ตอนที่ 352 เป็นเพราะพวกเรา...
ทันทีที่กลับมาถึงนครหลวง ไป๋จิ้งเหวินก็กวาดตามองซากเมืองรอบตัวอย่างร้อนรน
ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยหลุมระเบิด เศษอาคาร และพลังปั่นป่วนซึ่งยังไม่ยอมสลาย ทำให้แม้แต่เนตรดาราพิสุทธิ์ยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจน
“เขาอยู่ที่ไหน?”
นางหันไปคว้าแขนลู่เหยียนหนิง
“เหยียนหนิง รันเอ๋อร์อยู่ที่ไหน!”
ก่อนหันไปตะโกนบอกทุกคน
“รีบหาเร็วเข้า! ช่วยกันหารันเอ๋อร์ที!”
ลู่เหยียนหนิงกอดประคองนางเอาไว้
“ใจเย็นก่อนจิ้งเหวิน พวกเราต้องพบเขาแน่นอน”
ทุกคนแยกย้ายกันค้นหาท่ามกลางซากปรักหักพัง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่ไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของยูรัน
จนกระทั่งเซียวซินเยวี่ยสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันริบหรี่จากก้นหลุมระเบิดแห่งหนึ่ง
“ทางนี้!”
นางพุ่งลงไปทันที ก่อนใช้พลังปัดฝุ่นควันกับเศษหินออกจากบริเวณนั้น
ร่างของยูรันปรากฏขึ้นท่ามกลางพื้นดินซึ่งแตกร้าว
แขนซ้ายกับขาขวาขาดหาย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากแรงระเบิด เลือดแทบทั้งหมดไหลออกจากร่าง แม้แต่ลมหายใจก็เบาบางจนแทบไม่อาจสัมผัสได้
เซียวซินเยวี่ยแข็งค้าง
นางยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลออกมาในทันที ก่อนรีบคุกเข่าลงตรวจชีพจรของเขา
ปลายนิ้วของนางสั่นจนแทบวางบนข้อมือไม่ถูก
“อาจารย์...”
เมื่อสัมผัสตรวจสอบสภาพภายในร่างของยูรัน สีหน้าของเซียวซินเยวี่ยก็ซีดเผือดลงในทันที
“อาจารย์!”
นางหันกลับไปตะโกนสุดเสียง ทว่าเมื่อไม่มีผู้ใดตอบรับในทันที ความหวาดกลัวภายในใจก็ระเบิดออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
“อาจารย์ รีบมาทางนี้เร็วเข้า!”
เซียวซินเยวี่ยก้มมองลมหายใจอันแผ่วเบาของยูรันอีกครั้ง ก่อนตะโกนจนเสียงแทบแตกพร่า
“อาจารย์ รีบมาเร็ว ๆ เข้า! เขาจะตายอยู่แล้วววววววววววววว!”
เสียงร้องดังสนั่นไปทั่วซากปรักหักพัง
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
เงาร่างนับสิบพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทางแทบจะพร้อมกัน ซูเม่ยเหยามาถึงเป็นคนแรก ตามมาด้วยไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง และหญิงสาวคนอื่น ๆ
แต่ทันทีที่ทุกคนมองเห็นร่างซึ่งนอนจมอยู่กลางหลุม สีหน้าของพวกนางก็แข็งค้าง
แขนซ้ายและขาขวาของยูรันหายไป ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและบาดแผลจากแรงระเบิด เลือดแทบจะไหลออกจากร่างจนหมดสิ้น ส่วนเจ้าตัวยังคงนอนแน่นิ่งไร้สติ มีเพียงลมหายใจอันโรยรินซึ่งเบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้
“รันเอ๋อร์...”
ขาของไป๋จิ้งเหวินอ่อนแรงลงทันที
ซูเม่ยเหยาไม่มีเวลาแม้แต่จะตกตะลึง นางพุ่งเข้าไปคุกเข่าข้างกายยูรัน ก่อนวางสองมือลงบนร่างของเขาเพื่อตรวจสอบอาการ
“ทุกคนถอยออกไปก่อน!”
