คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 340 ย่อมได้ ในเมื่อพวกเจ้าอยากรีบตายนัก ข้าก็จะจัดให้7,162 ตัวอักษร

ตอนที่ 340 ย่อมได้ ในเมื่อพวกเจ้าอยากรีบตายนัก ข้าก็จะจัดให้

ตัดกลับมายังหลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิง

ทั้งสามกำลังเดินอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดินเก่าแก่แห่งหนึ่ง เส้นทางเบื้องหน้าทั้งมืดและชื้น ผนังสองข้างเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว แม้บางส่วนจะพังทลายลงมาแล้ว แต่ยังสามารถเดินผ่านไปได้

เฟิงซูหลานมองความมืดเบื้องหน้า ก่อนอดถามไม่ได้

“ลงมาเดินใต้ดินเช่นนี้ พวกเราจะพบสิ่งใดจริงหรือ?”

หลิงเยวี่ยเดินนำโดยไม่หันกลับมา

“ไอ้เดรัจฉานนั่นชอบทำตัวเหมือนหนู หากต้องการซ่อนแผนการชั่วช้า มันก็ต้องเลือกสถานที่เช่นนี้แหละ”

เฟิงซูหลานกระตุกมุมปาก

“ข้าว่าเจ้าหาเหตุผลด่ามันมากกว่า”

เหอหว่านชิงเดินตามหลังสุด นางใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบผนังกับพื้นไปตลอดทาง

“อุโมงค์นี้มีร่องรอยของคนเคยใช้งาน แม้ฝุ่นบนพื้นจะถูกเกลี่ยจนดูเป็นธรรมชาติ แต่บางจุดมีรอยเท้าหลงเหลืออยู่”

หลิงเยวี่ยหยุดมองรอยบนพื้นเพียงครู่เดียว ก่อนเดินต่อ

“เช่นนั้นก็มาถูกทางแล้ว”

เส้นทางใต้ดินซับซ้อนกว่าที่คาดเอาไว้มาก ทุกระยะจะมีทางแยกปรากฏขึ้นสองถึงสามทาง บางเส้นทางเชื่อมเข้าสู่ท่อระบายน้ำเก่า บางเส้นทางกลับทอดลึกลงไปใต้พื้นดินยิ่งกว่าเดิม

ทั้งสามเดินตรวจสอบไปทีละแห่งโดยไม่รีบร้อน

เมื่อพบห้องว่างก็เข้าไปตรวจดู

เมื่อพบทางตันก็ย้อนกลับมาเลือกเส้นทางใหม่

หากเจอร่องรอยค่ายกลหรืออักขระ พวกนางจะหยุดตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่ ก่อนเดินทางต่อ

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดรู้ตัว

เฟิงซูหลานถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรไม่ทราบ

“ข้าเริ่มคิดถึงอาหารของน้องชายแล้วนะ”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองนาง

“หากหิวก็กินเสบียง”

“มันเหมือนกันที่ไหนเล่า?”

เหอหว่านชิงกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“เจ้าเพิ่งกินไปก่อนลงมา”

“เดินมากก็ย่อมหิวเร็วสิ”

หลิงเยวี่ยไม่สนใจเสียงบ่น นางยังคงเดินนำลึกเข้าไปในอุโมงค์อย่างต่อเนื่อง

สามคนเดินผ่านทางแยกแล้วทางแยกเล่า แต่ไม่ว่าจะตรวจสอบละเอียดเพียงใด กลับไม่พบตัวเย่อ้าวเทียน ตู้ฉางคง หรือสิ่งผิดปกติอื่นใดเลย

มีเพียงอุโมงค์อันมืดมิดซึ่งทอดยาวต่อไปอย่างไร้จุดสิ้นสุดเท่านั้น

เฟิงซูหลานเดินตามอยู่พักใหญ่ ก่อนหยุดฝีเท้าแล้วถอนหายใจ

“นี่ หลิงเยวี่ย พวกเราเดินกันมาจนถึงตอนเย็นแล้วนะ”

นางมองอุโมงค์มืดมิดเบื้องหน้าอย่างหมดความอดทน

“ไม่เห็นพบอะไรเลยสักอย่าง ข้าอยากกลับแล้ว ป่านนี้น้องชายคงกลับมาถึงที่พักแล้วกระมัง”

หลิงเยวี่ยหยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมาในทันที

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากกลับ”

น้ำเสียงเย็นชาของนางทำให้เฟิงซูหลานขมวดคิ้ว

เหอหว่านชิงเองก็หยุดฝีเท้าตาม

“หมายความว่าอย่างไร?”

