ตอนที่ 338 ข้ายังพูดไม่ทันจบเลยนะ
อ๋องหมิงโน้มตัวเข้ามาด้วยความสนใจ
“แล้วไม้ตายที่ว่านั่นคือสิ่งใด?”
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“สมุนทั้งเจ็ดร้อยต้น”
อ๋องหมิงกะพริบตาปริบ ๆ
“เจ้าหมายถึงรากครวญวิญญาณพวกนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันยิ้มมุมปาก “หูไม่หนวกให้มันรู้ไป”
ทุกคนภายในห้องพลันนึกภาพต้นเมนเดรกกล้ามโตเจ็ดร้อยกว่าต้นยืนเรียงแถว ก่อนอ้าปากกรีดร้องพร้อมกัน
อ๋องหมิงหน้าซีดลงทันที
“นั่นไม่เรียกว่าไม้ตายก้นหีบแล้ว!”
“เรียกว่าอาวุธทำลายล้างทั้งทวีปต่างหาก!”
หนานอวี้ตบเข่าดังฉาด
“จริงด้วย! ปกติพวกมันไม่กล้าร้องเพราะถูกสามีกระทืบ แต่หากสามีสั่งให้ร้องขึ้นมา...”
ไป๋หลิงยกมือปิดหูโดยไม่รู้ตัว
“แค่ต้นเดียวยังทำให้คนเสียสติได้ แล้วตั้งเจ็ดร้อยต้น...”
ลู่ชิงถานพึมพำเสียงเบา
“เกรงว่าก่อนจักรพรรดินีจะยอมแพ้ พวกเราคงหูหนวกกันหมดก่อนนะเจ้าคะ”
ยูรันโบกมืออย่างหมดความสนใจ
“เอาเถอะ อย่างไรข้าก็ไม่คิดไปวังหลวงอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่แวะไปส่งเหล้าให้ท่านอ๋องเฉินเท่านั้นแหละ”
เขาลุกขึ้นบิดขี้เกียจ ก่อนกวาดตามองทุกคน
“เท่านี้ก็แยกย้ายได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าข้ายังต้องไปแอบตามตูดศิษย์พี่เย่อีก เฮ้อ...”
ยูรันหันไปทางหลิงเยวี่ย
“ท่านอาจารย์ไปกับเพื่อนสนิทผู้ทรยศทั้งสองคนแล้วกัน ไปด้วยกันสามคนข้าค่อยวางใจหน่อย”
เฟิงซูหลานชี้หน้าตนเอง
“เดี๋ยวก่อน ใครคือเพื่อนสนิทผู้ทรยศ?”
“พวกท่านสองคนนั่นแหละ”
เหอหว่านชิงขมวดคิ้ว
“พวกข้าทรยศเรื่องใด?”
“ท่านรู้อยู่แก่ใจ”
ยูรันไม่คิดอธิบายต่อ เขาหันไปสั่งคนอื่นแทน
“ส่วนพวกเจ้า หากจะไปสนามประลองก็ไปนั่งติดกับท่านอ๋องเอาไว้ หากท่านอ๋องไม่ออกไปไหน พวกเจ้าก็นั่งเล่นอยู่ในห้องนี้แหละ”
อ๋องหมิงกระตุกมุมปาก
“ข้ากลายเป็นผู้ดูแลเด็กไปตั้งแต่เมื่อใด?”
“ตั้งแต่ท่านทิ้งงานราชสำนักมานั่งเล่นเกมแล้ว”
ยูรันเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมอย่างรวดเร็ว
“ข้านอนละ ฝันดีนะทุกคน”
คร่อก...
“……”
เสียงกรนดังขึ้นแทบจะทันที
ไป๋หลิงกะพริบตาปริบ ๆ
“หลับแล้วหรือ?”
ซูเม่ยเหยาเดินเข้าไปตรวจดู ก่อนพยักหน้า
“หลับสนิทแล้ว”
หลิงเยวี่ยมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้เขาเบา ๆ
เฟิงซูหลานยืนกอดอกมองภาพตรงหน้า ก่อนโน้มตัวไปกระซิบกับเหอหว่านชิง
“แล้วนางยังคิดว่าตนเองปิดบังได้อยู่อีกหรือ?”
เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ภูเขาน้ำแข็งมักไม่รู้ตัวว่ากำลังละลาย”
เพียะ! เพียะ!
ร่างของทั้งสองพุ่งไปกระแทกกำแพงพร้อมกัน
มู่เสวี่ยหนิงรีบยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก
“เบา ๆ หน่อยเจ้าค่ะ เดี๋ยวท่านพี่ตื่น”
เฟิงซูหลานซึ่งกำลังไหลลงจากกำแพงพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“น้องหญิงกำลังช่วยพี่สาวสินะ”
มู่เสวี่ยหนิงส่ายหน้า
“ข้าหมายถึงให้ท่านพี่หลิงเยวี่ยตบเสียงเบา ๆ หน่อยเจ้าค่ะ”
นางยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“แต่ตบให้เจ็บเหมือนเดิมก็ได้”
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก
“เหตุใดคำพูดอ่อนหวานของเจ้าจึงทำร้ายจิตใจพี่สาวถึงเพียงนี้?”
