ตอนที่ 353 จะร้องไห้หาพระแสงอะไรเล่า
ลู่เหยียนหนิงมองลมหายใจของยูรันซึ่งอ่อนลงเรื่อย ๆ ก่อนตะโกนออกมาทั้งน้ำตา
“พวกเราจะพาเขากลับเดี๋ยวนี้!”
นางกวาดตามองทุกคนอย่างร้อนรน
“หาอะไรมาใส่ร่างเขาไว้ ห้ามเคลื่อนย้ายโดยตรงเด็ดขาด!”
“พวกเรามีก้าวพริบตาไม่ใช่หรือ? ไปเลย ตอนนี้!”
“ต้องไปตอนนี้!”
ทุกคนพลันได้สติขึ้นมา
ไป๋หลิงรีบนำเตียงหยกออกจากแหวนมิติ ขณะที่ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยช่วยกันประคองร่างของยูรันขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุด
แม้การเคลื่อนไหวจะเบาเพียงใด เลือดสดก็ยังไหลซึมออกมาจากบาดแผลทั่วร่าง
“เบา ๆ!”
ซูเม่ยเหยาตะโกนเตือน
“สภาพร่างกายของเขาอ่อนแอเกินไป กระดูกกับอวัยวะภายในแทบไม่เหลือส่วนใดสมบูรณ์แล้ว!”
หนานอวี้กับหลานชิงอวี้รีบเข้ามาช่วยประคองเตียงหยก ส่วนลู่ชิงถานก้าวออกไปด้านหน้าและเริ่มกำหนดเส้นทาง
ลู่เหยียนหนิงเช็ดน้ำตา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ผลัดกันนำทาง อย่าหยุดพักจนกว่าจะถึง!”
“ต่อให้ต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี ก็ต้องพารันเอ๋อร์กลับไปให้ได้!”
เซี่ยหลานอิงหันไปหาอ๋องหมิงเป็นครั้งสุดท้าย
“ท่านอา ฝากจัดการผู้คนกับเรื่องที่เหลือด้วย”
นางมองร่างไร้สติของยูรันบนเตียงหยก ก่อนกล่าวอย่างร้อนรน
“ข้าไปก่อนนะ!”
อ๋องหมิงพยักหน้าทันที
“ไปเถอะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า!”
สิ้นเสียงนั้น ทุกคนก็เข้าประจำตำแหน่งรอบเตียงหยก ก่อนปลดปล่อยพลังออกมาพร้อมกัน
พรึ่บ!
ร่างของลู่ชิงถานกับเตียงหยกหายไปก่อนเป็นกลุ่มแรก
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
หญิงสาวที่เหลือใช้ก้าวพริบตาตามไปติด ๆ
ทุกคนมีเพียงความคิดเดียว
ต้องพายูรันกลับไปให้เร็วที่สุด
แม้เร็วกว่านี้ได้เพียงลมหายใจเดียว พวกนางก็จะไม่ยอมเสียมันไปเด็ดขาด
ตกดึก ภายในตำหนักบนยอดเขาจันทรายังคงสว่างไสวราวกับกลางวัน
โอสถนับร้อยชนิด สมบัติฟื้นฟู ผลึกพลังชีวิต และค่ายกลรักษาถูกนำออกมาใช้จนแทบหมดคลัง
แต่ไม่ว่าจะลองวิธีใด ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
พลังโอสถสลายหายไปทันทีที่เข้าสู่ร่าง
พลังจากค่ายกลถูกผลักออกทั้งหมด
แม้แต่พลังชีวิตอันบริสุทธิ์จากสมบัติล้ำค่าก็ไม่อาจแทรกซึมผ่านร่างกายของยูรันได้แม้แต่น้อย
บาดแผลไม่มีส่วนใดสมานขึ้น
แขนและขาที่ขาดหายไม่มีวี่แววว่าจะงอกกลับมา
ลมหายใจของเขายังคงแผ่วเบาลงทุกขณะ
ซูเม่ยเหยาถอนมือออกจากร่างของยูรันอีกครั้ง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง
“ไม่ได้ผล...”
