ตอนที่ 349 สมแล้วที่เป็นราชา
หลังต่อสู้กันอยู่นาน อสูรสุญญตายังโจมตีไม่ถูกเขาแม้แต่ครั้งเดียว
ยูรันยกมือขึ้นปิดปากหาว
“นี่ ๆ ข้ามีเรื่องอยากถาม”
อสูรสุญญตาหยุดชะงักไปเสี้ยวขณะ
“แกอยู่ยศทหารเลว แสดงว่ายังไม่มีชื่อเป็นของตนเองใช่หรือเปล่า?”
“……”
ยูรันมองมันด้วยแววตาสงสาร
“เกิดมาก็ถูกเรียกเพียงตามยศ แม้แต่ชื่อของตนเองยังไม่มี”
เขาส่ายหน้าช้า ๆ
“น่าสงสารจริง ๆ”
กรี๊สสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส!
คลื่นพลังสีม่วงดำระเบิดออกจากร่างของอสูรสุญญตาอย่างบ้าคลั่ง
“หุบปากกกกกก!”
แรงระเบิดกวาดพื้นที่รอบตัวจนพังทลาย แต่ยูรันกลับถอยออกมายืนอยู่นอกระยะได้อย่างพอดี
เขาพยักหน้ากับตนเอง
“อืม ดูเหมือนเรื่องไม่มีชื่อจะเป็นปมสินะ”
ยูรันมองอสูรสุญญตาซึ่งกำลังคลุ้มคลั่ง ก่อนหัวเราะออกมา
“ข้าสงสัยมานานแล้ว เหตุใดพวกแกถึงยึดติดกับเรื่องชื่อกันนัก?”
เขาหลบกรงเล็บซึ่งพุ่งผ่านศีรษะไปเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ขนาดพวกยศบารอน ก่อนเริ่มต่อสู้ยังต้องประกาศยศ ระดับ และชื่อตัวเองออกมาทุกครั้ง”
ยูรันหมุนตัวหลบปีกอีกข้าง แล้วสะบัดคมพลังสวนกลับไปหนึ่งครั้ง
ฉัวะ!
เปลือกบริเวณหน้าอกของอสูรสุญญตาแตกกระจาย
“ตอนแรกข้านึกว่าเป็นเพียงธรรมเนียมไร้สาระเสียอีก”
เขามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเยาะ
“แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
ยูรันชี้ไปยังใบหน้าไร้ดวงตาของมัน
“เพราะเจ้าพวกยศต่ำอย่างพวกแกไม่มีชื่อเป็นของตนเองนี่เอง”
“พอถูกถามว่าชื่ออะไร หรือเหตุใดจึงยังไม่มีชื่อ ก็เลยสติแตกกันทุกตัว”
“ฮ่า ๆๆๆ!”
กรี๊สสสสสสสสสสสสส!
อสูรสุญญตาระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง ก่อนกระหน่ำโจมตียูรันอย่างไร้แบบแผน
“หุบปาก!”
“ข้าจะฉีกปากแก!”
ยูรันก้าวหลบหมัดซ้าย ก่อนเอียงตัวหลบกรงเล็บขวาอย่างง่ายดาย
“ไม่มีชื่อ”
“หุบปาก!”
“ทหารเลวไร้ชื่อ”
“ข้าจะฆ่าแก!”
“ถูกทอดทิ้งแล้วยังไม่มีชื่ออีก น่าสงสารจริง ๆ”
คลื่นพลังสีม่วงดำปะทุขึ้นจนทั่วทั้งนครสั่นสะเทือน
ทว่าการโจมตีของอสูรสุญญตากลับยิ่งปั่นป่วนและอ่านง่ายกว่าเดิม
ยูรันกวาดตามองเส้นพลังซึ่งวางเอาไว้ทั่วสนามรบ ก่อนพยักหน้ากับตนเอง
[อืม เตรียมมานานพอสมควรแล้ว ต้องรีบกำจัดมันเสียที]
เขาประกบฝ่ามือเข้าหากัน
แปะ!
