผู้ใดตอบออกมา

เพราะเพียงแค่ชาติกำเนิด ฐานะ อายุ สำนัก และความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละคน หากนำไปเล่าให้คนนอกฟัง เกรงว่ายังไม่ทันกล่าวจบก็ถูกหาว่าเพ้อเจ้อไปแล้ว

ยูรันยักไหล่

“ในเมื่อเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้นไปตั้งมากมายแล้ว จะยึดติดกับข้ออ้างอีกเพียงเรื่องเดียวไปทำไม?”

สายตาของเขากวาดผ่านทุกคน ก่อนหยุดลงที่หลิงเยวี่ยเพียงชั่วครู่

“ข้าจึงไม่ได้ตอบเพื่อผู้ใดผู้หนึ่ง”

“ข้าตอบให้ทุกคนฟัง”

ยูรันพลันชะงัก ก่อนยกมือขึ้นลูบต้นคอของตนเอง

“แล้วพอพูดถึงเรื่องนี้ ข้ามีลางสังหรณ์เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง”

หนานอวี้รีบถาม

“อะไรหรือสามี?”

ยูรันขมวดคิ้ว

“อืม...ข้ารู้สึกเสียวสันหลังวาบทุกครั้งที่พูดถึงราชวงศ์”

สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนไปทางเซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลี

“มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่ ๆ เช่น...อืม อืม อืม...”

เหงื่อเย็นหยดหนึ่งไหลลงมาตามขมับของเซี่ยหลานอิง

“เช่นอะไรหรือสามี?”

เซี่ยเยว่หลีรีบกล่าวแทรก

“ข้าว่าไม่น่าจะมีอะไรหรอก”

ยูรันหยุดครุ่นคิด ก่อนหรี่ตามองหญิงสาวทั้งสอง

“ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าคิดถึงเรื่องอะไร เหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงร้อนตัวก่อนแล้ว?”

เซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีแข็งค้างพร้อมกัน

คนอื่น ๆ ภายในห้องต่างพากันหลบสายตา บ้างยกถ้วยชาขึ้นดื่ม บ้างก้มหน้ามองโต๊ะ ราวกับไม่มีผู้ใดรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

ยูรันกวาดตามองท่าทีผิดปกติของทุกคน

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะช้า ๆ

“ราชวงศ์ยังมีผู้ใดที่พวกเจ้ากำลังปิดบังข้าอยู่อีกหรือ?”

ยูรันจ้องเซี่ยหลานอิงเขม็ง

“หลานอิง พูดมา”

เซี่ยหลานอิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหลบสายตาไปอีกทาง

“คือว่า...ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ”

“พูดมา”

“เสด็จน้าของข้าอาจจะ...สนใจสามีอยู่เล็กน้อย”

ยูรันเลิกคิ้ว

“เสด็จน้าของเจ้า จักรพรรดินีเซี่ยอวิ๋นหลันน่ะหรือ?”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าช้า ๆ

“อืม”

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“ครั้งหนึ่งข้าเคยเดินผ่านห้องส่วนพระองค์ของเสด็จน้า แล้วเห็นตุ๊กตาของสามีล็อตแรกวางอยู่เต็มชั้น มีครบทุกรุ่นเลย”

ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

เซี่ยหลานอิงยังกล่าวต่ออย่างระมัดระวัง

“แล้วโต๊ะที่สามีมอบให้ข้า...ก็ถูกเสด็จน้าขโมยไปด้วย”

ยูรันกะพริบตาหนึ่งครั้ง

“นางขโมยโต๊ะของข้า?”

“ของที่สามีให้ข้าต่างหาก”

“นั่นแหละ นางขโมยไปทำไม?”

เซี่ยหลานอิงส่ายหน้า

“ข้าก็ไม่รู้ นางเพียงบอกว่าโต๊ะตัวนั้นดูเหมือนของขวัญที่ข้าเอามา จากนั้นก็ยกไปเลย”

ยูรันนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตบโต๊ะดังปัง

“บัดซบ พวกเรามีปัญหาแล้ว!”

