คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 339 อืม...ข้าลืมอะไรไปสักอย่าง มันสำคัญมากซะด้วย7,731 ตัวอักษร

ตอนที่ 339 อืม...ข้าลืมอะไรไปสักอย่าง มันสำคัญมากซะด้วย

ตกเย็น

ตลอดทั้งวัน ยูรันพามารดาทั้งสองเดินเที่ยวไปทั่วนครหลวงเทียนอู่ ทั้งแวะชมร้านค้า เลือกซื้อของฝาก และชิมอาหารตามแผงต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน

ทว่าตลอดเส้นทางกลับมีหญิงสาวจากสำนักต่าง ๆ แวะเวียนเข้ามาทักทายไม่ขาดสาย

บ้างเข้ามาสอบถามชื่อ บ้างนำขนมหรือของฝากมามอบให้ แม้บางคนจะทำทีเป็นเดินเข้ามาขอคำชี้แนะเรื่องการบำเพ็ญ แต่ดวงตากลับเอาแต่จ้องใบหน้าของยูรันไม่ยอมละไปไหน

หลังหญิงสาวกลุ่มล่าสุดเดินจากไป ไป๋จิ้งเหวินก็ยกมือปิดปากหัวเราะ

“ลูกชายของแม่นี่มีคนชื่นชอบมากเหมือนกันนะ”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างภูมิใจ

“ช่วยไม่ได้ รันเอ๋อร์ของพวกเราทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจถึงเพียงนี้ จะไม่มีผู้ใดสนใจได้อย่างไร?”

ยูรันมองของฝากซึ่งกองเต็มสองแขน ก่อนถอนหายใจ

“ข้าว่าพวกนางสนใจหน้าตาข้ามากกว่าความเก่งกาจนะ”

ไป๋จิ้งเหวินยิ้มกว้างขึ้น

“อย่างนั้นก็ยิ่งดี แสดงว่าลูกชายของแม่หล่อเหลาจนผู้คนมองเห็นได้ตั้งแต่ไกล”

ยูรันมองตามหญิงสาวกลุ่มนั้นจากไป ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะค่อย ๆ จางลง

“เอาเถอะ เข้าเรื่องกันดีกว่า”

เขาเงยหน้ามองกระแสพลังซึ่งไหลเวียนอยู่ทั่วนครหลวง ก่อนหันไปหาไป๋จิ้งเหวิน

“ท่านแม่ไป๋มองเห็นเหมือนข้าหรือเปล่า? การไหลเวียนของพลังรอบนครน่ะ”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า ก่อนเปิดใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ตรวจสอบอีกครั้ง

“เห็น แม่ลองใช้เนตรดูมาตลอดทางแล้ว”

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ทุกอย่างดูสมดุลและเป็นปกติอย่างยิ่ง ไม่มีจุดใดผิดแปลกเลย”

ยูรันส่ายหน้า

“นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่ปกติ”

ไป๋จิ้งเหวินหันมามองเขา

“หมายความว่าอย่างไร?”

“ธรรมชาติควรไหลเวียนจนดูคล้ายสมดุล แต่ไม่มีทางสมดุลอย่างสมบูรณ์ได้”

ยูรันชี้ไปยังสระน้ำข้างทาง

“ลองดูผิวน้ำนั่นสิ เมื่อมองจากด้านบน มันทั้งสงบนิ่งและราบเรียบ”

“แต่ใต้ผิวน้ำอาจมีกระแสน้ำ แผ่นดินไหว คลื่นใต้น้ำ หรือแม้แต่อุณหภูมิที่แตกต่างกัน ไม่มีผู้ใดรู้ว่าด้านล่างเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง”

เขาเงยหน้ามองนครหลวงทั้งเมืองอีกครั้ง แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง

“พลังธรรมชาติก็เหมือนกัน มันควรมีทั้งจุดที่หนาแน่น เบาบาง ปั่นป่วน หรือไหลติดขัดบ้าง”

