ตอนที่ 343 มาแล้ว เตรียมตัว
เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอด ก่อนตวาดลั่น
“หนวกหู! สตรีมีมากมายเหลือคณานับดั่งฝูงลิง ข้าพลาดไปเพียงสองคนจะเป็นอะไรไป!”
มันยกมือขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังปราณทั่วร่างปะทุออกมาอย่างรุนแรง
“วันนี้จงดูเสียให้เต็มตา ว่าภัยพิบัติของจริงซึ่งยิ่งใหญ่กว่ากิเลนสายฟ้าของแกนั้นเป็นเช่นไร!”
เย่อ้าวเทียนประกบฝ่ามือ ก่อนคำรามสุดเสียง
“จงมา!”
ครืนนนน!
ท้องฟ้ายามค่ำคืนซึ่งเคยสงบนิ่งพลันเกิดรอยร้าวสีดำสนิท ราวกับกระจกเงาบานยักษ์ถูกค้อนที่มองไม่เห็นทุบจนแตกร้าว
รอยแยกเหล่านั้นแพร่ขยายไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว
เพล้ง!
ห้วงมิติถูกฉีกกระชากออกจากกันด้วยแรงมหาศาล เศษเสี้ยวมิติจำนวนนับไม่ถ้วนปลิวกระจาย เผยให้เห็นความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง
บางสิ่งกำลังคืบคลานออกมาจากรอยแยกนั้น
แกร๊ก...แกร๊ก...
สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาดันร่างผ่านช่องว่างออกมา ขนาดของมันใหญ่โตค้ำฟ้า เพียงแค่เผยตัวออกมาครึ่งร่างก็สามารถบดบังแสงจันทร์และหมู่ดาวเหนือเมืองจนมืดดับ
ร่างยักษ์ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหนาสีดำเหลือบม่วง ผิวหยาบกร้านสะท้อนแสงเย็นเยียบราวกับโลหะ บนแผ่นหลังมีปีกเกราะขนาดมหึมาประกบกันอยู่
เมื่อปีกเกราะเริ่มกางออก เสียงเสียดสีหนักหน่วงก็ดังก้องไปทั่วนคร
แกร๊ก...แกร๊ก...ครืน!
ใต้เปลือกหนาคือปีกพังผืดกึ่งแมลงขนาดใหญ่ แม้จะดูโปร่งแสงแต่กลับแข็งแกร่งไม่ต่างจากโลหะ ทุกครั้งที่มันกระพือปีก พายุรุนแรงจะหมุนกวาดลงสู่พื้นดิน จนอาคารด้านล่างแตกร้าวและหลังคาจำนวนนับไม่ถ้วนถูกกระชากปลิวขึ้นฟ้า
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าร่างกายมหึมาคือส่วนหัวของมัน
ใบหน้าเรียบสนิทไร้ดวงตา
ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเบ้าตา มีเพียงเปลือกแข็งสีดำทมิฬปกคลุมอยู่ทั่วทั้งศีรษะ ทว่ามันกลับหันหน้ามาทางยูรันอย่างแม่นยำ ราวกับกำลังจับจ้องเขาด้วยประสาทสัมผัสบางอย่างซึ่งเหนือล้ำกว่าดวงตา
กลิ่นอายสีม่วงดำแผ่ออกจากร่างของมัน อากาศและพลังปราณโดยรอบถูกกลืนหายไปทันทีที่สัมผัสกับหมอกเหล่านั้น
ส่วนปากซึ่งประกอบด้วยเขี้ยวคีมขนาดยักษ์ซ้อนกันหลายชั้นค่อย ๆ อ้าออก
โฮกกกกกกก!
เสียงคำรามไร้สำเนียงของสิ่งมีชีวิตดังสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ แผ่นดินทั่วนครสั่นไหว พื้นถนนแยกออกจากกัน ขณะที่อาคารหลายแห่งเริ่มทรุดตัวลงต่อหน้าต่อตา
เย่อ้าวเทียนกางแขนออก ก่อนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆๆๆ! เห็นหรือยัง นี่แหละภัยพิบัติซึ่งแกไม่มีทางเอาชนะได้!”