หญิงสาวทุกคนสะดุ้งพร้อมกัน

ทว่ายูรันกลับชะงัก ก่อนกวาดตามองพวกนางอีกครั้ง

“ไม่สิ พวกเจ้านี่นา”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ

“ข้าจะมีปัญหาอะไรได้?”

ไป๋หลิงหรี่ตาลง

“หมายความว่าอย่างไรหรือสามี?”

ยูรันมองนางราวกับคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว

“อ้าว ก็นางเป็นจักรพรรดินี ใครจะทำอะไรนางได้?”

เขากวาดตามองหญิงสาวรอบโต๊ะทีละคน

“จะเข้าไปต่อสู้กับนางหรือ? ไม่กลัวถูกสั่งตัดหัวหรืออย่างไร? นางอยู่ระดับมหายานขั้นสูงนะ พวกเจ้าไม่มีผู้ใดเอาชนะนางได้สักคน”

ยูรันชี้ไปยังเซี่ยหลานอิง

“แล้วยังกล้าขโมยของคนอื่นไปอย่างหน้าด้าน ๆ เพียงเพราะคิดว่ามันเหมาะกับตนเองอีก”

เขาพยักหน้ากับข้อสรุปของตนเอง

“เผด็จการแน่นอน”

อ๋องหมิงลูบคาง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม...ข้าเห็นด้วย หากเป็นพี่หญิง นางสั่งตัดหัวแน่”

ทุกคนหันไปมองอ๋องหมิงพร้อมกัน

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“ท่านพูดเหมือนเคยถูกสั่งตัดหัวมาก่อน”

อ๋องหมิงถอนหายใจ

“มากกว่าหนึ่งครั้ง”

“แล้วเหตุใดท่านยังมีหัวอยู่?”

“ข้าวิ่งเร็ว”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไร้สาระ เอาเถอะ นางไม่กล้าทำเช่นนั้นกับข้าหรอก”

อ๋องหมิงเลิกคิ้ว

“เจ้ามั่นใจมาจากไหน?”

“หากเป็นบุรุษมากภรรยาคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่โชคดีที่คนผู้นั้นเป็นข้านะเนี่ย”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ

“หากนางคิดจะเข้ามาเป็นภรรยาจริง ก็คงต้องห้ามใช้อำนาจตามใจชอบ ไม่เช่นนั้นนางจะรังแกคนอื่นเอาได้”

เขากวาดตามองหญิงสาวรอบโต๊ะ

“ข้าย่อมต้องปกป้องภรรยาของข้าก่อนสิ หากนางกล้าทำร้ายพวกเจ้า ข้าก็สู้ตายกับนางแน่นอน”

หญิงสาวหลายคนชะงักไปพร้อมกัน แววตาซึ่งเคยระแวงพลันอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

ไป๋หลิงยิ้มบาง ๆ

“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”

หนานอวี้พยักหน้ารัว ๆ

“สมกับเป็นสามีของข้า!”

อ๋องหมิงกลับมองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน

“แต่พี่หญิงอยู่ระดับมหายานขั้นสูงนะ เจ้าจะเอาสิ่งใดไปสู้กับนาง?”

ยูรันยิ้มมุมปาก

“ข้ามีไม้ตายก้นหีบอยู่”

เขาวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“มหายานก็มหายานเถอะ หากข้ายอมแลกทุกอย่างขึ้นมาจริง ๆ ต่อให้นางไม่ตายก็คงไม่มีทางอยู่ดีแน่นอน”

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงเล็กน้อย

เซี่ยหลานอิงรีบกล่าวขึ้น

“เสด็จน้าไม่ทำร้ายพวกเราหรอก สา มีไม่จำเป็นต้องสู้ตายกับนาง”

ยูรันยักไหล่

“ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะไม้ตายนี้ข้าเองก็ไม่อยากใช้เหมือนกัน”