เหอหว่านชิงลูบแก้มของตนเอง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ครั้งหน้าหลิงเยวี่ยควรใช้แรงเท่าเดิม แต่ลดเสียงลง”
หลิงเยวี่ยหรี่ตามองทั้งสอง
“อยากลองอีกครั้งหรือไม่?”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงรีบส่ายหน้าพร้อมกัน ก่อนคลานกลับมานั่งอย่างสงบโดยไม่กล้าส่งเสียงอีกแม้แต่คำเดียว
สามวันต่อมา
ในช่วงอาหารเช้า ยูรันกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนกล่าวขึ้นอย่างสบายอารมณ์
“อืม ดูเหมือนชัยชนะของทุกสนามประลองจะตกเป็นของพวกเราแน่นอนอยู่แล้ว”
การแข่งขันระดับวิญญาณทารกจบลงตั้งแต่ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดสละสิทธิ์ ส่วนสนามแก่นทองคำก็ไม่มีผู้ใดต้านทานไป๋หลิงกับหนานอวี้ได้ ขณะที่สนามสร้างรากฐานเองก็แทบไม่มีคู่ต่อสู้ที่รับมือ
เส้นไหมของหลานชิงอวี้ไหว
ยูรันจึงหันไปหามารดาทั้งสอง
“ท่านแม่ วันนี้พวกเราออกไปเดินเที่ยวกันสามคนสักหน่อยดีไหม?”
เขาวางตะเกียบลง
“เอาแต่อุดอู้อยู่ภายในห้องทุกวันไม่ค่อยดีเท่าไร พวกเรายังไม่ได้เดินชมนครหลวงเทียนอู่อย่างจริงจังเลยนี่”
ดวงตาของไป๋จิ้งเหวินเป็นประกายขึ้นทันที
“ไปสิ แม่เองก็อยากเดินเที่ยวกับรันเอ๋อร์ตามลำพังมานานแล้ว”
ลู่เหยียนหนิงยิ้มอ่อน
“แม่เห็นด้วย ถือโอกาสออกไปซื้อของกลับไปฝากทุกคนบนยอดเขาด้วย”
หญิงสาวรอบโต๊ะชะงัก ก่อนหันมามองทั้งสามพร้อมกัน
ไป๋หลิงรีบถามขึ้น
“สามี แล้วพวกเราเล่า?”
ยูรันมองนางอย่างแปลกใจ
“หืม? นี่เป็นการออกไปเดินเล่นระหว่างมารดากับบุตรชาย คนอื่นไม่เกี่ยวสิ”
“……”
ลู่ชิงถานรีบยกมือขึ้น
“ตะ...แต่ว่าข้าเองก็เป็นบุตรสาวเหมือนกันนะเจ้าคะ!”
ลู่เหยียนหนิงหันไปมองนาง ก่อนตอบอย่างไม่ลังเล
“ชิงถานอยู่ที่นี่แหละดีแล้ว ช่วยดูแลท่านอ๋องหมิงแทนแม่ด้วย”
ลู่ชิงถานแข็งค้าง
“ท่านแม่...”
ไป๋จิ้งเหวินรีบพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ แม่เองก็คิดเช่นนั้น”
จากนั้นนางจึงหันไปหาไป๋หลิงซึ่งกำลังเตรียมลุกจากเก้าอี้
“หลิงเอ๋อร์เองก็อยู่ที่นี่ดีกว่า”
ไป๋หลิงชะงักกลางท่าทันที
“แต่ท่านแม่ ข้าเป็นบุตรสาวของท่านนะเจ้าคะ”
“แม่รู้”
“แล้วเหตุใดสามีจึงไปได้ แต่ข้าไปไม่ได้?”
ไป๋จิ้งเหวินตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“เพราะวันนี้แม่อยากเดินเที่ยวกับบุตรชาย ส่วนบุตรสาวเอาไว้วันหลัง”
ลู่ชิงถานกับไป๋หลิงมองหน้ากัน ก่อนรับรู้พร้อมกันว่าตนเองถูกมารดาทอดทิ้งชั่วคราวอย่างสมบูรณ์
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ตกลงตามนี้ พวกเราสามคนออกไปเที่ยว ส่วนคนอื่นอยู่เฝ้าห้อง”
อ๋องหมิงวางชามลง
“เดี๋ยวก่อน เหตุใดทุกคนจึงเอาแต่บอกให้พวกนางดูแลข้า? ข้าไม่ได้พิการเสียหน่อย!”
ยูรันเหลือบมองเขา
“พวกนางไม่ได้ดูแลท่าน”
“แล้วให้พวกนางอยู่กับข้าทำไม?”
