คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 342 แล้วจะโทษผู้ใดได้อีกเล่า7,362 ตัวอักษร

ตอนที่ 342 แล้วจะโทษผู้ใดได้อีกเล่า

ฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลออกจากนครหลวงเทียนอู่ จนกระทั่งเคลื่อนพ้นกำแพงเมืองมาได้ระยะหนึ่ง

เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์จากสำนักต่าง ๆ กระจายกำลังคุ้มกันอยู่รอบขบวน ขณะที่ทหารของราชวงศ์เร่งจัดระเบียบเส้นทาง ป้องกันไม่ให้ผู้คนเบียดเสียดหรือแตกกลุ่ม

ทั้งคนธรรมดาและผู้บำเพ็ญต่างเต็มไปด้วยความสับสน

เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วขบวนอย่างไม่ขาดสาย

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

“อยู่ดี ๆ เหตุใดจึงมีคำสั่งให้อพยพทั้งนคร?”

“หรือว่าจะมีสัตว์อสูรบุก?”

“เป็นไปไม่ได้ รอบนครหลวงมีค่ายกลป้องกันตั้งหลายชั้น ต่อให้เป็นสัตว์อสูรระดับสูงก็ไม่อาจเข้ามาได้ง่าย ๆ”

ผู้บำเพ็ญบางคนหันกลับไปมองนครหลวงซึ่งยังคงสงบนิ่ง ไม่มีทั้งเปลวเพลิง การต่อสู้ หรือกลิ่นอายของศัตรูแม้แต่น้อย

“ข้าไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติเลย พวกเรากำลังหนีอะไรกัน?”

“อย่าบอกนะว่าเป็นเพียงการแจ้งเตือนผิดพลาด?”

คนธรรมดาหลายคนกอดบุตรหลานเอาไว้แน่น บ้างรีบร้อนจนไม่ทันนำสิ่งใดติดตัวออกมา สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น

อ๋องหมิงลอยอยู่เหนือขบวน ก่อนส่งเสียงผ่านพลังปราณอีกครั้ง

“อย่าหยุดเดิน! ทุกคนรักษาระยะห่างและเคลื่อนออกไปให้ไกลจากนครที่สุด!”

เซี่ยหลานอิงกับเหล่าทหารราชวงศ์ช่วยควบคุมขบวน ขณะที่หญิงสาวของยูรันยังคงเกาะกลุ่มกันอย่างแน่นหนาตามคำสั่ง

ไป๋จิ้งเหวินหันกลับไปมองนครหลวงเป็นครั้งแล้วครั้งเล่า

“รันเอ๋อร์ยังอยู่ในนั้น...”

ลู่เหยียนหนิงจับมือนางเอาไว้

“เขารับปากว่าจะตามมา รันเอ๋อร์ไม่เคยผิดคำพูดกับพวกเรา”

แม้นางจะกล่าวเช่นนั้น แต่สายตาของลู่เหยียนหนิงเองก็ไม่เคยละออกจากนครหลวงเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว

เบื้องหลังขบวน เมืองทั้งเมืองยังคงตั้งอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบสงบ

สงบนิ่งเสียจนผิดปกติ

ราวกับกำลังรอคอยให้ผู้คนทั้งหมดออกไป ก่อนบางสิ่งซึ่งซ่อนอยู่ภายในจะเผยตัวออกมาในที่สุด

ภายในนครหลวงเทียนอู่ซึ่งแทบกลายเป็นเมืองร้าง

ยูรันยืนอยู่บนหลังคาสูงเพียงลำพัง สายตากวาดมองถนนอันว่างเปล่าเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง

เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยพลันดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

“ฮ่า ๆๆๆๆๆ!”

เย่อ้าวเทียนปรากฏตัวขึ้นบนอาคารฝั่งตรงข้าม ก่อนชี้กระบี่มายังยูรัน

“ศิษย์น้องของข้า วันนี้แหละจะเป็นวันตายของเจ้า!”

ยูรันยกนิ้วขึ้นแคะหู

“หนวกหูจริง”

เขามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“ต่อไปท่านกำลังรอให้ข้าพูดว่า ‘โอหัง แน่จริงก็เข้ามา’ อะไรทำนองนั้นหรือ?”

เย่อ้าวเทียนชะงักไปเล็กน้อย

ยูรันถอนหายใจ

“เอาละ เลิกพูดจาไร้สาระ แล้วบอกมาได้แล้วว่าท่านเตรียมสิ่งใดเอาไว้”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่อ้าวเทียนบิดเบี้ยวขึ้นอีกครั้ง

“สามตัว”

แววตาของยูรันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ตัวหนึ่งอยู่ที่นี่แล้ว ส่วนอีกตัวอยู่กับอาจารย์ของแก”

“ฮ่า ๆๆๆ!”

ยูรันนิ่งคิดเพียงชั่วขณะ

“ท่านกำลังบอกว่า ตัวสุดท้ายอยู่ทางฝั่งผู้คนซึ่งกำลังอพยพสินะ”

เสียงหัวเราะของเย่อ้าวเทียนหยุดลงทันที

“ฉลาดดีนี่”

“อ๋อ หากไม่โง่เกินไปก็คงเดาได้ไม่ยาก”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ยังจะปากดีอีก!”