น้ำเสียงของนางสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“อย่าแตะต้องร่างเขา!”
ซูเม่ยเหยารีบส่งพลังเข้าไปตรวจสอบร่างของยูรัน ทว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจ สีหน้าของนางก็ซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม
พลังชีวิตภายในร่างแทบเหือดแห้ง เส้นลมปราณฉีกขาด อวัยวะภายในเสียหายหนัก
“ไม่ได้...”
มือของซูเม่ยเหยาสั่นระริก
“รักษาไม่ได้...”
โม่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง ก่อนพุ่งเข้ามาคว้าไหล่นางเอาไว้
“หมายความว่าอย่างไรที่ว่ารักษาไม่ได้?!”
นางตะโกนถามทั้งน้ำตา
“แล้วโอสถระดับสิบเล่า! ใช้โอสถระดับสิบสิ! มันรักษาได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ?!”
“ทำอะไรสักอย่างเร็วเข้า! เขากำลังจะตายนะ!”
ซูเม่ยเหยากัดริมฝีปากแน่น ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากรักษา...”
“แต่ร่างกายของเขาไม่ยอมรับพลังโอสถเลย!”
นางพยายามส่งพลังเข้าไปอีกครั้ง ทว่าพลังทั้งหมดกลับสลายหายไปทันที
“ต่อให้ใช้โอสถระดับสิบ พลังยาก็จะถูกสิ่งนี้กัดกินจนหมดก่อนรักษาบาดแผลได้!”
โม่ชิงเฟิงชะงักค้าง
“เช่นนั้น...พวกเราต้องทำอย่างไร?”
ซูเม่ยเหยามองร่างไร้สติของยูรัน ดวงตาของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ข้าไม่รู้...”
ไป๋จิ้งเหวินส่ายหน้าราวกับไม่ยอมรับสิ่งที่ได้ยิน
“ไม่นะ...ไม่...”
หัวใจของนางพลันบีบรัดอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ก่อนร่างทั้งร่างจะอ่อนยวบลง
“อึก...”
“จิ้งเหวิน!”
ลู่เหยียนหนิงรีบโอบรับนางเอาไว้ ก่อนตะโกนเรียกด้วยความร้อนใจ
“หลิงเอ๋อร์ มาช่วยทางนี้เร็วเข้า!”
ไป๋หลิงรีบเข้ามาประคองมารดา ขณะที่ลู่เหยียนหนิงพยายามเรียกสติของไป๋จิ้งเหวินไม่หยุด
อ๋องหมิงก้าวเข้ามามองร่างของยูรัน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...”
สายตาของเขากวาดผ่านแขนซ้ายและขาขวาที่ขาดหาย ก่อนหยุดอยู่ตรงร่างอันเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์
“เจ้าหนูนี่บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
อ๋องหมิงคุกเข่าลงข้างกายยูรัน
“ข้าขอลองดู”
เขาวางฝ่ามือลงบนอกของยูรัน ก่อนถ่ายเทพลังเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ทว่าเพียงเสี้ยวลมหายใจ สีหน้าของอ๋องหมิงก็เปลี่ยนไป
พลังทั้งหมดถูกผลักกลับออกมา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างของยูรันได้
อ๋องหมิงรีบถอนมือกลับ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
“ไม่ไหว...”
เขากำหมัดแน่น ดวงตาจับจ้องลมหายใจอันแผ่วเบาของยูรัน
“ร่างกายของเขาปฏิเสธพลังจากภายนอกทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง”
โม่ชิงเฟิงพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางรีบควานหาขวดหยกภายในแหวนมิติด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนเทโอสถระดับสิบออกมา
“ยังมีนี่...ยังมีโอสถที่สามีทำเอาไว้!”
นางประคองศีรษะของยูรันขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนนำโอสถป้อนเข้าปากเขา
“กินเข้าไปสิสามี...เจ้าทำมันขึ้นมาเอง มันต้องรักษาเจ้าได้แน่”
โอสถละลายกลายเป็นกระแสพลังบริสุทธิ์ทันทีที่เข้าสู่ร่าง ทว่าแทนที่จะกระจายออกไปรักษาบาดแผล พลังยาทั้งหมดกลับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีบาดแผลใดสมาน
ลมหายใจของยูรันยังคงแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ
โม่ชิงเฟิงรีบหยิบโอสถออกมาอีกเม็ด
“ทำไม...”
