คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 341 มาดูกันว่าเป็นระดับไหน7,475 ตัวอักษร

ตอนที่ 341 มาดูกันว่าเป็นระดับไหน

มันหัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“ส่วนวิญญาณทารกกับทะเลความรู้ของพวกแก ข้าจะนำไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์ ด้วยพลังเหล่านั้น ข้าจะได้ทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมสุญญตาเสียที!”

“ฮ่า ๆๆๆๆๆ!”

เป๊าะ!

เสียงดีดนิ้วดังขึ้น

แสงสว่างเจิดจ้าพลันปะทุออกมาทั่วอุโมงค์ จนหญิงสาวทั้งสามต้องยกมือขึ้นบังสายตา

วาบ!

เมื่อแสงสว่างจางลง อุโมงค์ใต้ดินก็หายไปแล้ว

หลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงกลับมายืนอยู่กลางพื้นที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไม่พบทางออก ทั้งภูมิประเทศและท้องฟ้าล้วนแปลกตา ไม่คล้ายสถานที่ใดในนครหลวงเทียนอู่

หลิงเยวี่ยกวาดตามองรอบตัว

“นี่มันที่ใด?”

เฟิงซูหลานล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา

“ไม่เป็นไร ข้ามีไพ่ตายอยู่”

นางมองของวิเศษในมือด้วยความเสียดาย

“เป็นสมบัติใช้แล้วทิ้งซึ่งสามารถพาพวกเราหลบหนีออกไปได้หนึ่งครั้งโดยไม่มีเงื่อนไข เสียดายของชะมัด แต่ตอนนี้คงต้องใช้แล้ว”

เสียงของตู้ฉางคงดังขึ้นอีกครั้ง

“ไร้สาระ!”

“ที่แห่งนี้ไม่เหมือนมิติใดซึ่งพวกเจ้าเคยรู้จัก มันถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ภายในโลกเดิม”

มันหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ

“พูดไปพวกแกก็คงไม่เข้าใจ ดูเอาเองให้เต็มตาเถอะ!”

ครืน!

เสียงพลังปราณปะทุดังขึ้นเหนือท้องฟ้า

ร่างของตู้ฉางคงปรากฏขึ้นเป็นคนแรก ก่อนเงาร่างอีกสามสิบคนจะทยอยปรากฏรอบตัวมัน ทุกคนต่างแผ่กลิ่นอายระดับแปลงเทพขั้นต้นออกมา ทั้งยังถือของวิเศษซึ่งเชื่อมโยงพลังเข้าหากันจนกลายเป็นค่ายกลขนาดมหึมา

“ฮ่า ๆๆๆ! ข้าเตรียมทั้งหมดนี้เอาไว้ต้อนรับพวกเจ้าโดยเฉพาะ!”

ตู้ฉางคงกางแขนออก

“ผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพขั้นต้นสามสิบคนพร้อมของวิเศษ บวกกับข้าซึ่งอยู่ครึ่งก้าวสู่ระดับหลอมสุญญตา!”

สายตาของมันกวาดผ่านหญิงสาวทั้งสาม

“ฝ่ายพวกแกมีเพียงหลอมสุญญตาขั้นกลางสองคน กับธิดาจันทราผู้อ่อนปวกเปียกซึ่งเหลือตบะแค่สร้างรากฐาน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของมันบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม

“พวกแกจะเอาอะไรไปชนะข้า?”

หลิงเยวี่ยมองศัตรูซึ่งล้อมอยู่บนท้องฟ้า ก่อนแค่นเสียงอย่างดูแคลน

“หึ แค่สามสิบคน”

ตู้ฉางคงชะงักไปเล็กน้อย

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

หลิงเยวี่ยไม่ตอบ นางเพียงยกกระบี่ขึ้น ก่อนปลดการปิดบังตบะซึ่งรักษามานานออกอย่างสมบูรณ์

ครืน!

พลังระดับหลอมสุญญตาขั้นกลางระเบิดออกจากร่างของนาง คลื่นพลังอันรุนแรงกวาดกระจายไปทั่วพื้นที่ จนผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพหลายคนถูกบังคับให้ถอยหลังพร้อมกัน

พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของหลิงเยวี่ยแตกร้าว ขณะที่กลิ่นอายอันเย็นเยียบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

นางสะบัดกระบี่หนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ดูเหมือนข้าจะคิดถูกจริง ๆ ที่อุตส่าห์แกล้งตบะถดถอยมาตั้งนาน”

ดวงตาของตู้ฉางคงเบิกกว้าง

“อะไรนะ? เจ้ากำลังแกล้งทำมาตลอดอย่างนั้นหรือ?!”

ทว่าหลังจากตกตะลึงเพียงชั่วครู่ สีหน้าของมันก็กลับมาบิดเบี้ยวอีกครั้ง

“แล้วมันจะอย่างไรวะ!”

ตู้ฉางคงกางแขน ก่อนเร่งพลังของค่ายกลจนสุดกำลัง

“ต่อให้มีผู้บำเพ็ญระดับหลอมสุญญตาขั้นกลางเพิ่มขึ้นมาอีกคน ผลลัพธ์ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรอก!”

เฟิงซูหลานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ

“เฮ้ย ๆๆ ไอ้แก่”

นางเปิดแหวนมิติ ก่อนของวิเศษหลายชิ้นจะลอยออกมารอบกาย แต่ละชิ้นต่างปลดปล่อยกลิ่นอายรุนแรงจนพื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือน

“คงไม่ได้คิดจริง ๆ หรอกนะว่า มีเพียงพวกแกที่เตรียมของวิเศษมา?”

เหอหว่านชิงเองก็หยิบสมบัติป้องกันกับอาวุธออกมา นางสะบัดแขนเสื้อ ก่อนม่านพลังหลายชั้นจะกางออกล้อมรอบหญิงสาวทั้งสาม

“หึ อ่อนหัดนัก”

นางยกมือขึ้นกวักเรียก

“เข้ามา!”

“ฆ่าพวกมัน!”

ตู้ฉางคงคำรามลั่น

ผู้บำเพ็ญระดับแปลงเทพทั้งสามสิบคนเร่งพลังพร้อมกัน ของวิเศษเหนือศีรษะแต่ละคนเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนการโจมตีนับสิบจะพุ่งลงมาจากทุกทิศทาง

หลิงเยวี่ยฟันกระบี่ออกไปทันที

ฉัวะ!

คมกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวขนาดมหึมากวาดผ่านท้องฟ้า ทำลายการโจมตีเบื้องหน้าจนแตกกระจาย ก่อนพุ่งเข้าปะทะม่านค่ายกลเสียงดังสนั่น

ตู้ม!

ในเวลาเดียวกัน เฟิงซูหลานทะยานขึ้นไปบนฟ้าแล้วซัดพลังใส่ศัตรูด้านซ้ายอย่างบ้าคลั่ง ส่วนเหอหว่านชิงควบคุมของวิเศษหลายชิ้น ป้องกันการโจมตีจากด้านหลังพร้อมสวนกลับโดยไม่เปิดช่องว่าง

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

พลังปราณปะทะกันอย่างต่อเนื่องจนพื้นดินพังทลาย ท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงจากวิชาและของวิเศษนับไม่ถ้วน

จากการต่อสู้สามต่อสามสิบเอ็ด ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจก็กลายเป็นการตะลุมบอนครั้งใหญ่ซึ่งแยกไม่ออกแล้วว่าการโจมตีใดมาจากผู้ใด

เฟิงซูหลานหัวเราะลั่น ขณะซัดผู้บำเพ็ญแปลงเทพคนหนึ่งกระเด็นออกจากค่ายกล

“ฮ่า ๆๆ! ไหนว่าพวกข้าชนะไม่ได้อย่างไรเล่า!”

ตู้ฉางคงกัดฟัน ก่อนตะโกนสั่งคนที่เหลือ

“รักษาค่ายกลเอาไว้! พวกนางมีเพียงสามคน ใช้ของวิเศษถ่วงจนพลังหมด แล้วจับเป็นทั้งหมด!”

ตัดกลับมายังนครหลวงเทียนอู่

ยูรันกวาดสายตามองพื้นที่ในรัศมีสองร้อยลี้ซ้ำอีกครั้ง แต่ยังคงไม่พบร่องรอยผิดปกติแม้แต่น้อย

“กลับลงไปก่อนแล้วกัน”

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายไปจากท้องฟ้า ก่อนกลับมาปรากฏตัวภายในห้องพักอีกครั้ง

มู่หรงฉินซึ่งนั่งเฝ้าศิลาสื่อสารอยู่รีบลุกขึ้นทันที

ยูรันถามโดยไม่เสียเวลา

“มีผู้ใดส่งข่าวอะไรกลับมาบ้างหรือไม่?”

มู่หรงฉินส่ายหน้า

“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ ทั้งห้ากลุ่มยังไม่มีผู้ใดพบเบาะแส”

ยูรันขมวดคิ้ว ก่อนมองท้องฟ้าด้านนอกซึ่งมืดลงเรื่อย ๆ

“เรียกทุกคนกลับมา”

“ไม่ค้นหาต่อแล้วหรือเจ้าคะ?”

“ไม่จำเป็น”

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

“ให้ทุกคนกลับมาเดี๋ยวนี้”

มู่หรงฉินพยักหน้า ก่อนรีบส่งพลังเข้าไปในศิลาสื่อสาร ติดต่อทุกกลุ่มพร้อมกันทันที

ไม่นานนัก ทั้งห้ากลุ่มก็ทยอยกลับมารวมตัวกันภายในห้องจนครบ

ไป๋จิ้งเหวินมองท้องฟ้าด้านนอก ก่อนกล่าวด้วยสีหน้ากังวล

“นี่ก็เลยยามสามมาแล้วนะ ทางฝั่งแม่ไม่พบสิ่งใดเลย แม้แต่ร่องรอยพลังของหลิงเยวี่ยก็ไม่มี”