“พวกท่านคงใช้วิธีบางอย่างควบคุมพวกมันเอาไว้สินะ”

ยูรันหรี่ตามองความว่างเปล่ารอบตัว

“น่าสนใจ ปกติเรื่องเช่นนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้แท้ ๆ เว้นเสียแต่ว่า พวกมันจะถูกผู้เป็นราชินีทอดทิ้งไปแล้ว”

เย่อ้าวเทียนขมวดคิ้ว

“แกพูดเหมือนรู้จักพวกมันดีเลยนะ”

“ก็ต้องรู้จักสิ”

ยูรันตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ ราวกับกำลังกล่าวเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก

“ข้ากลับมาเกิดใหม่นะ ไม่เช่นนั้นข้าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”

“อะไรนะ?!”

เย่อ้าวเทียนเบิกตากว้าง

“กลับมาเกิดใหม่? แกเป็นใครกันแน่!”

ยูรันยักไหล่

“รู้ไปแล้วได้อะไรขึ้นมา?”

เขายกมือขึ้นกวักเรียก

“อย่างไรวันนี้ท่านก็เตรียมทุกอย่างมาเพื่อฆ่าข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แทนที่จะมัวถามเรื่องอดีตของข้า รีบเอาไพ่ตายของท่านออกมาให้ดูดีกว่า”

ยูรันพลันดีดนิ้ว

“โอ๊ะ เกือบลืม”

เขามองเย่อ้าวเทียน

“แล้วอาจารย์อยู่ที่ใด?”

เย่อ้าวเทียนแสยะยิ้ม

“บอกให้ก็ได้ ในเมื่ออย่างไรแกก็ไม่มีทางช่วยหลิงเยวี่ยได้ทันอยู่แล้ว”

“อ้อ”

ยูรันพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์

“แล้วจะบอกได้หรือยัง?”

รอยยิ้มของเย่อ้าวเทียนแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนมันจะแค่นเสียง

“ผู้อาวุโสตู้ฉางคงเตรียมคนเอาไว้ต้อนรับนางแล้ว”

“สามสิบเอ็ดต่อสาม!”

“แม้แต่เพื่อนทั้งสองของนางก็ไม่มีทางรอด!”

ยูรันเลิกคิ้ว

“อ้อ พวกสวะสามสิบเอ็ดตัวน่ะหรือ? อยู่ระดับใดบ้าง?”

“พวกที่เตรียมไว้ล้วนเป็นระดับแปลงเทพขั้นต้น!”

“กากจริง”

ยูรันตอบทันที

“เหตุใดไม่หาขั้นสูงมาสักสามสิบเอ็ดคนเล่า? อย่างน้อยอาจพอมีโอกาสอยู่บ้าง”

เย่อ้าวเทียนขมวดคิ้ว

“แกพูดอะไรของแก?”

“คนสามสิบเอ็ดคนนั้นไม่มีทางชนะหรอก”

ยูรันยักไหล่

“อาจารย์ไม่ได้บาดเจ็บหรือตบะถดถอยอะไรสักหน่อย นางเพียงแกล้งหลอกพวกโง่มาตลอดเท่านั้นเอง”

“อะไรนะ?!”

เย่อ้าวเทียนเบิกตากว้าง

[บัดซบ! ไม่สิ ยังมีเจ้าตัวนั้นอยู่...หึ!]

มันรีบปรับสีหน้า ก่อนแสยะยิ้มออกมาอีกครั้ง

“แล้วมันจะอย่างไร? ทางฝั่งผู้อาวุโสตู้เองก็มีเจ้าตัวนั้นอยู่หนึ่งตัว”

“ต่อให้นางซ่อนตบะเอาไว้ พวกนางก็ไม่มีทางชนะหรอก!”

“อ๋อ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”

ยูรันพยักหน้าอย่างยอมรับง่ายดาย

“แล้วสรุปว่าพวกนางอยู่ที่ใด?”

“มันคือมิติพิเศษซึ่งยังอยู่ในโลกนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนไม่ได้อยู่ในโลกนี้”

ยูรันลูบคางอย่างใช้ความคิด

“แกหมายถึงโลกเงาจำลองอะไรทำนองนั้นหรือ?”

“วานเดนไรซ์? ไม่สิ ไม่น่าจะใช่ชื่อนี้”

เขาเริ่มไล่ชื่อออกมาทีละอย่าง

“แดนมายาทับฟ้า อนัตตาสถาน ภพซ่อนเงา แดนเซียนไร้รอย เทวาลัยสุญญตา หรือภพซ่อนจิต...”

ยูรันมองอีกฝ่าย

“สักอย่างในนี้ใช่หรือไม่?”

เย่อ้าวเทียนชะงักไป ก่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง

“แกรู้จักด้วยหรือ?”

“ใช่แล้ว มันคือภพซ่อนเงา!”

