ตอนที่ 348 ช้าไปนะ
ยูรันมองแก่นแท้ของอสูรทั้งสองซึ่งกำลังหลอมรวมเข้าหากัน ก่อนถอนหายใจ
“ไม่ค่อยอยากใช้วิชานี้เท่าไร แต่ว่า...”
เขายกนิ้วมือขึ้น
ยูรันเริ่มร่ายถ้อยคำด้วยน้ำเสียงต่ำ
“ตราทมิฬอันเลือนหาย ภาชนะแห่งความคลุ้มคลั่งและโอหัง”
“เดือดพล่าน ปฏิเสธความด้านชา กะพริบไหว ขัดขวางนิทรา”
“ราชินีเหล็กผู้คืบคลาน ตุ๊กตาโคลนผู้แหลกสลายตนเองชั่วนิรันดร์”
“จงรวมตัว จงตอบโต้ จงเติมเต็มผืนดิน”
“และจงตระหนักถึงความไร้พลังของตน”
กำแพงสีดำขนาดมหึมาพลันทะยานขึ้นจากพื้นทั้งสี่ด้าน ก่อนปิดล้อมร่างอสูรสุญญตาทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์
“โลงศพทมิฬ”
ครืน!
ฝากล่องสีดำปิดลงจากเบื้องบน
โลงศพทรงสี่เหลี่ยมขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางนคร ความมืดภายในหนาแน่นจนไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้แม้แต่เนตรวิญญาณ
ช่วงเวลาต่อมา
เสียงเนื้อกับเปลือกถูกฉีกทำลายดังต่อเนื่องอยู่ภายใน ทั่วทั้งโลงศพสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ก่อนทุกสิ่งจะเงียบลงในทันที
พรึ่บ!
โลงศพทมิฬสลายหายไป
กรี๊สสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส!
เสียงกรีดร้องดังสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า
อสูรสุญญตาทั้งสองถูกทำลายจนแทบไม่เหลือรูปร่าง เปลือกและเนื้อส่วนใหญ่สลายหายไป เหลือเพียงกลุ่มควันสีม่วงดำซึ่งห่อหุ้มแก่นแท้สองดวงเอาไว้
ทว่าแทนที่จะดับสูญ แก่นแท้ทั้งสองกลับหลอมรวมเข้าหากันอย่างสมบูรณ์
ตึก!
คลื่นพลังระดับใหม่ปะทุออกจากใจกลางกลุ่มควัน ประตูเทพทุกบานแตกร้าวพร้อมกัน
ยูรันจ้องภาพตรงหน้า ก่อนเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“ยังไม่ตายอีกหรือ?”
เขามองพลังซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เหลือจะเชื่อ โดนถึงขนาดนี้แล้วยังยกระดับสำเร็จได้อีก”
คลื่นพลังมหาศาลปะทุออกจากแก่นแท้ซึ่งหลอมรวมกัน
ครืนนนน!
ทั่วทั้งนครหลวงสั่นสะเทือนราวกับกำลังเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประตูเทพซึ่งเคยกดตรึงร่างมหึมาเริ่มแตกร้าว ก่อนถูกพลังจากด้านในผลักกระเด็นออกไปทีละบาน
ทว่าร่างของอสูรสุญญตากลับไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้น
ตรงกันข้าม มันเริ่มหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
เปลือก เนื้อ และกลุ่มควันสีม่วงดำจำนวนมหาศาลถูกบีบอัดเข้าสู่ใจกลาง ร่างซึ่งเคยใหญ่โตค้ำฟ้าค่อย ๆ กลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์
แม้จะยังสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปอยู่มาก แต่กลับไม่มีสภาพเทอะทะเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ลำตัวของมันถูกหุ้มด้วยเปลือกสีดำเหลือบม่วง ปีกคู่หนึ่งกางออกจากแผ่นหลัง ส่วนใบหน้ายังคงไร้ดวงตา ไม่มีจมูก และไม่มีอวัยวะอื่นใด
มีเพียงปากขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวคมซ้อนกันหลายชั้น
มันคืออสูรสุญญตายศทหารเลว ระดับเศษเสี้ยว
ทันทีที่การวิวัฒนาการเสร็จสมบูรณ์ มันไม่ได้เข้าโจมตียูรันในทันที
อสูรสุญญตากลับเงยหน้าขึ้น ก่อนอ้าปากส่งเสียงเรียกซึ่งสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ
“ราชาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”
เสียงนั้นดังก้องผ่านนครหลวง แผ่นดิน และท้องฟ้า กระจายออกไปไกลนับร้อยลี้
แม้แต่ขบวนผู้อพยพซึ่งอยู่ห่างออกไปมากก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
ผู้บำเพ็ญซึ่งคอยคุ้มกันท้ายขบวนหยุดฝีเท้าพร้อมกัน ก่อนหันกลับไปมองนครหลวง
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“อะไรน่ะ? เมื่อครู่มันพูดว่าอะไร?”