ยูรันกลับเงยหน้ามองสิ่งมีชีวิตค้ำฟ้าอย่างสนอกสนใจ
“โอ้...อืม”
เขาลูบคาง ก่อนพยักหน้าอย่างชื่นชม
“ฉีกมิติออกมาเสียเท่เชียว ดูคล้ายเมนอส กรันเด้อยู่เหมือนกัน”
“เมนอส...อะไรนะ?”
ยูรันไม่สนใจเย่อ้าวเทียน
“ยังคงเป็นเพียงยศเศษเดน แต่คราวนี้อยู่ในระดับสมบูรณ์”
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย
“แล้วก็ถูกราชินีทอดทิ้งจริง ๆ ด้วย”
เย่อ้าวเทียนแสยะยิ้ม
“ตอนนี้รู้จักหวาดกลัวแล้วหรือ?”
ยูรันถอนหายใจ
“ศิษย์พี่ ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
เขาชี้ขึ้นไปยังสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา
“พวกที่ถูกราชินีทอดทิ้งน่ะ ถึงจะพอควบคุมได้ แต่เมื่อไม่มีผู้ชี้นำให้วิวัฒนาการต่อ มันก็เป็นเพียงขยะเท่านั้นแหละ”
ยูรันกวาดตามองร่างค้ำฟ้าของมันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายปีก
“แถมทำตัวใหญ่โตถึงเพียงนี้... ไม่ต่างจากเป้านิ่งเลยสักนิด”
ตัดกลับมายังขบวนผู้อพยพ
แม้ทุกคนจะเดินทางออกห่างจากนครหลวงมาไกลแล้ว แต่ทันทีที่ท้องฟ้าเหนือเมืองถูกฉีกกระชาก แสงจากรอยแยกมิติก็ยังสว่างวาบจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ผู้คนนับไม่ถ้วนหยุดฝีเท้าพร้อมกัน ก่อนหันกลับไปมอง
เงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาปรากฏอยู่เหนือนครหลวง มันใหญ่โตเสียจนแม้อยู่ห่างออกมาหลายสิบลี้ ทุกคนยังสามารถมองเห็นเปลือกสีดำเหลือบม่วงกับปีกเกราะซึ่งบดบังหมู่ดาวได้
เมื่อมันกระพือปีก พายุซึ่งเกิดขึ้นเหนือเมืองยังส่งแรงลมมาถึงขบวนอพยพ
โฮกกกกกก!
เสียงคำรามเดินทางข้ามระยะทางอันห่างไกล ทำให้ทั้งคนธรรมดาและผู้บำเพ็ญหน้าซีดเผือดไปพร้อมกัน
“นั่นมันตัวอะไรกัน?!”
“ใหญ่กว่านครเสียอีก!”
“ถ้าพวกเรายังอยู่ข้างใน...”
ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวประโยคต่อจนจบ
อ๋องหมิงเงยหน้ามองเงาร่างค้ำฟ้า ก่อนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“นี่สินะ เหตุผลที่เจ้าหนูนั่นสั่งให้อพยพ”
สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ
“ใหญ่โตถึงเพียงนี้ พวกเราจะเอาอะไรไปต่อสู้กับมัน?”
เขากำหมัดแน่น
“นี่มีเพียงตัวเดียว ต่อให้เป็นพี่หญิง...เกรงว่ายังไม่อาจเอาชนะได้เลยกระมัง”
ผู้อาวุโสจากสำนักต่าง ๆ ซึ่งได้ยินคำพูดนั้นต่างหน้าซีดลงทันที
หากแม้แต่จักรพรรดินีเซี่ยอวิ๋นหลัน ผู้บำเพ็ญระดับมหายานขั้นสูงยังไม่อาจรับมือ แล้วคนอื่นจะมีโอกาสใดเหลืออยู่?