นางป้อนโอสถเม็ดที่สอง ตามด้วยเม็ดที่สาม แต่ผลลัพธ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“ทำไมถึงไม่ได้ผล?!”
น้ำตาไหลอาบแก้มของนาง ขณะกำขวดโอสถเอาไว้แน่น
“นี่เป็นของที่สามีทำขึ้นมาเองแท้ ๆ! เขาบอกว่ามันรักษาได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ?!”
โม่ชิงเฟิงตะโกนจนเสียงแตกพร่า
“แล้วเหตุใดมันถึงช่วยเขาไม่ได้!”
นางมองโอสถระดับสิบซึ่งเหลืออยู่ในมือ ก่อนขว้างขวดหยกลงพื้นอย่างเดือดดาล
เพล้ง!
“ระดับสิบอะไรกัน...”
“ขยะ!”
“มันก็เป็นเพียงขยะไร้ประโยชน์!”
ตอนนี้ผู้ที่มีปฏิกิริยาชัดเจนแล้ว ได้แก่ เซียวซินเยวี่ย, ซูเม่ยเหยา, โม่ชิงเฟิง, ไป๋จิ้งเหวิน, ลู่เหยียนหนิง, ไป๋หลิง และอ๋องหมิง ส่วนที่เหลือยังมี หลิงเยวี่ย, หนานอวี้, หลานชิงอวี้, ลู่ชิงถาน, เซี่ยหลานอิง, เซี่ยเยว่หลี, หลัวจินหยาง, หลัวจินเยว่, มู่เสวี่ยหนิง, มู่หรงฉิน, เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิง
เพล้ง!
เสียงขวดหยกแตกกระจายดังก้องอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมา ทุกคนได้แต่มองร่างไร้สติของยูรันด้วยความสิ้นหวัง
หลิงเยวี่ยเดินโซเซเข้ามา แม้ตันเถียนของนางยังคงถูกพลังสีม่วงดำกัดกิน แต่นางกลับไม่สนใจอาการของตนเองแม้แต่น้อย
นางทรุดตัวลงข้างกายเขา ก่อนยื่นมืออันสั่นเทาไปแตะใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือด
“รันเอ๋อร์...”
น้ำเสียงเย็นชาซึ่งเคยมั่นคงอยู่เสมอกลับสั่นเครือ
“เจ้าบอกว่าจะคุยกับอาจารย์ทีหลังไม่ใช่หรือ?”
“เหตุใดจึงนอนอยู่เช่นนี้...ลืมตาขึ้นมาสิ”
หนานอวี้ทรุดตัวลงอีกด้านหนึ่ง นางจับมือขวาของยูรันเอาไว้แน่น ริมฝีปากสั่นจนแทบกล่าวออกมาไม่ได้
“สามี...ท่านอย่าแกล้งข้านะ”
“ท่านชอบแกล้งพวกเราไม่ใช่หรือ? ลุกขึ้นมาหัวเราะสิ...จะด่าข้าว่าโง่ก็ได้ ข้ายอมแล้ว”
ไป๋หลิงปล่อยให้ลู่เหยียนหนิงประคองมารดา ก่อนคลานเข้ามาหายูรันทั้งน้ำตา
“ท่านเคยบอกว่าจะไม่มีผู้ใดพรากพวกเราไปจากท่านได้...”
นางก้มหน้าลงแนบฝ่ามือของเขา
“แล้วเหตุใดท่านจึงกำลังจะทิ้งพวกเราไปเองเล่า?”
หลานชิงอวี้ยืนแข็งค้างอยู่ด้านหลัง น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด
“ท่านพี่...”
นางเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าคนที่มักตอบรับนางอยู่เสมอกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
ลู่ชิงถานกำหมัดแน่น ก่อนยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างรุนแรง
“ท่านพี่ รีบตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะเจ้าคะ!”