ไป๋หลิงมองเงาร่างซึ่งปรากฏอยู่ห่างไกล
“เสียงเมื่อครู่เรียกคำว่าราชาอย่างแน่นอน”
ลู่ชิงถานขมวดคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? ราชาของพวกมันอยู่ที่นี่ด้วยหรือ?”
โม่ชิงเฟิงมองคลื่นพลังสีม่วงดำซึ่งพุ่งขึ้นเหนือเมือง สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
“แล้วคลื่นพลังขนาดมหาศาลนั่นคืออะไร?”
ไป๋จิ้งเหวินเปิดใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ ก่อนเพ่งมองเข้าไปภายในนคร
เพียงไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของนางก็ซีดลง
“เมื่อครู่แม่มองเห็นแหล่งกำเนิดพลังอยู่สองแห่ง”
ทุกคนหันมามองนาง
“แต่ตอนนี้เหลือเพียงแห่งเดียวแล้ว”
เซียวซินเยวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก
“หมายความว่าพวกมันรวมร่างกันอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
ไม่มีผู้ใดตอบออกมา
ทว่าคลื่นพลังซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเหนือเมือง ก็ชัดเจนยิ่งกว่าคำตอบใด ๆ แล้ว
ไป๋จิ้งเหวินกำมือแน่น ก่อนก้าวออกจากขบวน
“พวกเราต้องกลับไปช่วยเขา”
นางจ้องคลื่นพลังซึ่งพุ่งขึ้นเหนือนครหลวงด้วยสีหน้าซีดเผือด
“พลังนี้แข็งแกร่งกว่าอสูรสองตัวเมื่อครู่รวมกันเสียอีก มากกว่าจนเทียบกันไม่ติดเลยนะ!”
หนานอวี้เรียกสนับมือกลับมาสวมทันที
“ข้าไปด้วย กายเทพของข้ายังต้านมันได้”
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้เองก็ก้าวออกมาพร้อมอาวุธ แม้ทั้งสามจะสูญเสียพลังไปจำนวนมาก แต่ไม่มีผู้ใดคิดถอย
อ๋องหมิงรีบขวางเอาไว้
“อย่าเพิ่งวู่วาม! พวกเจ้าลืมคำสั่งของเขาแล้วหรือ?”
ไป๋จิ้งเหวินหันขวับ
“แต่ผู้ที่อยู่ในนั้นคือลูกชายของข้า!”
ลู่เหยียนหนิงเดินเข้ามาจับมือนาง ทว่าแทนที่จะห้าม นางกลับเรียกเตาหลอมสุริยันออกมา
“ข้าจะกลับไปด้วย”
“พวกเจ้าทั้งหมดใจเย็นก่อน!”