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ หันกลับมา สีหน้าของนางเคร่งเครียดอย่างที่ทั้งสองแทบไม่เคยเห็น

“พวกเราออกไปไม่ได้แล้วต่างหาก”

เฟิงซูหลานชะงักไปชั่วขณะ ก่อนหัวเราะแห้ง ๆ

“อย่าล้อเล่นสิ พวกเราเดินตามเส้นทางเดิมกลับไปก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ข้าลองแล้ว”

หลิงเยวี่ยชี้ไปยังผนังด้านข้าง

บนผนังมีรอยกระบี่เล็ก ๆ รูปจันทร์เสี้ยวสลักเอาไว้ หากไม่ตั้งใจมองแทบไม่มีทางสังเกตเห็น

“ข้าทำเครื่องหมายนี้เอาไว้เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน”

เหอหว่านชิงหันกลับไปมองทางที่พวกนางเพิ่งเดินผ่านมา

“แต่พวกเราเดินตรงมาตลอด...”

“ถูกต้อง”

หลิงเยวี่ยกวาดตามองอุโมงค์รอบตัว

“ไม่ว่าพวกเราจะเลือกทางแยกใด เดินขึ้นหรือลง หรือแม้แต่พังผนังเพื่อสร้างเส้นทางใหม่ สุดท้ายก็จะกลับมาที่จุดนี้เสมอ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิงซูหลานหายไปอย่างสมบูรณ์

นางรีบปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไปตรวจสอบ ทว่าทันทีที่พลังแผ่ไปไกลเกินหนึ่งร้อยจั้ง มันกลับวกกลับมาหานางจากอีกทิศทางหนึ่ง

“เป็นไปได้อย่างไร?”

เหอหว่านชิงทดลองส่งพลังเข้าไปในผนัง สีหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนไปเช่นกัน

“นี่ไม่ใช่อุโมงค์ธรรมดาแล้ว”

หลิงเยวี่ยกำกระบี่ในมือแน่น

“อืม พวกเราเข้าไปอยู่ในบางสิ่งตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ตัว”

นางกวาดตามองทางแยกทั้งสาม ก่อนเลือกเส้นทางซึ่งทอดตรงไปเบื้องหน้า

“ลองเดินต่อไปเรื่อย ๆ ก่อนเถอะ บางทีอาจมีขอบเขตสิ้นสุดอยู่”

ทั้งสามจึงออกเดินอีกครั้ง

คราวนี้พวกนางทำเครื่องหมายเอาไว้ตลอดเส้นทาง ทุกหนึ่งร้อยก้าว หลิงเยวี่ยจะทิ้งรอยกระบี่ไว้บนผนัง ขณะที่เหอหว่านชิงวางเศษผลึกปราณตามจุดเลี้ยว ส่วนเฟิงซูหลานคอยจดจำทิศทางกับจำนวนก้าวทั้งหมด

พวกนางลองเดินตรงโดยไม่เลี้ยว

ลองย้อนกลับไปตามเส้นทางเดิม

ลองเลือกทางแยกคนละด้าน

แม้แต่พังผนังเพื่อเปิดทางใหม่ก็ลองมาแล้ว

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด หลังผ่านไปไม่นาน พวกนางจะกลับมายืนอยู่หน้ารอยกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวแห่งเดิมเสมอ

เฟิงซูหลานมองเครื่องหมายบนผนัง ก่อนยกมือขึ้นขยี้เส้นผมอย่างหงุดหงิด

“นี่มันอะไรกันแน่?”

นางหันกลับไปมองทางที่เพิ่งเดินผ่านมา

“เดินตรงก็แล้ว ถอยหลังก็แล้ว เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ลองมาหมด สุดท้ายกลับมาที่เดิมทุกครั้ง!”

เหอหว่านชิงก้มลงหยิบเศษผลึกปราณซึ่งตนเองวางเอาไว้ก่อนหน้า

“แม้แต่ตำแหน่งของสิ่งของยังไม่เปลี่ยน แสดงว่าพวกเราไม่ได้เห็นภาพลวงตาธรรมดา”

หลิงเยวี่ยใช้ปลายกระบี่ขีดเส้นเพิ่มลงข้างเครื่องหมายเดิม ก่อนกล่าวเสียงเย็น

“และไม่ใช่ค่ายกลเคลื่อนย้ายด้วย ข้าไม่รู้สึกถึงการบิดเบือนของมิติแม้แต่น้อย”

เฟิงซูหลานสูดลมหายใจเข้าลึก

“เช่นนั้นหมายความว่า พวกเราเดินกลับมาที่เดิมด้วยขาของตนเองทุกครั้งหรือ?”

ไม่มีผู้ใดตอบคำถามนั้นได้

หลิงเยวี่ยมองอุโมงค์ซึ่งทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ก่อนออกเดินอีกครั้ง

“รักษาพลังเอาไว้ อย่าเพิ่งโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้า”

“หากมีผู้ใดสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา มันต้องการให้พวกเราเสียแรงและหมดความอดทนก่อนแน่นอน”

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า ๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะแหบพร่าพลันดังก้องขึ้นทั่วอุโมงค์ มันสะท้อนมาจากทุกทิศทางจนไม่อาจระบุตำแหน่งต้นกำเนิดได้

“ไม่คิดเลยว่าธิดาจันทราผู้เลื่องชื่อจะตกต่ำถึงเพียงนี้ ตบะเหลือเพียงระดับสร้างรากฐาน ทั้งยังไม่อาจฟื้นฟูได้อีก!”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

“เดิมทีข้าตั้งใจหาวิธีล่อเจ้าออกมา แต่เจ้ากลับเดินเข้ามาด้วยตนเองเสียอย่างนั้น”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

“ต้องขอบใจเจ้ามากนะ หลิงเยวี่ย!”