“ท่านยังไม่ได้สอนข้าอีกตั้งหลายอย่าง จะมานอนขี้เกียจอยู่ตรงนี้ไม่ได้!”
ทว่ายิ่งตะโกน น้ำเสียงของนางก็ยิ่งแตกพร่า
เซี่ยหลานอิงทรุดตัวลงช้า ๆ ความสง่างามขององค์รัชทายาทหายไปจนหมดสิ้น
“สามี...ข้ามาหาท่านแล้ว”
“ลืมตาขึ้นมามองข้าสักครั้งได้หรือไม่?”
ส่วนเซี่ยเยว่หลีได้แต่มองบาดแผลทั่วร่างของยูรัน ก่อนพึมพำอย่างรู้สึกผิด
“เขาส่งพวกเรากลับไป แล้วกลับมาต่อสู้เพียงลำพัง...”
“พวกเรารอดมาได้ แต่เขากลับต้องอยู่ในสภาพนี้...”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ยืนกุมมือกันแน่น ฝาแฝดทั้งสองร้องไห้โดยไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดออกมาได้ แม้แต่คำเดียว
มู่เสวี่ยหนิงยกมือปิดปาก น้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะที่มู่หรงฉินยืนตัวสั่นอยู่ข้างกาย
“ข้าเพิ่งตัดสินใจว่าจะเป็นภรรยาของศิษย์พี่เองนะ...”
มู่หรงฉินสะอื้น
“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเลยสักอย่าง...”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยืนอยู่ด้านหลังสุด ทั้งสองมองยูรันด้วยใบหน้าซีดขาว
“เป็นเพราะพวกเรา...”
เฟิงซูหลานกัดริมฝีปากจนเลือดไหล
“หากเขาไม่ต้องมาช่วยพวกเรา เขาคงไม่ต้องรับมือกับอสูรสองตัวพร้อมกัน”
เหอหว่านชิงกำกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“พวกเรารอดมาได้ เพราะเด็กคนนี้กลับไปเสี่ยงตายแทน...”
ท่ามกลางเสียงสะอื้นและความสิ้นหวัง ยูรันยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ภายในหลุม
ไม่มีปฏิกิริยา
ไม่มีคำตอบ
มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาซึ่งกำลังอ่อนลงทุกขณะเท่านั้น
เย็นวันนั้น ทุกคนก็มาถึงยอดเขาจันทราในที่สุด
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
หญิงสาวนับสิบปรากฏตัวขึ้นกลางลานทีละกลุ่ม แต่ละคนมีสีหน้าซีดเซียว
ทันทีที่เตียงหยกถูกวางลง หลิงเยวี่ยก็ตะโกนเรียกสุดเสียง
“เฮยหลง! เยว่หลิน!”
ครืนนน!
กลิ่นอายอันทรงพลังสองสายปะทุขึ้น ก่อนเงาร่างของเฮยหลงกับเยว่หลินจะปรากฏตัวกลางลาน
“คารวะนายหญิง”
“ไม่ต้องมากพิธี!”
หลิงเยวี่ยตัดบททันที
“ไปนำทุกอย่างออกมา! โอสถ สมบัติรักษา ผลึกฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่ใช้ช่วยชีวิตได้ เอามาให้หมด!”
เฮยหลงกำลังจะรับคำ ทว่าสายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างบนเตียงหยก
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่กับที่
“นี่...นี่มัน...”
เยว่หลินหันมองตาม ก่อนใบหน้าจะซีดเผือดในพริบตา
“นายท่าน?!”
นางไม่รอให้หลิงเยวี่ยสั่งซ้ำ รีบคว้าแขนของเฮยหลงแล้วลากออกไปทันที
“ยังจะยืนมองอะไรอีก! เร็วเข้า!”
พรึ่บ!
ทั้งสองหายไปจากลานด้วยความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้เพียงทุกคนซึ่งกำลังยืนล้อมเตียงหยกและเฝ้ามองลมหายใจอันโรยรินของยูรันอย่างไม่อาจทำสิ่งใดได้