“หากท่านแม่มองเห็นว่าทุกอย่างสมดุลจนไร้ตำหนิ นั่นแสดงว่ามันผิดปกติอย่างร้ายแรง”

ไป๋จิ้งเหวินกวาดสายตามองรอบนครอีกครั้ง สีหน้าค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น

ยูรันหรี่ตาลง

“เพราะข้าเองก็มองเห็นเหมือนท่านแม่”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงต่ำ

“มีบางสิ่งกำลังบังคับให้พลังทุกอย่างดูเป็นปกติ หรือไม่ก็มีผู้ใดสร้างภาพลวงขนาดมหึมาขึ้นมาปิดบังสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้”

ลู่เหยียนหนิงมองสีหน้าเคร่งเครียดของทั้งสอง ก่อนถามด้วยความกังวล

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”

ยูรันไม่ได้ตอบทันที เขากลับหันมองของฝากมากมายในมือของมารดาทั้งสอง

“วันนี้ท่านแม่พอใจแล้วหรือยัง?”

ลู่เหยียนหนิงชะงัก

“หืม?”

“หากพวกท่านเที่ยวจนพอใจแล้ว พวกเราก็กลับกันเถอะ”

ยูรันหันกลับไปมองนครหลวงอีกครั้ง

“ข้าจะเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป รอต่อไปเช่นนี้ไม่มีความหมายแล้ว”

ไป๋จิ้งเหวินหรี่ตาลง

“หมายความว่าเจ้าวางแผนจะเป็นฝ่ายลงมือก่อนหรือ?”

“อืม ในเมื่อพวกมันทำให้ทุกอย่างดูสงบนิ่ง ข้าก็จะลองโยนก้อนหินลงไป แล้วดูว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำบ้าง”

ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ไม่รู้ว่าศิษย์พี่เย่ผู้มากความสามารถของพวกเรา กำลังเตรียมเรื่องโง่อะไรอยู่อีก”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า ก่อนคล้องแขนเขาเอาไว้

“แม่พอใจแล้ว วันนี้สนุกมาก พวกเรากลับกันเถอะ”

ไป๋จิ้งเหวินเข้ามาคล้องแขนอีกข้าง

“แม่ก็พอใจแล้วเช่นกัน”

ยูรันมองแขนทั้งสองข้างซึ่งถูกมารดายึดครอง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“ถ้าเช่นนั้นกลับกัน”

เขาประสานมุทราด้วยมือข้างเดียว

“เทพนภาเหิน”

พรึ่บ!

ยูรันพามารดาทั้งสองกลับมาปรากฏตัวกลางห้อง ก่อนกวาดตามองผู้คนรอบข้างเพียงครั้งเดียว

“อาจารย์ไปไหน?”

โม่ชิงเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย

“กลับมาถึงก็ถามหาอาจารย์ทันทีเลยน้า สามีคิดถึงนางหรือ?”

ยูรันหันไปมองนาง สีหน้าไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย

“ข้าถามว่าอาจารย์ไปไหน และออกไปนานเท่าไรแล้ว?”

รอยยิ้มของโม่ชิงเฟิงค่อย ๆ จางลง

มู่เสวี่ยหนิงรีบตอบ

“พี่หญิงหลิงเยวี่ยออกไปพร้อมผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วเจ้าค่ะ จนถึงตอนนี้ยังไม่กลับ...”

เซี่ยเยว่หลีซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่างพลันขมวดคิ้ว

“แปลก”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

“ตลอดสามวันที่ผ่านมา พี่หญิงหลิงเยวี่ยออกไปตรวจสอบแล้วกลับมาช่วงเที่ยงทุกวัน”

นางมองท้องฟ้าด้านนอกซึ่งเริ่มมืดลง

“วันนี้นางเพียงพาป้าสองคนนั้นไปด้วย ต่อให้เสียเวลามากขึ้นเล็กน้อย ก็ควรกลับมาในเวลาใกล้เคียงเดิม ไม่น่าล่าช้าจนถึงตอนเย็นเช่นนี้”