ยูรันพยักหน้า ก่อนมองไปยังคนอื่น

"เป็นยังไงบ้าง"

อ๋องหมิงกล่าวเป็นคนแรก

“เขตตะวันออกไม่มีร่องรอยของคนทั้งสาม”

หนานอวี้ส่ายหน้า

“เขตใต้กับนอกกำแพงเมืองก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ”

ซูเม่ยเหยากล่าวต่อ

“ฝั่งตะวันตกไม่มีเบาะแสเช่นกัน”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่มองหน้ากัน

“พวกเราตรวจสอบเส้นทางใต้ดินกับตรอกทั้งหมดแล้ว แต่ไม่พบพวกนางเจ้าค่ะ”

เมื่อทุกคนรายงานจบ ยูรันกลับไม่ได้แสดงความผิดหวัง เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ไม่พบก็ไม่เป็นไร”

จากนั้นเขาจึงหันไปหาอ๋องหมิง

“ท่านอ๋อง เตรียมอพยพผู้คนเถอะ”

อ๋องหมิงชะงัก

“อพยพ? เพราะเหตุใด?”

ยูรันหันไปมองนครหลวงด้านนอก

“มันกำลังมา”

บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบสงัด

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อีกไม่นาน ให้ทุกคนเกาะกลุ่มกันเอาไว้แล้วไปกับท่านอ๋อง ห้ามแยกออกจากกันเด็ดขาด”

อ๋องหมิงมองสีหน้าของเขา ก่อนพยักหน้าโดยไม่ถามอะไรต่อ

“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเตรียมการทันที”

เขาหันไปหาเซี่ยหลานอิง

“หลานอิง ไปกับข้า”

เซี่ยหลานอิงลังเลเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็พยักหน้ารับ

ลู่เหยียนหนิงรีบจับแขนยูรันเอาไว้

“แล้วเจ้าเล่า รันเอ๋อร์?”

ยูรันตบหลังมือนางเบา ๆ

“ข้าจะรออยู่ที่นี่”

“รอสิ่งใด?”

ยูรันยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง

กระแสพลังซึ่งเคยสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบเริ่มสั่นไหวอย่างแผ่วเบา ราวกับผิวน้ำอันสงบนิ่งกำลังถูกบางสิ่งดันขึ้นมาจากเบื้องล่าง

“อีกไม่นานมันจะปรากฏตัวออกมาแล้ว”

ทุกคนรีบเก็บของจำเป็น ก่อนออกจากห้องไปพร้อมอ๋องหมิง แม้หลายคนจะไม่เต็มใจทิ้งยูรันเอาไว้เพียงลำพัง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งในสถานการณ์เช่นนี้

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงหันกลับมามองบุตรชายหลายครั้ง

“รันเอ๋อร์ เจ้าต้องตามมานะ”

ยูรันพยักหน้า

“วางใจเถอะท่านแม่ ข้าตามไปแน่นอน”

อ๋องหมิงนำทุกคนออกจากที่พัก ก่อนเหาะขึ้นไปเหนือใจกลางนครหลวง เขาหยิบตราประจำราชวงศ์ออกมาแล้วส่งพลังปราณเข้าไปทันที

ครืน!

แสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนเสียงประกาศซึ่งอัดแน่นด้วยพลังปราณจะดังก้องไปทั่วนครหลวงเทียนอู่

“ประกาศฉุกเฉินจากราชวงศ์!”

“ให้ทุกสำนักและประชาชนทั้งหมดอพยพออกจากนครทันที! ไปตามทางที่ทหารจัดไว้ห้ามแตกแถว”

“ห้ามแยกกลุ่ม ห้ามย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน และห้ามขัดขืนคำสั่ง!”

เสียงประกาศดังซ้ำไปซ้ำมา ขณะที่ระฆังเตือนภัยทั่วนครถูกตีขึ้นพร้อมกัน

กังวาน! กังวาน! กังวาน!

ความเงียบสงบยามค่ำคืนพังทลายลงในพริบตา

เหล่าผู้อาวุโสจากแต่ละสำนักรีบรวบรวมศิษย์ของตน ประชาชนหลั่งไหลออกจากอาคาร ขณะที่ทหารประจำเมืองเปิดเส้นทางอพยพทุกทิศทาง

เสียงตะโกน เสียงฝีเท้า และเสียงของวิเศษเหาะเหินดังระงมไปทั่วทั้งนคร

แม้ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อเห็นอ๋องหมิงกับองค์รัชทายาทเป็นผู้นำการอพยพด้วยตนเอง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้าอีก

ภายในเวลาไม่นาน ถนนทุกสายก็เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังมุ่งหน้าออกจากเมือง

ส่วนยูรันยังคงยืนอยู่เพียงลำพังภายในห้องพัก

เขามองคลื่นผู้คนซึ่งกำลังอพยพออกไป ก่อนเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดมิด

กระแสพลังเหนือเมืองเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ยูรันหรี่ตาลง

“มาดูกันว่าเป็นระดับไหน”