“สุดยอดวิชาผนึก”
พลังมหาศาลรวมตัวขึ้นเหนือท้องฟ้า ก่อนประตูขนาดยักษ์หลายบานจะปรากฏขึ้นพร้อมกัน
“ประตูเทพพิชิต!”
ฟิ้ววววว!
ประตูเทพทั้งหมดทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
บานแรกกดลงบนลำคอ บานที่สองกับสามคร่อมปีกทั้งสองข้าง ส่วนประตูที่เหลือตกลงปิดกั้นแขน ขา และลำตัวทุกส่วนอย่างแม่นยำ
อสูรสุญญตากระแทกพลังเข้าใส่ประตูเทพ ก่อนหัวเราะอย่างดูแคลน
“ผนึกกระจอกเช่นนี้ คิดว่าจะขังข้าเอาไว้ได้หรืออย่างไร?”
แกร๊ก!
รอยแตกร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนประตูเทพทีละน้อย
ยูรันกลับไม่ได้มีท่าทีกังวลแม้แต่น้อย
“อืม ก็คงขังแกเอาไว้ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นแหละ”
เขายกมือขึ้น ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ
“แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว”
เสียงเคลื่อนไหวเล็ก ๆ พลันดังขึ้นทั่วซากนคร
กรอบแกรบ...กรอบแกรบ...
สัตว์ดินเหนียวจำนวนนับไม่ถ้วนคลานออกมาจากใต้เศษอาคารและรอยแตกบนพื้น มีทั้งนก แมลง ตะขาบ และสัตว์รูปร่างประหลาดนานาชนิด
บางส่วนเกาะอยู่ใต้ประตูเทพ
บางส่วนคลานขึ้นไปตามขาของอสูรสุญญตา
และอีกจำนวนมากแทรกซึมเข้าไปในรอยแตกของเปลือกโดยที่มันไม่ทันสังเกต
ยูรันยิ้มมุมปาก
“ได้เวลาจบเรื่องแล้ว”
เขากางมือออกให้มันมองเห็นสัตว์ดินเหนียวทั้งหมดซึ่งกำลังเปล่งแสง
“ข้าอุตส่าห์แอบปั้นเอาไว้ตั้งมากมาย ดูสิ”
อสูรสุญญตาก้มมองแสงซึ่งกำลังสว่างขึ้นทั่วร่าง ก่อนเสียงของมันจะเปลี่ยนไปทันที
“แกคิดจะทำอะไร?”
มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ประตูเทพทุกบานแตกร้าวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“หยุดนะโว้ย!”
ยูรันยกนิ้วขึ้นตั้งตรง
ประกายแสงจากสัตว์ดินเหนียวทุกตัวสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน
“ระเบิด”
วาบบบบบบบ!
แสงสีขาวกลืนกินนครหลวงทั้งเมือง
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
แรงระเบิดมหาศาลปะทุขึ้นทั้งจากภายนอกและภายในร่างของอสูรสุญญตา พื้นดินพลิกคว่ำ ท้องฟ้าสั่นสะเทือน และเมฆเหนือเมืองถูกคลื่นกระแทกกวาดหายไปจนหมด
เปลวเพลิงกับฝุ่นควันพวยพุ่งขึ้นเป็นเสาขนาดมหึมา มองเห็นได้จากระยะไกลหลายร้อยลี้
แสงจากแรงระเบิดเหนือมหานครสว่างเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นกลางค่ำคืน
แม้ขบวนอพยพจะอยู่ห่างออกมาหลายสิบลี้ แต่พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของทุกคนยังคงสั่นสะเทือน คลื่นกระแทกรุนแรงพัดมาถึงจนม่านพลังรอบขบวนส่งเสียงครืนครั่น
ไป๋จิ้งเหวินเปิดใช้เนตรดาราพิสุทธิ์มองกลับไป
ภาพของนครหลวงทั้งเมืองถูกแสงระเบิดกลืนหายไปในพริบตา นางไม่อาจมองเห็นร่างหรือกลิ่นอายของยูรันได้อีก
หัวเข่าของนางอ่อนแรง ก่อนทรุดตัวลงกับพื้น
“รันเอ๋อร์...”
นางรีบพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง
“แม่ต้องไป”
น้ำเสียงของไป๋จิ้งเหวินสั่นไหวอย่างชัดเจน
“แม่ต้องกลับไปหาเขาตอนนี้!”
ไป๋หลิงรีบเข้ามาประคองและกอดมารดาเอาไว้
“ท่านแม่ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ!”
“ปล่อยแม่ หลิงเอ๋อร์! รันเอ๋อร์ยังอยู่กลางระเบิดนั่น!”
ไป๋หลิงส่ายหน้ารัว ๆ แม้ดวงตาของนางเองจะแดงก่ำไม่ต่างกัน
“ระเบิดนั่นเป็นวิชาของสามีเจ้าค่ะ เขาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเอง”
หนานอวี้รีบเข้ามาช่วยยืนยัน
“ใช่ ท่านแม่ สามีรู้ระยะและพลังของวิชาตนเองดีที่สุด เขาไม่มีทางระเบิดตัวเองไปพร้อมกับศัตรูหรอก”
ลู่เหยียนหนิงเข้ามากุมมือไป๋จิ้งเหวินเอาไว้แน่น แม้ใบหน้าของนางจะซีดเผือด
“จิ้งเหวิน พวกเราต้องเชื่อใจรันเอ๋อร์”
ไป๋จิ้งเหวินมองนครหลวงซึ่งถูกเปลวไฟกับฝุ่นควันปกคลุม ก่อนกำมือของบุตรสาวไว้แน่น
“แต่แม่มองไม่เห็นเขา...”
ไป๋หลิงกอดนางแน่นขึ้น
“รออีกเพียงครู่เดียวเจ้าค่ะ”
นางเงยหน้ามองเสาควันเหนือเมือง
“สามีจะต้องออกมาแน่นอน”
ฝุ่นควันจากแรงระเบิดค่อย ๆ ถูกลมพัดกระจายออกไป
กลางหลุมขนาดมหึมา ร่างของอสูรสุญญตายังคงยืนอยู่
เปลือกทั่วร่างแตกกระจาย ปีกข้างหนึ่งขาดหาย แขนกับลำตัวเต็มไปด้วยบาดแผลลึกจนมองเห็นกลุ่มควันสีม่วงดำซึ่งไหลเวียนอยู่ภายใน
แม้สภาพจะบาดเจ็บสาหัส แต่มันกลับยังมีชีวิต
ปากซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวฉีกกว้าง ก่อนหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆๆๆ!”
“พลังของราชามีเพียงเท่านี้เองหรือ?”
ยูรันยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล อาภรณ์สีดำบนร่างฉีกขาดหลายแห่ง
“แค่ก!”
เขากระอักเลือดออกมา ก่อนรีบยกมือเช็ดมุมปาก
ยูรันลองกระตุ้นผนึกร้อยชีวิต ทว่าบาดแผลบนร่างกลับไม่สมานตัว แม้แต่พลังชีวิตซึ่งควรฟื้นฟูอย่างรวดเร็วยังถูกบางสิ่งกดเอาไว้
[ยังมีคุณสมบัติอีกอย่างหรือ?]
[ไม่น่าเป็นไปได้...แถมบาดแผลของข้ายังฟื้นฟูไม่ได้ด้วย]
พรึ่บ!