เฟิงซูหลานชักอาวุธออกมา ก่อนกวาดตามองอุโมงค์รอบตัว

“ใคร? ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”

หลิงเยวี่ยกลับยืนนิ่ง แววตาค่อย ๆ เย็นเยียบลง

“เสียงนี้...ตู้ฉางคงสินะ”

“แหม ๆๆ ไม่คิดว่าเจ้าจะยังจำข้าได้อยู่”

น้ำเสียงของตู้ฉางคงแฝงความยินดีอย่างวิปริต

“ประหลาดใจหรือไม่? ข้าอุตส่าห์เตรียมการทั้งหมดนี้มาหลายปี”

“และในวันนี้ ร่างกายของเจ้าจะตกเป็นของพวกเรา!”

หลิงเยวี่ยแค่นเสียง

“หึ ไอ้แก่ เพียงเพราะข้าปฏิเสธเจ้าไปครั้งเดียว ถึงกับเก็บความแค้นเอาไว้นานขนาดนี้”

นางยกกระบี่ขึ้นช้า ๆ

“น่าสมเพช”

เฟิงซูหลานหันขวับมามองนาง

“เดี๋ยวก่อน มันเคยมาสารภาพรักกับเจ้าด้วยหรือ?”

“หึ เรื่องนั้นผ่านไปนานแล้ว!”

เสียงของตู้ฉางคงดังแทรกขึ้นทันที

“ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับความรักใคร่อีกต่อไป ข้าต้องการเพียงร่างกายของนางเท่านั้น!”

เฟิงซูหลานเลิกคิ้ว ก่อนแสยะยิ้มออกมา

“ไอ้แก่ เช่นนั้นคงต้องเสียใจด้วยนะ”

นางเดินไปตบไหล่หลิงเยวี่ย แล้วกล่าวเสียงดังโดยไม่สนใจสายตาเย็นเยียบซึ่งกำลังจ้องมา

“เพราะร่างกายนี้มีคนจองเอาไว้แล้ว!”

“……”

หลิงเยวี่ยหันขวับ

“เฟิงซูหลาน!”

เฟิงซูหลานไม่สนใจ นางยังคงตะโกนเข้าไปในความมืด

“แกน่าจะรู้จักเขาดีนี่ เด็กที่ชื่อยูรันอย่างไรเล่า!”

นางยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

“อยู่สำนักเดียวกันแท้ ๆ อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักกัน?”

อุโมงค์ทั้งสายพลันตกอยู่ในความเงียบงัน

เหอหว่านชิงเหลือบมองใบหูแดงก่ำของหลิงเยวี่ย ก่อนพยักหน้าอย่างสงบ

“ดูเหมือนจะมีคนจองเอาไว้จริง ๆ”

“โอ้ ๆ ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้อยู่สินะ”

เสียงของตู้ฉางคงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

“แหม ๆ เจ้าเด็กนั่นคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองแล้วละ ฮ่า ๆๆๆ!”

หลิงเยวี่ยกำกระบี่แน่นขึ้น ทว่าอีกฝ่ายยังคงกล่าวต่ออย่างได้ใจ

“ข้าเตรียมบางสิ่งเอาไว้ต้อนรับพวกเจ้าโดยเฉพาะ กว่าจะได้มันมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”

น้ำเสียงของมันลดต่ำลง ก่อนหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง

“แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับมหายานก็ไม่อาจต่อกรกับมันได้!”

“แต่พวกข้ามีวิธีพิเศษสำหรับควบคุมมัน ตอนนี้เย่อ้าวเทียนกำลังหลอกล่อพวกยูรันอยู่ ไอ้หนูนั่นมันคงไม่มาที่นี่ได้ง่าย ๆ หรอก”

“คิดไม่ถึงสินะ!”

เฟิงซูหลานตะโกนสวนทันที

“พูดมากเหม็นขี้ฟัน ไสหัวออกมาสิวะ!”

“ย่อมได้ ในเมื่อพวกเจ้าอยากรีบตายนัก ข้าก็จะจัดให้”

เสียงของตู้ฉางคงแฝงความหื่นกระหายอย่างไม่คิดปิดบัง

“ไหน ๆ พวกแกสองตัวเองก็เป็นสาวงามไม่แพ้กัน ข้าขอร่างกายของพวกแกไปด้วยเลยแล้วกัน”

“ได้ครอบครองพร้อมกันทั้งสามคน ข้าคงขึ้นสวรรค์แน่ ฮ่า ๆๆๆ!”