ไป๋จิ้งเหวินมองสิ่งมีชีวิตเหนือเมือง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป
“รันเอ๋อร์ยังอยู่ในนั้น!”
นางทำท่าจะย้อนกลับไป ทว่าลู่เหยียนหนิงรีบคว้ามือเอาไว้
“จิ้งเหวิน ใจเย็นก่อน”
“แต่ลูกของพวกเราอยู่ตรงนั้นคนเดียวนะ!”
หนานอวี้เองก็กำสนับมือแน่น เปลวเพลิงเริ่มลุกขึ้นรอบกาย
“ข้าจะกลับไปช่วยสามี”
“ห้ามไป!”
อ๋องหมิงตวาดเสียงดังจนทุกคนชะงัก
“พวกเจ้าลืมสิ่งที่เขากำชับแล้วหรือ? เจ้าตัวนี้กลืนกินได้ทุกอย่าง หากพวกเจ้าเข้าไปโดยไม่พร้อม จะมีแต่ทำให้เขาต้องคอยปกป้องเพิ่ม!”
ไป๋หลิงกัดริมฝีปาก ก่อนจ้องเงาร่างมหึมาไม่ยอมละสายตา
“สามีบอกเอาไว้แล้วว่า ตอนนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่กำจัดพวกมันได้”
ลู่เหยียนหนิงกุมมือไป๋จิ้งเหวินแน่นขึ้น
“พวกเราต้องเชื่อใจเขา”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ไม่มีผู้ใดในกลุ่มสามารถซ่อนความกังวลบนใบหน้าเอาไว้ได้เลย
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือขบวนผู้อพยพพลันสั่นสะเทือน
ครืน...ครืนนนน!
ผู้คนทั้งหมดเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
รอยแตกร้าวสีดำค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนกลุ่มควันสีม่วงดำจะรั่วไหลออกมาตามช่องว่างเหล่านั้น
มันไม่ได้กระจายไปตามสายลมเหมือนควันธรรมดา แต่กลับรวมตัวกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ บิดตัวไปมาอย่างมีชีวิต
ทุกพื้นที่ซึ่งควันเคลื่อนผ่าน แสงจันทร์ พลังปราณ และแม้แต่อากาศโดยรอบต่างถูกกลืนหายไปอย่างเงียบงัน
ผู้คนซึ่งอยู่ด้านล่างเริ่มกรีดร้อง
“บนฟ้ายังมีอีก!”
“มันกำลังออกมาเหนือพวกเรา!”
“หนีเร็ว!”
ขบวนอพยพซึ่งเคลื่อนตัวอย่างเป็นระเบียบพลันเริ่มแตกตื่น ผู้คนจำนวนมากพยายามวิ่งหนีออกไปคนละทิศทาง
อ๋องหมิงเงยหน้ามองกลุ่มควันซึ่งกำลังขยายตัว สีหน้าซีดเผือดลงทันที
“อะไรนะ...มีอีกตัวหรือ?!”
เซี่ยหลานอิงรีบตะโกนออกคำสั่ง
“ทุกคนห้ามแตกกลุ่ม! เดินหน้าต่อไป อย่าโจมตีกลุ่มควันเด็ดขาด!”
ไป๋จิ้งเหวินเปิดใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ แสงดาราส่องประกายขึ้นภายในดวงตาของนาง
เพียงมองเข้าไป สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
“มันกำลังกลืนกินพลังรอบตัวเพื่อสร้างร่าง!”
อ๋องหมิงยกมือห้ามเหล่าผู้อาวุโสซึ่งกำลังรวบรวมพลังโจมตี
“หยุดทั้งหมด! ห้ามปล่อยวิชาใส่มัน!”
“แต่หากไม่โจมตีแล้วจะให้พวกเราทำอย่างไร?”
“หนีเท่านั้น!”
หนานอวี้ก้าวออกมายืนด้านหน้าขบวน สนับมือหงส์เพลิงนภาปรากฏขึ้นพร้อมเปลวไฟสีแดงฉาน ขณะที่ผนึกบนอาวุธเปล่งแสงสว่าง
แกว๊ก!