เซี่ยหลานอิงหยิบศิลาสื่อสารออกมา
“อย่างน้อยลองติดต่อสามีก่อน หากเขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเราค่อยกลับไปพร้อมกัน”
นางเร่งพลังเข้าไปในศิลา
แสงบนศิลาสื่อสารกะพริบขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝั่ง
ไป๋จิ้งเหวินมองศิลาซึ่งเงียบสนิท ก่อนสีหน้าจะยิ่งซีดลง
“รันเอ๋อร์ไม่ตอบ...”
หลิงเยวี่ยซึ่งยังถูกเฟิงซูหลานประคองอยู่กุมตันเถียนแน่น ควันสีม่วงดำภายในกำลังปั่นป่วนรุนแรงตามการวิวัฒนาการของอสูร
หลิงเยวี่ยเงยหน้ามองนครหลวง ก่อนกล่าวอย่างอ่อนแรง
“ไม่ใช่ว่าเขาไม่ตอบ”
นางมองศิลาสื่อสารซึ่งไร้ปฏิกิริยา
“เขาตอบไม่ได้”
ตัดกลับมายังนครหลวงเทียนอู่
อสูรสุญญตาร่างใหม่ลอยอยู่เหนือซากเมือง ปีกสีดำเหลือบม่วงกางออกกว้าง ขณะที่กลิ่นอายของยศทหารเลวระดับเศษเสี้ยวแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ
ยูรันเงยหน้ามองมัน ก่อนเลิกคิ้ว
“ราชา? แหม ถูกทอดทิ้งไปแล้วก็คิดจะกลับมาเกาะขาข้าหรืออย่างไร?”
ปากซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวของอสูรสุญญตาฉีกกว้างขึ้น
“ฮ่า ๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะบิดเบี้ยวดังก้องไปทั่วเมือง
“ข้าจะกินแก ราชา!”
“เมื่อกลืนกินพลังของแกแล้ว ข้าก็จะกลับไปกินราชินี!”
ยูรันมองมันราวกับได้ยินเรื่องตลก
“สวะอย่างแกนี่นะ?”
เขากวาดตามองร่างของอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ต่อให้กินข้าเข้าไป ก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะกลายเป็นราชาเสียหน่อย”
“พลังยังขี้ปะติ๋วอยู่เลย คิดจะเอาชนะราชินีอย่างนั้นหรือ?”
ยูรันส่ายหน้า
“ฝันกลางวันชัด ๆ”
ตู้ฉางคงซึ่งถูกประตูเทพกดตรึงอยู่กับพื้นมองทั้งสองสลับกันไปมา
“เดี๋ยวก่อน...”
มันตะโกนขึ้นด้วยความสับสน
“เหตุใดมันจึงเรียกแกว่าราชา?”
อสูรสุญญตาหันส่วนหัวไปทางมัน
“อย่าเข้ามาสอด”
แขนข้างหนึ่งสะบัดออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
แพละ!
ร่างของตู้ฉางคงถูกบดขยี้และกลืนหายไปในพริบตา เหลือเพียงประตูเทพซึ่งยังคงกดทับพื้นว่างเปล่า
ยูรันกระตุกมุมปาก
“จะรีบฆ่ามันไปทำไม?”
เขาถอนหายใจอย่างเสียดาย
“ข้าตั้งใจจะเก็บมันเอาไว้ขังคุกนะ”
อสูรสุญญตาหันกลับมาหายูรัน
“สิ่งมีชีวิตต่ำต้อยเช่นนั้นไม่สำคัญ”
ปากของมันฉีกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“อีกไม่นานแกเองก็จะถูกข้ากลืนกินแล้ว”
มันเพ่งมองยูรันราวกับกำลังประเมินอาหารตรงหน้า
“แกอ่อนแอลงมากจริง ๆ ราชา”
ยูรันยิ้มมุมปาก
“โอ้โห มั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
เขายกมือขึ้นกวักเรียก
“ลองดูไหมเล่า?”
อสูรสุญญตากางปีกออก กลุ่มควันสีม่วงดำรอบนครพลันขยายตัวและเชื่อมเข้าหากันอย่างสมบูรณ์
“ข้ามีเขตแดน!”