“ฮ่า ๆๆๆ! ไม่มีทางหนี ไม่มีทางออก ไม่ว่าจะเดินไปทิศใดก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม!”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ทางออกน่ะมี เพียงแต่หาได้ยากเล็กน้อย”

“หากเป็นข้า แค่เดินออกมาก็พอแล้ว สบายยิ่งกว่าเดินเล่นเสียอีก”

เย่อ้าวเทียนหัวเราะเยาะ

“โม้สิ้นดี!”

ยูรันมองมันราวกับกำลังมองคนความจำเสื่อม

“ก็เหมือนตอนที่ข้าเดินผ่านค่ายกลในแดนลับนั่นแหละ ท่านเองก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”

เขาส่ายหน้าอย่างเวทนา

“สงสัยจะลืมไปแล้วจริง ๆ ไม่เช่นนั้นตอนประลองคงไม่ใช้ค่ายกลกักขังกับข้าซ้ำอีกหรอก”

“……”

เย่อ้าวเทียนอ้าปาก แต่กลับหาคำโต้แย้งไม่พบแม้แต่คำเดียว

ยูรันมองเย่อ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“ที่จริงข้าเองก็ไม่ได้รังเกียจท่านหรอกนะ”

เย่อ้าวเทียนชะงักไปเล็กน้อย

“หากพวกเราสามารถเป็นพี่น้องร่วมสำนักที่ดีต่อกันได้ มันก็คงไม่เลว”

ยูรันส่ายหน้าช้า ๆ

“แต่ท่านกลับมัวเมาในพลัง ทั้งยังเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา เห็นผู้ใดเหนือกว่าตนเพียงเล็กน้อยก็ทนไม่ได้ คิดแต่จะแย่งชิงและทำลาย”

“หากท่านไม่ทำตัวเช่นนี้ บางทีหญิงสาวทั้งหมดอาจเป็นของท่านไปแล้วก็ได้ คงไม่ตกมาถึงข้าหรอก”

ใบหน้าของเย่อ้าวเทียนเริ่มบิดเบี้ยว

ยูรันยังกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะตัวท่านเอง”

“พวกนางไม่ได้รังเกียจท่านเพราะข้าแย่งชิงไป แต่รังเกียจเพราะได้เห็นว่าท่านเป็นคนเช่นไรต่างหาก”

เขามองเย่อ้าวเทียนด้วยแววตาสงสารอย่างแท้จริง

“ท่านทำลายทุกสิ่งด้วยมือของตนเองแท้ ๆ แต่กลับเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น”

“น่าสงสารจริง ๆ”

“หุบปาก!”

เย่อ้าวเทียนคำรามลั่น พลังปราณรอบกายระเบิดออกอย่างรุนแรงจนหลังคาใต้ฝ่าเท้าแตกร้าว

“แกแย่งทุกอย่างไปจากข้า แล้วยังกล้าพูดเหมือนสงสารข้าอีกหรือ?!”

ยูรันเอียงคอ

“เห็นไหม จนถึงตอนนี้ท่านก็ยังโทษข้าอยู่เลย”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนมองเย่อ้าวเทียนด้วยความเวทนายิ่งกว่าเดิม

“ขนาดข้านำผู้อาวุโสสาวงามสองคนไปประเคนให้ถึงที่ ท่านยังเอาแต่ระแวงว่าข้าวางแผนอะไรเอาไว้”

เย่อ้าวเทียนชะงัก

“เอาตามจริงนะ วันนั้นข้าไม่ได้วางแผนอะไรเลยแม้แต่น้อย”

ยูรันชี้ไปยังศีรษะของอีกฝ่าย

“แต่ภายในใจของท่านเต็มไปด้วยอคติ คงคิดว่า...”

เขาเลียนแบบน้ำเสียงของเย่อ้าวเทียนอย่างจงใจ

“ไอ้เศษสวะนี่ต้องตั้งใจส่งสาวงามสองคนมาทำให้แผนของข้าล้มเหลวแน่ ๆ!”

เย่อ้าวเทียนแข็งค้างไปทันที

เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากสิ่งที่มันคิดในวันนั้นแม้แต่คำเดียว

ยูรันเห็นสีหน้าของมันก็พยักหน้า

“ใช่จริง ๆ ด้วยสินะ”

เขาถอนหายใจยาว

“หากท่านไม่อคติจนเกินไป ป่านนี้อาจได้ผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอไปแล้วก็ได้”

ยูรันยกมือขึ้นป้องปาก ก่อนกระซิบราวกับกำลังเปิดเผยความลับสำคัญ

“พวกนางยังบริสุทธิ์อยู่ด้วยนะ ข้าบอกให้”

“……”

เย่อ้าวเทียนอ้าปากค้าง ดวงตากระตุกอย่างรุนแรง

ภาพหญิงสาวทั้งสองซึ่งเข้ามาเย้ายวนถึงในห้องพักผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง

ยูรันตบมือเบา ๆ

“น่าเสียดาย โอกาสวิ่งมาชนหน้าถึงสองคน แต่ท่านกลับลุกหนีไปเอง”

เขาส่ายหน้าอย่างเวทนา

“แล้วจะโทษผู้ใดได้อีกเล่า?”