ตอนที่ 354 โอ้ ๆๆๆ เช่นนั้นก็ดีแล้ว
ทารกน้อยรีบใช้สองมือเช็ดน้ำมูกน้ำตา ก่อนสะอื้นออกมาเบา ๆ
“แบะ...”
นางยกมือทั้งสองข้างขึ้น
ครืนนน!
กายเทพปฐมกาลหงส์เพลิงดาราสวรรค์ภายในร่างของหนานอวี้พลันตื่นขึ้น พลังเปลวเพลิงแห่งดวงดาวลุกโชนออกมาจากร่างของนาง ก่อนโหมกระหน่ำเข้าสู่ร่างของยูรันอย่างรุนแรง
ทุกคนภายในห้องต่างกลั้นหายใจ
คราวนี้พลังไม่ได้ถูกปฏิเสธ
เปลวเพลิงแห่งดวงดาวค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณและอวัยวะภายใน หัวใจซึ่งเคยเต้นแผ่วเบาเริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะมั่นคงอีกครั้ง
บาดแผลเล็กทั่วร่างสมานตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนบาดแผลฉกรรจ์ซึ่งฉีกลึกเข้าไปถึงกระดูกก็เริ่มปิดลง แม้จะสมานได้เพียงเล็กน้อย แต่เลือดที่เคยไหลไม่หยุดกลับหยุดลงในที่สุด
ทารกน้อยลดมือลง ก่อนร้องไห้โฮและโผเข้าไปกอดยูรัน
“แบะ! แบะ!”
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“อะไร แค่นี้เองหรือ?!”
นางรีบชี้ไปยังบาดแผลขนาดใหญ่
“มากกว่านี้สิ รักษาต่อเร็วเข้า!”
ทารกน้อยส่ายศีรษะทั้งน้ำตา
“แบะ!”
“ไม่ได้แล้วงั้นหรือ?”
ซูเม่ยเหยารีบเข้ามาตรวจสอบอาการอีกครั้ง ไม่นานนักนางก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
“หัวใจกลับมาเต้นเป็นปกติแล้ว”
“พลังชีวิตกำลังฟื้นตัว เขาพ้นขีดอันตรายแล้ว”
ทุกคนรอบเตียงแทบทรุดลงพร้อมกัน
ซูเม่ยเหยาตรวจสอบต่ออย่างละเอียด ก่อนกล่าวว่า
“บาดแผลเล็กสมานเรียบร้อย ส่วนบาดแผลขนาดใหญ่ แม้จะยังฟื้นฟูได้เพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยเลือดก็หยุดไหลแล้ว”
“หลังจากนี้คงต้องรอให้ร่างกายของเขาฟื้นฟูด้วยตนเอง”
เสียงสะอื้นด้วยความหวาดกลัวรอบห้องค่อย ๆ กลายเป็นเสียงร้องไห้ด้วยความโล่งอก
หนานอวี้กอดทารกน้อยเอาไว้ ก่อนหันไปหาเฮยหลง
“ทำได้ดีมาก เจ้างู!”
เฮยหลงชะงักไปเล็กน้อย
หนานอวี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
“หากเจ้าไม่เตือน สามีคงไม่รอด”
“เพราะฉะนั้น ข้าจะยกเลิกแผนต้มซุปงูอย่างถาวร!”
เฮยหลงไม่รู้ว่าตนเองควรซาบซึ้งหรือหวาดกลัวกับแผนการซึ่งเพิ่งได้รับการยกเลิกดี แต่สุดท้ายก็ได้แต่ประสานมือ
“ขอบพระคุณนายหญิงที่เมตตาขอรับ...”
ตลอดสามวันต่อมา ไม่มีผู้ใดปล่อยให้ยูรันอยู่ตามลำพังแม้แต่ชั่วขณะเดียว
ทุกคนผลัดกันเข้ามาดูแล เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าพันแผล และเฝ้าตรวจลมหายใจของเขาอย่างใกล้ชิด แม้จะรู้ว่ายูรันยังคงไม่ได้สติ แต่พวกนางก็เอาแต่พูดกับเขาไม่หยุด ราวกับหวังว่าเสียงของใครสักคนจะสามารถเรียกเขากลับมาได้
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงนั่งอยู่ข้างเตียงนานที่สุด
“รันเอ๋อร์ แม่อยู่ตรงนี้แล้วนะ”
ไป๋จิ้งเหวินลูบเส้นผมของบุตรชายอย่างอ่อนโยน
“เจ้าไม่ต้องต่อสู้แล้ว รีบตื่นขึ้นมาเถอะ”
ลู่เหยียนหนิงกุมมือของเขาเอาไว้
“รันเอ๋อร์ยังมีอีกหลายเมือง เจ้ายังไม่ได้พาแม่สองคนไปเลยนะ”
หลิงเยวี่ยมักเข้ามาในช่วงกลางคืน นางนั่งเงียบอยู่ข้างเตียงเป็นเวลานาน ก่อนกระซิบกับคนที่ยังหลับใหล
“รันเอ๋อร์ เจ้าถามคำถามนั้นกับอาจารย์เอาไว้ไม่ใช่หรือ?”
มือของนางกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
“รีบฟื้นขึ้นมา แล้วอาจารย์จะตอบเจ้าเอง”
โม่ชิงเฟิงยังคงพูดเสียงดังเช่นเคย
“สามี หากเจ้ายังไม่ตื่น พี่สาวจะปีนขึ้นเตียงจริง ๆ แล้วนะ!”
แต่เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบกลับ นางกลับนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างเตียงเพียงลำพัง
หนานอวี้พาทารกกายเทพมาหาทุกวัน
“เจ้าเปี๊ยก เรียกสามีสิ บางทีเขาอาจได้ยิน”
ทารกน้อยกอดแขนขวาของยูรันเอาไว้ ก่อนสะอื้นเรียกซ้ำ ๆ
“สามี...แบะ...”
ไป๋หลิงเล่าเรื่องการแข่งขันซึ่งดำเนินต่อไปโดยไม่มีเขา ส่วนหลานชิงอวี้เล่าเรื่องคู่ต่อสู้ที่ถูกเส้นไหมของนางจัดการจนหมดสภาพ
“ท่านพี่ ข้าชนะอีกแล้วนะเจ้าคะ”
“หากท่านไม่ตื่นขึ้นมาชม ข้าจะไม่ลงแข่งแล้วจริง ๆ ด้วย”
ลู่ชิงถานนั่งบ่นอยู่ข้างเตียงครั้งละหลายชั่วยาม
“ท่านพี่รีบตื่นขึ้นมาเถอะเจ้าค่ะ”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ผลัดกันเล่าเรื่องบนยอดเขา มู่เสวี่ยหนิงนำอาหารที่ตนฝึกทำมาวางไว้ข้างเตียงทุกวัน
ส่วนมู่หรงฉินเอาแต่นั่งกระซิบบอกว่า นางสนุกมากอยากให้ท่านฟื้นขึ้นมาเร็ว ๆ
เซี่ยหลานอิงเล่าเรื่องน้าและอาให้ฟัง แม้ไม่มีผู้ใดตอบกลับก็ตาม
เซี่ยเยว่หลีเล่าเรื่องดูแลยอดเขาแทน
ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยผลัดกันตรวจอาการทุกหนึ่งชั่วยาม ขณะที่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงมักเข้ามาพูดขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่เฮยหลงกับเยว่หลินก็ยังแวะเข้ามายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเป็นระยะ
สามวันสามคืนผ่านพ้นไปเช่นนั้น
บาดแผลของยูรันค่อย ๆ สมานขึ้นอย่างเชื่องช้า ลมหายใจมั่นคงขึ้นทุกขณะ ทว่าเปลือกตาของเขายังคงปิดสนิท
ไม่ว่าทุกคนจะเรียกหาเพียงใด เขาก็ยังไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาเสียที
เช้าวันที่สี่ ทุกคนมารวมตัวกันรับประทานอาหาร แม้บรรยากาศภายในห้องจะยังคงเงียบเหงาและหนักอึ้งกว่าปกติ
เซี่ยเยว่หลีคีบอาหารตรงหน้าขึ้นมาชิม ก่อนวางตะเกียบลงแล้วถอนหายใจยาว
“เฮ้อออ...สรุปแล้วพวกเจ้าได้ตั้งใจฝึกทำอาหารจริง ๆ หรือเปล่า?”
นางหันไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน
“นี่มันอะไรกัน เหตุใดรสชาติถึงยังเหมือนเดิมไม่มีผิด?”
เฮยหลงยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง แต่ภายในใจกลับบ่นอย่างอดไม่ได้
[นี่มันหาเรื่องระบายอารมณ์ชัด ๆ พวกเราก็ช่วยนายหญิงแต่ละคนทำอาหารอยู่ด้วยกันแท้ ๆ...]
หนานอวี้ยกตะเกียบขึ้นชี้เซี่ยเยว่หลี
“อย่าไปหาเรื่องพวกเขาเลยน่า”
“ถ้าเจ้าพูดเช่นนี้ คนที่เจ้ากำลังตำหนิก็มีทั้งผู้อาวุโสซู ซินเยวี่ย ชิงถาน และเสวี่ยหนิง เพราะมื้อนี้ทุกคนช่วยกันทำ”
นางส่ายหน้าเบา ๆ
“จะหาเรื่องระบายอารมณ์ก็มีเหตุผลหน่อยสิ”
เซี่ยเยว่หลีชะงัก ก่อนก้มมองอาหารตรงหน้าด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ข้าขอโทษ ข้าเพียงแต่...”