“แม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ผล”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ขวดหยกและสมบัติล้ำค่าวางกระจัดกระจายเต็มพื้น แต่สิ่งของซึ่งผู้คนภายนอกยอมสละชีวิตเพื่อแย่งชิงเหล่านี้ กลับไม่อาจช่วยชีวิตคนบนเตียงได้เลย
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงนั่งอยู่ข้างเตียง กุมมือขวาของบุตรชายเอาไว้โดยไม่ยอมปล่อย
หลิงเยวี่ยยืนอยู่ด้านหลังพวกนาง ดวงตาจับจ้องใบหน้าของยูรันตลอดเวลา
ส่วนหญิงสาวคนอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดยอมออกจากห้อง แม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่ยามดึกแล้วก็ตาม
พวกนางลองทุกวิถีทางที่คิดออกแล้ว
แต่กลับไม่สามารถรักษายูรันได้แม้เพียงสักนิดเดียว
เฮยหลงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนประสานมือให้หลิงเยวี่ย
“นายหญิง ข้าขอบังอาจถามขอรับ”
“นับตั้งแต่พวกท่านเดินทางไปถึงนครหลวง จนกระทั่งพานายท่านกลับมา เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
เขากวาดตามองบาดแผลทั่วร่างของยูรัน
“หากเป็นไปได้ ข้าอยากรู้รายละเอียดทั้งหมด บางทีอาจมีบางสิ่งช่วยให้พวกเราค้นหาวิธีรักษาได้”
ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีผู้ใดอยากรื้อฟื้นภาพเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง
หนานอวี้เช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
“ข้าจะเล่าเอง”
นางมองยูรันซึ่งยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
“ถ้าเป็นสามี เขาคงพูดว่า...”
“ไอ้โง่ จะทำอะไรต่อไปก็ต้องรู้เรื่องทั้งหมดก่อนสิ ถึงจะช่วยกันคิดได้”
ภายในห้องเงียบลงอีกครั้ง
จากนั้นหนานอวี้ก็เริ่มเล่าทุกอย่างโดยไม่ละเว้นแม้แต่รายละเอียดเดียว
นางเริ่มตั้งแต่พิธีชำระล้างโลหิต การสร้างกายเทพจากครรภ์แห่งดวงดาว ไปจนถึงเกมสงครามและเกมแวร์วูฟซึ่งทุกคนเล่นกันติดต่อกันหลายวัน แม้เรื่องหลังจะดูไม่เกี่ยวข้องกับอาการของยูรันเลยแม้แต่น้อย แต่นางก็ยังเล่าออกมาทั้งหมด
เฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากันเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวขัด
จากนั้นนางจึงเล่าถึงการประลองกับเย่อ้าวเทียน การเก็บโลหิตต้นกำเนิด การค้นพบความผิดปกติของการไหลเวียนพลังรอบนครหลวง ตลอดจนคำเตือนของยูรันเกี่ยวกับอสูรสุญญตาและคุณสมบัติกลืนกินของพวกมัน
นางเล่าถึงแผนการของเย่อ้าวเทียนกับตู้ฉางคง การล่อลวงหลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงเข้าไปในภพซ่อนเงา รวมถึงอสูรสุญญตาทั้งสามตัวซึ่งถูกเตรียมเอาไว้เพื่อแยกทุกคนออกจากกัน
ไม่มีผู้ใดเร่งรัดหรือกล่าวแทรก
แม้บางเรื่องจะดูไร้สาระเพียงใด ทุกคนก็ยังตั้งใจฟัง เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่ารายละเอียดเล็กน้อยส่วนใด อาจกลายเป็นเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยชีวิตยูรันได้
เมื่อกล่าวถึงการต่อสู้ด้านนอกนคร เสียงของหนานอวี้ก็เริ่มสั่น
“ข้า ไป๋หลิง ชิงอวี้ และเยว่หลีช่วยกันต้านตัวหนึ่งเอาไว้ แต่ว่าพวกเราไม่อาจสังหารมันได้”
“สุดท้ายสามีเป็นผู้ย้อนกลับมาจัดการมัน ก่อนส่งพวกเราออกไป แล้วกลับเข้าไปในนครเพียงลำพัง”
นางกำมือแน่น
“พวกเรารู้เพียงว่าอสูรอีกสองตัวรวมเข้าด้วยกัน พลังของมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จากนั้นมันก็ตะโกนเรียกสามีว่า ‘ราชา’”
“หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้น”
หนานอวี้หันไปมองร่างบนเตียง น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง
“เมื่อพวกเรากลับไปถึง ก็พบเขาอยู่ในสภาพนี้แล้ว”
“ไม่มีผู้ใดเห็นว่าการต่อสู้ช่วงสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น และไม่มีผู้ใดรู้ว่าอสูรตัวนั้นใช้ความสามารถใดกับเขากันแน่”
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เฮยหลงก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนหันไปหาหนานอวี้
“หมายความว่านายหญิงหนานอวี้ได้รับโลหิตจากกายาอัคคี แล้วนำไปหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาว จนให้กำเนิดกายเทพปฐมกาลหงส์เพลิงดาราสวรรค์ขึ้นมาแล้ว ใช่หรือไม่ขอรับ?”