ยูรันนิ่งเงียบไปทันที

สายตาของเขากวาดมองกระแสพลังรอบนครอีกครั้ง ความสมดุลอันสมบูรณ์แบบซึ่งเมื่อครู่ยังดูสงบนิ่ง บัดนี้กลับยิ่งทำให้รู้สึกผิดปกติ

[อืม...เริ่มมีปัญหาแล้ว]

เขาหันกลับมาหาทุกคน

“ก่อนออกไป อาจารย์ได้บอกหรือไม่ว่าจะตรวจสอบบริเวณใดเป็นพิเศษ?”

มู่หรงฉินส่ายหน้า

“นางไม่ได้บอกเอาไว้เจ้าค่ะ ข้าได้ยินเพียงว่าจะออกไปตรวจสอบบริเวณแถว ๆ นี้เท่านั้น”

ทุกคนภายในห้องต่างพยายามนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ช่วงเช้า

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“พี่สาวจำได้เพียงว่าอาจารย์บอกว่าจะออกไปดูว่าศิษย์น้องเย่กำลังทำอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปทางใด”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“ข้าเองก็ไม่ได้ยินสถานที่แน่ชัด”

หนานอวี้ยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“ข้าได้ยินเพียงคำว่าไปตรวจสอบรอบ ๆ นครเท่านั้น”

หลานชิงอวี้กับเซี่ยเยว่หลีมองหน้ากัน ก่อนส่ายหน้าพร้อมกัน

ไม่ว่าผู้ใดจะพยายามนึกอย่างไร ก็ไม่มีใครจำได้ว่าหลิงเยวี่ยเคยเอ่ยถึงจุดหมายปลายทาง

ยูรันยกมือขึ้นลูบคาง ก่อนพึมพำกับตนเอง

“อืม...ที่ใดกันนะ?”

เขาเริ่มไล่ความเป็นไปได้ทีละอย่าง

“ใต้ดิน? แดนลับ? ห้องลับ หรือมิติที่ถูกแยกออกไป?”

ยูรันยกมือขึ้นแตะบริเวณดวงตาของตนเอง

“แต่ไม่น่าจะมีสิ่งใดหลุดรอดจากเนตรคู่นี้ไปได้”

สายตาของเขาเลื่อนไปยังนครหลวงด้านนอกอีกครั้ง

“ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ข้าตรวจสอบแทบทุกพื้นที่ในรัศมีสองร้อยลี้แล้ว ต่อให้ซ่อนอยู่ใต้ดินหรือปิดบังด้วยค่ายกล อย่างน้อยข้าก็ควรเห็นร่องรอยบางอย่าง”

ไป๋จิ้งเหวินพลันนึกถึงการไหลเวียนของพลังอันสมบูรณ์แบบซึ่งทั้งสองเพิ่งพบเห็น

“เว้นเสียแต่ว่า สิ่งที่พวกเรามองเห็นจะถูกทำให้ดูเป็นปกติตั้งแต่แรก”

ยูรันหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจยาว

“แม้ว่าตอนนี้ข้าจะอยากหาใครสักคนมารองรับอารมณ์ แต่ทำเช่นนั้นก็ดูไม่เป็นผู้ใหญ่เท่าไร”

เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ทั้งหมดก็ถูกเก็บซ่อนเอาไว้จนหมด เหลือเพียงความสงบนิ่งและเยือกเย็น

“แบ่งกำลังออกเป็นสามส่วน แยกกันไปค้นหา”

ทุกคนเตรียมลุกขึ้นทันที ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อ

“ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่”

“ห๊ะ?”