“ภายในอาณาเขตนี้ แกไม่มีทางหนีจากข้าได้!”
มันหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าสังเวยพันธะกับราชินี เพื่อแลกพลังนี้มาโดยเฉพาะ!”
ยูรันลองกระตุ้นก้าวพริบตา ก่อนพบว่าร่างของตนยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม แม้แต่เทพนภาเหินก็ไม่อาจเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกได้
[ซวยชะมัด]
[แถมเขตแดนยังขยายใหญ่กว่านครไปแล้ว]
ทว่าสีหน้าของยูรันยังคงสงบนิ่ง
“ฉลาดเหมือนกันนี่”
ดวงตาของเขาส่องผ่านร่างอสูรสุญญตา ก่อนมองเห็นโครงสร้างของพลังภายใน
“แต่ดูเหมือนคุณสมบัติการปรับตัวทั้งหมดของแกจะถูกรีเซ็ตหลังยกระดับนะ”
ยูรันยกมือขึ้นช้า ๆ
“จะว่าอย่างไรเล่า?”
อสูรสุญญตาแสยะปาก
“แลกกับการทำให้แกหนีไม่ได้ นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก!”
พรึ่บ!
ร่างของมันหายไปจากตำแหน่งเดิมด้วยความเร็วซึ่งแทบมองไม่ทัน
ยูรันเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ
กำปั้นสีดำเหลือบม่วงพุ่งเฉียดใบหน้า ก่อนกระแทกลงบนพื้นด้านหลัง
ตู้มมมมม!
พื้นดินทั้งแถบยุบตัวลงกลายเป็นหลุมขนาดมหึมา แรงกระแทกกวาดซากอาคารโดยรอบจนแหลกละเอียด
ยูรันเหลือบมองหลุมด้านหลัง
“โอ๊ะโอ๋ รีบร้อนเสียด้วย”
เขาหมุนตัวกลับ ก่อนรวบรวมคมพลังไว้บนฝ่ามือ
“สะบั้น”
ฉัวะ!
คมพลังขนาดมหึมาฟันกวาดผ่านลำตัวของอสูรสุญญตา ก่อนระเบิดออกอย่างรุนแรง
ตู้มมมม!
ทั้งสองปะทะกันอย่างต่อเนื่องกลางซากนครหลวง
อสูรสุญญตาพุ่งเข้าโจมตีด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว หมัด กรงเล็บ ปีก และกลุ่มควันสีม่วงดำถาโถมเข้าใส่ยูรันจากทุกทิศทาง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ทุกการโจมตีทำลายพื้นดินและอาคารเป็นบริเวณกว้าง แต่กลับไม่อาจสัมผัสชายเสื้อของยูรันได้แม้แต่ครั้งเดียว
แม้จะใช้ก้าวพริบตาหรือเทพนภาเหินไม่ได้ ยูรันก็ยังเคลื่อนตัวหลบด้วยฝีเท้าธรรมดา เขาเพียงเอียงศีรษะ ขยับไหล่ หรือก้าวออกไปครึ่งช่วงตัว ก็สามารถหลบการโจมตีทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ
กรงเล็บกวาดผ่านใบหน้า
ยูรันเอนตัวไปด้านหลัง
ปีกคมกริบฟันเข้าหาลำคอ
เขาเพียงย่อตัวลงเล็กน้อย
กลุ่มควันสีม่วงดำพุ่งปิดล้อมจากรอบทิศ
ยูรันกระโดดผ่านช่องว่างเพียงเล็กน้อยตรงกลาง ก่อนเหยียบลงบนศีรษะของอสูรสุญญตาอย่างพอดิบพอดี
“ช้าไปนะ”
มันคำราม ก่อนเหวี่ยงแขนกลับมาตะครุบ
ยูรันพลิกตัวลงมายืนบนพื้นอย่างสบาย ๆ ขณะที่กรงเล็บของมันคว้าได้เพียงความว่างเปล่า