หนานอวี้พยักหน้า
“ใช่”
เฮยหลงหันกลับไปมองร่างของยูรันอีกครั้ง
“จากที่ข้าเห็นในตอนนี้ พลังของนายท่านกำลังปฏิเสธทุกสิ่งจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณ พลังโอสถ หรือสมบัติรักษา”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วพลังจากกายเทพของนายหญิงเล่า ได้ลองใช้แล้วหรือยังขอรับ?”
ทุกคนภายในห้องชะงักพร้อมกัน
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“กายเทพของข้า...”
เฮยหลงพยักหน้า
“หากสิ่งที่นายหญิงเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง กายเทพของท่านถือกำเนิดจากวิถีและพลังของนายท่านโดยตรง”
“ในเมื่อร่างกายของนายท่านปฏิเสธพลังทุกชนิด ตอนนี้ก็เหลือเพียงสิ่งนี้ที่พวกเรายังไม่ได้ลองไม่ใช่หรือขอรับ?”
เขามองหนานอวี้อย่างมีความหวัง
“พลังจากต้นกำเนิดเดียวกันอาจไม่ถูกปฏิเสธ”
“บางทีมันอาจช่วยนายท่านได้”
หนานอวี้รีบเช็ดน้ำตา ก่อนพุ่งเข้าไปนั่งข้างเตียงทันที
“จริงด้วย...เหตุใดข้าถึงลืมเรื่องนี้ไปได้!”
นางจับมือขวาของยูรันเอาไว้ แล้วหลับตาลงเพื่อเปิดดาราจักรภายในร่าง
“เจ้าเปี๊ยก ออกมาเร็วเข้า!”
“มาช่วยสามีของข้าเดี๋ยวนี้!”
วาบ!
แสงจากดาราจักรส่องสว่างขึ้น ก่อนทารกน้อยจะลอยออกมาจากครรภ์แห่งดวงดาว
นางกะพริบตาปริบ ๆ มองผู้คนที่ยืนเบียดเสียดกันเต็มห้อง ก่อนเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“แบะ?”
หนานอวี้รีบชี้ไปยังเตียง
“อย่าเพิ่งถาม! ดูตรงนั้นก่อน แล้วรีบช่วยสามีเร็วเข้า!”
ทารกน้อยหันไปมองตามนิ้วของนาง
ทันทีที่เห็นยูรันนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง แขนขาขาดหาย ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัส ดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง
ริมฝีปากเล็กเริ่มสั่น ก่อนใบหน้าจะบิดเบี้ยวและร้องไห้โฮออกมา
“สามี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”
ทุกคนภายในห้องอึ้งค้าง
แม้แต่หนานอวี้ก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ
“เดี๋ยวก่อนนะ!”
นางชี้เข้าหาตัวเองอย่างหัวเสีย
“ข้าต่างหากที่เป็นภรรยาของสามี!”
“ไม่สิ เจ้าเป็นกายเทพของข้า เช่นนั้นข้ากับเจ้าก็มีสามีคนเดียวกัน...”
หนานอวี้ส่ายศีรษะอย่างแรง
“โว้ย! ตอนนี้มันใช่เวลามาสับสนเรื่องนี้หรือ!”
“จะร้องไห้หาพระแสงอะไรเล่า!”
“รีบช่วยสามีของพวกเราก่อนสิ!”