“ป้องกันท่านออกไปโดนสาวหลอกเงิน”
หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ยูรันก็พามารดาทั้งสองออกจากห้องไปทันที ทิ้งหญิงสาวที่เหลือเอาไว้ด้านหลังโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดตามไปด้วย
ทันทีที่ประตูปิดลง ลู่ชิงถานก็ทิ้งตัวฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ท่านแม่ทอดทิ้งข้าไปแล้ว...”
นางพึมพำซ้ำไปซ้ำมา ดวงตาไร้ประกาย
“ข้าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่นะ เหตุใดท่านแม่ถึงเลือกท่านพี่แล้วทิ้งข้าเอาไว้เช่นนี้...”
ทางด้านไป๋หลิงเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน นางนั่งห่อเหี่ยวอยู่บนเก้าอี้ ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว
หนานอวี้ขยับเข้ามาตบไหล่นางเบา ๆ
“เอาน่าศิษย์พี่รอง ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ผู้ที่ออกไปด้วยก็ไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย นั่นมารดากับสามีของท่านเองนะ”
ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองนางช้า ๆ
“เจ้าพูดได้สิ เพราะมารดาของเจ้าไม่ได้เลือกสามีแล้วทิ้งเจ้าเอาไว้”
หนานอวี้หัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ศิษย์พี่รอง ท่านลืมไปแล้วหรือ? ข้าไม่มีมารดาสักหน่อย ข้าเป็นเด็กกำพร้า”
“……”
ทั่วทั้งห้องเงียบกริบลงทันที
ไป๋หลิงแข็งค้าง สีหน้าห่อเหี่ยวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิดอย่างรวดเร็ว
“ข้า...ขอโทษ”
หนานอวี้เลิกคิ้ว
“ท่านขอโทษทำไม? ข้าเป็นเด็กกำพร้าจริง ๆ นี่”
“แต่ข้าพูดเหมือนกำลังตอกย้ำเจ้า...”
“ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
หนานอวี้ยักไหล่ ก่อนยิ้มกว้าง
“อย่างน้อยข้าก็ไม่มีวันถูกมารดาทอดทิ้งเพื่อไปเที่ยวกับสามีเหมือนท่าน ฮ่า ๆๆๆ!”
ฉึก!
ไป๋หลิงกุมหน้าอก
ลู่ชิงถานซึ่งนอนฟุบอยู่ข้างกันเองก็กุมหน้าอกตามไปด้วย
ฉึก!
หนานอวี้มองคนทั้งสอง ก่อนหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
“ฮ่า ๆๆๆ! ข้าชนะพวกท่านแล้ว!”
ไป๋หลิงค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมเสียงข้อนิ้วดังกร๊อบ
“ดูเหมือนศิษย์น้องของข้าอยากถูกคนที่มีมารดากระทืบสินะ”
หนานอวี้หยุดหัวเราะทันที
“เดี๋ยวก่อนศิษย์พี่รอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันไม่ใช่หรือ?”
หลิงเยวี่ยกวาดตามองความวุ่นวาย ก่อนกล่าวเสียงเย็น
“เลิกตีกันได้แล้ว”
จากนั้นนางจึงลุกขึ้น แล้วหันไปหาเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง
“ไปกันเถอะ พวกเจ้าสองตัว”
เฟิงซูหลานชี้หน้าตนเองอย่างงุนงง
“ไปไหน?”
“ไปตรวจดูรอบนคร แล้วดูว่าไอ้เดรัจฉานนั่นกำลังทำอะไรอยู่”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว
“หลายวันมานี้มันไม่เหลียวแลพวกเจ้าเลยด้วยซ้ำ กลับเอาแต่ไปขลุกอยู่ในหอนางโลมทุกวัน ทั้งยังไม่ยอมไปพบไอ้แก่ตู้ฉางคงอีก”
ฉึก!
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยกมือกุมหน้าอกพร้อมกัน
“เจ้าจำเป็นต้องย้ำเรื่องที่มันไม่เลือกพวกเราด้วยหรือ?”
หลิงเยวี่ยไม่สนใจสีหน้าบาดเจ็บของทั้งสอง
“จากสิ่งที่รันเอ๋อร์สืบมา พวกมันวางแผนจับผู้บำเพ็ญระดับหลอมสุญญตาไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์”
นางจ้องสหายทั้งสองด้วยแววตาจริงจัง
“พวกเจ้าเองก็ถูกหมายหัวเช่นกัน หากพวกเจ้าไม่ออกไปตรวจสอบด้วย แล้วจะให้ผู้ใดไป?”
เฟิงซูหลานลดมือลง ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว ไปก็ไป”
เหอหว่านชิงพยักหน้า
“พวกเราจะแยกกันตรวจสอบ หรือไปด้วยกัน?”
“ไปด้วยกัน”
หลิงเยวี่ยตอบทันที
“ไม่ว่าเจอสิ่งใด ห้ามแยกจากกันเด็ดขาด”
เฟิงซูหลานยิ้มมุมปาก
“แหม เป็นห่วงพวกเราก็บอกมาตรง ๆ สิ แม่ภูเขาน้ำแข็ง”
เพียะ!
“ข้ายังพูดไม่ทันจบเลยนะ!”