หงส์ฟ้าอัคคีทั้งสองตัวบินออกมา ก่อนกางปีกขวางอยู่เหนือผู้คน
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้ขยับเข้ามายืนข้างนาง พร้อมเรียกอาวุธของตนออกมา
หนานอวี้จ้องกลุ่มควันบนท้องฟ้าโดยไม่กะพริบตา
“สามีบอกว่าข้าต้านมันได้นานที่สุด”
นางกำหมัดแน่น
“เช่นนั้นข้าจะถ่วงเวลาเอง พวกท่านพาคนทั้งหมดหนีต่อไป!”
ไป๋หลิงก้าวออกมายืนข้างหนานอวี้ ดาบประกายเหมันต์ปรากฏขึ้นในมือพร้อมไอเย็นซึ่งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ
“ข้าด้วย”
นางปรายตามองหนานอวี้
“หนานอวี้ พวกเราช่วยกันเถอะ”
หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มออกมา
“ได้ ศิษย์พี่รอง”
หลานชิงอวี้เองก็ก้าวตามออกมา เส้นไหมจำนวนนับไม่ถ้วนแผ่กระจายจากปลายนิ้ว ก่อนถักทอเข้าหากันเป็นชั้นป้องกันขนาดใหญ่เหนือขบวน
“พวกเราจะอยู่รวมกันเจ้าค่ะ ไม่มีผู้ใดต้องรับมือมันเพียงลำพัง”
เซี่ยเยว่หลีเรียกอาวุธของตนออกมา ก่อนหันไปตะโกนทางเซี่ยหลานอิง
“ท่านอา รีบพาทุกคนไป!”
“พวกเราสี่คนจะหยุดมันเอาไว้เอง!”
เซี่ยหลานอิงชะงัก
“แต่พวกเจ้าสี่คนจะรับมือได้อย่างไร?”
เซี่ยเยว่หลีหันกลับไปมองกลุ่มควันสีม่วงดำซึ่งกำลังขยายตัวอยู่เหนือท้องฟ้า
“พวกเราทั้งสี่มีอาวุธที่สามีสร้างจากกายเทพ อย่างน้อยก็สามารถต้านคุณสมบัติกลืนกินของมันได้”
นางกำอาวุธในมือแน่น
“หากคนอื่นอยู่ต่อ มีแต่จะกลายเป็นอาหารให้มัน รีบไป!”
อ๋องหมิงมองหญิงสาวทั้งสี่ ก่อนกัดฟันออกคำสั่ง
“ทุกคนเดินหน้าต่อ! เร่งความเร็วในการอพยพ!”
เขาหันกลับมากำชับเสียงหนัก
“พวกเจ้าห้ามฝืนต่อสู้ เป้าหมายมีเพียงถ่วงเวลาเท่านั้น หากต้านไม่ไหวให้รีบหนีทันที!”
หนานอวี้กระแทกสนับมือเข้าหากัน
กร๊อบ!
เปลวเพลิงหงส์สีแดงฉานปะทุขึ้นเหนือร่าง ขณะที่กายเทพปฐมกาลหงส์เพลิงดาราสวรรค์เริ่มตื่นขึ้น
“วางใจเถอะ”
ไป๋หลิงยกดาบขึ้น ไอเย็นควบแน่นเป็นม่านน้ำแข็งหลายชั้น
“จนกว่าสามีจะมา พวกเราจะไม่ยอมให้มันผ่านไปได้”
หลานชิงอวี้กับเซี่ยเยว่หลีขยับเข้าประจำตำแหน่ง จนหญิงสาวทั้งสี่ล้อมหลังชนกัน คอยเฝ้ามองกลุ่มควันจากทุกทิศทาง
เหนือศีรษะของพวกนาง ควันสีม่วงดำเริ่มหมุนวนและบีบอัดเข้าหากัน
รูปร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังถือกำเนิดขึ้นภายในความมืดนั้นอย่างช้า ๆ
หนานอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก
“มาแล้ว เตรียมตัว!”