นางกล่าวไม่จบประโยค แต่ทุกคนต่างเข้าใจดีว่านางกำลังคิดถึงสิ่งใด
ลู่ชิงถานส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจพี่หญิง”
นางก้มมองอาหารบนโต๊ะ ก่อนกล่าวเสียงแผ่ว
“หากท่านพี่ยังตื่นอยู่ เขาคงด่าพวกเราตั้งแต่คำแรกที่ได้ชิมแล้ว”
ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน
อาหารยังคงเป็นอาหารจานเดิม แต่เมื่อไม่มีคนคอยตำหนิหรือกล่าววาจากวนประสาทอยู่ข้างโต๊ะ รสชาติของมันกลับจืดชืดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
ไป๋หลิงสังเกตเห็นจดหมายในมือของหลิงเยวี่ยมาตั้งแต่เริ่มมื้ออาหาร นางจึงอดถามไม่ได้
“อาจารย์ นั่นเป็นจดหมายจากผู้ใดหรือเจ้าคะ? ข้าเห็นท่านจ้องมันอยู่นานแล้ว”
หลิงเยวี่ยก้มมองเทียบเชิญในมือ
“ส่งมาจากตำหนักเสวียนเยว่ เป็นจดหมายของเพื่อนเก่าคนหนึ่ง”
“นางปิดด่านฝึกตนมานานถึงสิบปี เพิ่งออกจากการปิดด่านเมื่อไม่นานมานี้ จึงส่งเทียบเชิญมาชวนข้าไปร่วมงานเลี้ยงปีใหม่”
นางเว้นไปครู่หนึ่ง
“ครั้งนี้ข้าควรจะไป เพราะงานเลี้ยงครั้งก่อนข้าก็ไม่ได้ไปร่วม แต่ว่า...”
หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวต่อ เพียงหันไปมองทางห้องซึ่งยูรันกำลังพักรักษาตัวอยู่
หลานชิงอวี้เข้าใจความหมายทันที
“แต่ว่าท่านพี่ยังไม่ฟื้น”
นางกล่าวเสียงเบา
“ท่านอาจารย์เองก็คงไม่มีจิตใจจะไปงานเลี้ยงในตอนนี้”
เฟิงซูหลานชะโงกหน้าเข้ามามองชื่อบนเทียบเชิญ
“ใช่นางหรือเปล่า?”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า
“นางนั่นแหละ”
เหอหว่านชิงถอนหายใจ
“เฮ้อ...ถ้าเป็นนาง เช่นนั้นไม่ไปคงไม่ได้แล้ว”
ไป๋หลิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“นางเป็นเพื่อนของพวกท่านด้วยหรือเจ้าคะ?”
เฟิงซูหลานพยักหน้า
“ใช่ เมื่อก่อนพวกเราสี่คนอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ นั่นแหละ”
เหอหว่านชิงเหลือบมองเฟิงซูหลาน ก่อนกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“แต่เพราะนางหนีไปมีสามีก่อน ซูหลานจึงใจแตก อยากหาสามีกับเขาบ้าง”
“น่าเสียดายที่หามาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเอา นางเลยต้องหลอกผู้อื่นมาตลอดว่าตัวเองมีสามีแล้ว”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าช้า ๆ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองสินะ ไอ้พวกเวร”
เฟิงซูหลานหันขวับไปมองทั้งสองคน
“เดี๋ยวก่อนสิ!”
นางรีบชี้ไปทางห้องของยูรัน
“แต่ตอนนี้พวกเรากำลังจะมีสามีคนเดียวกันแล้วนะ! หลิงเยวี่ย เจ้าจะทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้!”
เพียะ!
“ฟิ้ววววววววว!”
ร่างของเฟิงซูหลานพุ่งออกจากตำหนัก ก่อนตกลงไปในบ่อน้ำแห้งซึ่งไม่มีน้ำเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว
ตู้มมมมม!
ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นเต็มบ่อ ขณะที่เหอหว่านชิงมองตามไปอย่างเห็นใจ
“น่าสงสารจริง ๆ คราวนี้แม้แต่น้ำก็ไม่มีให้รองรับ...”
ผ่านไปเช่นนั้นอีกเจ็ดวัน
ในช่วงมื้อเช้า อ๋องหมิงเดินทางมาถึงยอดเขาจันทรา หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายในนครหลวงเทียนอู่เรียบร้อยแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าหนูนั่นฟื้นหรือยัง?”
เซี่ยหลานอิงส่ายหน้า
“ยังไม่ฟื้นเพคะ แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว ตอนนี้คงทำได้เพียงรอ”
อ๋องหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“โอ้ ๆๆๆ เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
เขากวาดตามองตำหนักรอบตัว ดวงตาค่อย ๆ เป็นประกายขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้น ข้าขอไปดูห้องว่างได้หรือไม่? ได้ยินหลานอิงบอกว่าห้องพักของที่นี่ยิ่งกว่าราชวังเสียอีก”
“ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ แต่พอได้เห็นสถานที่จริงแล้ว ข้าเริ่มเชื่อขึ้นมาแล้วสิ ข้าอยากเห็นข้างในห้องบ้าง”