อสูรสุญญตาหายไปจากตำแหน่งเดิม ก่อนกรงเล็บจะกวาดเข้าหาลำคอของยูรัน
ยูรันเอียงศีรษะหลบ ปลายกรงเล็บเฉียดแก้มจนเกิดรอยแผลบาง ๆ
เขากระโดดถอย ขณะที่อีกฝ่ายไล่โจมตีอย่างต่อเนื่อง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ยูรันหลบหมัดกับกรงเล็บทุกครั้ง พลางใช้เนตรตรวจสอบการไหลเวียนของพลังภายในร่างศัตรูอย่างรวดเร็ว
[เจ้านี่จงใจซ่อนคุณสมบัตินี้เอาไว้]
[มันไม่ยอมใช้จนกระทั่งเผชิญการโจมตีซึ่งรุนแรงพอจะทำให้ตาย]
ยูรันก้มหลบปีกซึ่งฟันผ่านเหนือศีรษะ ก่อนใช้ฝ่ามือกระแทกสวนเข้าใส่หน้าอกของมัน
ตู้ม!
อสูรสุญญตาถอยไปหลายก้าว แต่บาดแผลอีกแห่งกลับปรากฏขึ้นบนร่างของยูรันในเวลาเดียวกัน
ดวงตาของเขาหรี่ลงทันที
[เกิดจากอะไรกันแน่?]
อสูรสุญญตาหัวเราะอีกครั้ง ก่อนพุ่งกลับเข้ามา
“หนีต่อไปสิ ราชา!”
ยูรันยกแขนขึ้นรับกรงเล็บ พร้อมจ้องการเปลี่ยนแปลงทุกส่วนของอีกฝ่ายโดยไม่กะพริบตา
[ต้องหากฎของคุณสมบัตินี้ให้พบ ก่อนที่บาดแผลจะสะสมมากกว่านี้]
ฉัวะ!
กรงเล็บสีดำเหลือบม่วงกวาดผ่านหัวไหล่ของยูรัน
แขนซ้ายของเขาขาดกระเด็นออกจากร่าง ก่อนร่วงลงบนซากพื้นถนน เลือดสีแดงสาดกระจายกลางอากาศ
ยูรันถอยออกไปหลายก้าว แต่สีหน้ากลับไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาแม้แต่น้อย
เขาจ้องบาดแผลของตนเอง ก่อนลองกระตุ้นพลังฟื้นฟูอีกครั้ง
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แม้แต่แขนซึ่งขาดไปก็ไม่ยอมงอกกลับมา
[ไอ้เวรนี่...]
[ข้ายอมสละแขนให้มันโจมตีตรง ๆ แล้ว แต่ยังมองกฎของคุณสมบัตินั้นไม่ออก]
ยูรันใช้เนตรตรวจสอบอสูรสุญญตาอย่างละเอียด ความคิดนับไม่ถ้วนหมุนเวียนอยู่ภายในหัว
[หากเป็นการย้อนกลับ ก็ไม่น่าทำให้วิชาอื่นของข้าไร้ผลไปพร้อมกัน]
[ความตรงกันข้าม? ความเท่าเทียม? หรือการต่อต้านผลลัพธ์?]
[ไม่ใช่...ยังขาดอะไรไปบางอย่าง]
อสูรสุญญตาก้มลงหยิบแขนซ้ายของยูรันขึ้นมา ก่อนโยนเข้าปากอย่างไม่ลังเล
กร๊วม! กร๊วม!
เขี้ยวหลายชั้นบดแขนข้างนั้นจนเกิดเสียงกระดูกแตก ก่อนพลังจากกายเทพจะถูกมันกลืนเข้าไปทีละส่วน
อสูรสุญญตาหยุดเคี้ยวเล็กน้อย ราวกับกำลังลิ้มรสสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“อื้ม...”
ปากของมันฉีกกว้างขึ้น
“รสชาติของราชาไม่เลวจริง ๆ”
กลิ่นอายทั่วร่างของมันเริ่มปั่นป่วน ขณะที่บาดแผลบางส่วนค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปหลังกลืนกินเนื้อของยูรัน
“สมแล้วที่เป็นราชา”
มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“แต่เลิกเสียเวลาคิดเถอะ ต่อให้แกคิดไปทั้งชีวิตก็ไม่มีทางเข้าใจคุณสมบัตินี้หรอก!”
“ฮ่า ๆๆๆๆ!”