สายตาทุกคู่หันกลับมามองเขาพร้อมกัน

“รีบไปสิ ข้าจะตรวจสอบกระแสพลังจากที่นี่เอง"

ทุกคนมองหน้ากัน ก่อนยูรันจะแบ่งกำลังออกเป็นห้ากลุ่ม กลุ่มละสามคน

“กลุ่มแรก ท่านอ๋องหมิง หลานอิง และเยว่หลี ไปตรวจสอบเขตตะวันออกกับหอนางโลม”

“กลุ่มที่สอง ท่านแม่ไป๋ หลิงเอ๋อร์ และเสวี่ยหนิง ตรวจสอบเขตเหนือกับบริเวณสนามประลอง”

“กลุ่มที่สาม ท่านแม่ลู่ อวี้เอ๋อร์ และชิงถาน ตรวจสอบเขตใต้กับพื้นที่นอกกำแพงเมือง”

“กลุ่มที่สี่ เม่ยเหยา อาเจ๊ และซินเยวี่ย ตรวจสอบเขตตะวันตก”

“กลุ่มสุดท้าย จินหยาง จินเยว่ และชิงอวี้ ตรวจสอบตรอกซอกซอย เขตใต้ดิน และสถานที่ซึ่งคนทั่วไปเข้าไม่ถึง”

มู่หรงฉินชี้หน้าตนเอง

“แล้วข้าเล่าเจ้าคะ?”

“เจ้าอยู่ที่นี่กับข้า คอยรับข่าวจากทุกกลุ่ม”

ยูรันโยนศิลาสื่อสารให้นาง

“หากอาจารย์กลับมา หรือกลุ่มใดส่งข่าวมา เจ้าต้องแจ้งข้าทันที”

จากนั้นเขาจึงกวาดตามองทุกคน

“ห้ามแยกออกจากกลุ่มเด็ดขาด หากพบสิ่งผิดปกติให้แจ้งข้าก่อน อย่าลงมือเอง โดยเฉพาะหากพบควันหรือผลึกสีม่วง”

“รีบไป ข้าจะตรวจสอบกระแสพลังจากที่นี่ และเผื่ออาจารย์กลับมาด้วย”

ทั้งห้ากลุ่มพยักหน้ารับ ก่อนแยกย้ายออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงยูรันกับมู่หรงฉินคอยเฝ้ารับข่าวอยู่ด้านใน

มู่หรงฉินมองทุกคนแยกย้ายออกไป ก่อนหันกลับมาหายูรันอย่างลังเล

“ศิษย์พี่ คือว่า...”

ยูรันชี้ไปยังเก้าอี้ข้างหน้าต่าง

“รออยู่ที่นี่แหละ ข้าจะขึ้นไปตรวจดูจากด้านบน”

เขาเดินไปหยุดริมหน้าต่าง ก่อนหันกลับมากำชับ

“หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็เร่งพลังปราณออกมา ข้าจะลงมาทันที”

“แต่ว่า...”

พรึ่บ!

มู่หรงฉินยังไม่ทันกล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายไปจากห้องเสียแล้ว

นางยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“อย่างน้อยก็ฟังข้าให้จบก่อนสิเจ้าคะ...”

ขณะเดียวกัน ยูรันลอยอยู่เหนือท้องฟ้าของนครหลวงเทียนอู่ เสื้อคลุมสีดำพลิ้วไหวไปตามสายลมยามเย็น

ขณะกวาดมองนครหลวงและพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นตรอกซอกซอย อาคาร ค่ายกล ใต้พื้นดิน หรือแม้แต่รอยแยกของมิติ ล้วนปรากฏอยู่ภายในสายตาคู่นั้น

[จากตำแหน่งนี้ ข้าสามารถมองเห็นทุกอย่างในรัศมีสองร้อยลี้...]

ทว่าทุกสิ่งเบื้องล่างกลับยังคงเป็นปกติ

ปกติเกินไป

[แปลก พวกมันใช้วิธีใดกันแน่?]

[ไม่ใช่ว่าข้ามองไม่เห็น...]

[แต่เหมือนข้ากำลังมองข้ามบางสิ่งไป]

ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างผุดขึ้นมาภายในใจ ราวกับคำตอบอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ทว่าเขากลับยังนึกไม่ออก

[อืม...ข้าลืมอะไรไปสักอย่าง มันสำคัญมากซะด้วย]