ตอนที่ 355 ไอ้พวกสมุนเวร
เซี่ยหลานอิงหรี่ตามองเขา
“ท่านอาจัดการเรื่องนครหลวงเสร็จแล้วหรือเพคะ?”
“เรียบร้อย!”
อ๋องหมิงตบอกอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าใช้อำนาจสั่งให้ผู้บำเพ็ญทุกคนช่วยกันสร้างนครขึ้นมาใหม่ภายในห้าวัน หลังจากตรวจสอบทุกอย่างเสร็จ ข้าก็มาที่นี่ทันที”
เขากล่าวต่ออย่างหน้าตาเฉย
“ส่วนงานที่เหลือ ข้าโยนให้ลูกน้องจัดการหมดแล้ว”
“เอาละ หลานรัก พาอาไปเดินดูรอบ ๆ หน่อยสิ”
“ไม่ได้เพคะ”
เซี่ยหลานอิงปฏิเสธทันที
อ๋องหมิงชะงัก
“เพราะเหตุใด?”
“ท่านอาไม่มีป้ายประจำห้อง”
นางมองเท้าของเขา ก่อนกล่าวเสริมอย่างจริงจัง
“และข้าไม่อยากให้ห้องของตัวเองเปื้อนเท้าท่านอาด้วย”
ฉึก!
อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก
“นี่หลานรังเกียจอาหรือ?”
“เปล่าเพคะ ข้าเพียงไม่อยากให้ท่านเข้าเท่านั้น”
“มันต่างกันตรงไหน?!”
เซี่ยหลานอิงไม่สนใจสีหน้าปวดร้าวของเขา
“ป้ายประจำห้องเป็นของที่สามีสร้างขึ้น ท่านอาลืมแล้วหรือ? หากต้องการห้องของตนเองก็ต้องรอให้สามีฟื้น แล้วให้เขาสร้างป้ายให้”
นางชี้ไปยังคนอื่น ๆ รอบโต๊ะ
“ตอนนี้ท่านแม่ไป๋ยังต้องนอนกับไป๋หลิง ส่วนผู้ที่ไม่มีป้ายคนอื่นก็อาศัยนอนในห้องของผู้ที่มีป้าย บางคนถึงกับรวมตัวกันนอนอยู่บนดาดฟ้าด้วยซ้ำ”
“ดังนั้นท่านอาไม่มีสิทธิ์บ่นเพคะ”
หนานอวี้วางตะเกียบลง ก่อนหันไปหาอ๋องหมิง
“ท่านอ๋อง หากอยากเดินชมจริง ๆ ท่านไปดูสถานที่รอบตำหนักแทนก็ได้นะ”
นางเริ่มนับนิ้วทีละอย่าง
“มีทั้งบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เขตเลี้ยงสัตว์บก สวนสมุนไพร โรงหลอม โรงโอสถ โรงหมักสุรา และสถานที่อื่นอีกมากมาย”
“แต่สิ่งที่ข้าอยากนำเสนอที่สุดก็คือ...”
หนานอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนตะโกนเสียงดัง
“สมุน!!!!”
เสียงของนางดังก้องไปทั่วทั้งยอดเขา
ตึก ๆๆๆๆๆๆๆๆ!
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงฝีเท้าจำนวนมหาศาลก็ดังขึ้นจากด้านล่าง ก่อนเหล่ารากควรวิญญาณยี่สิบต้นจะกรูกันขึ้นมาบนดาดฟ้าอย่างบ้าคลั่ง
บางต้นวิ่งจนใบไม้บนศีรษะปลิวไปด้านหลัง บางต้นสะดุดกลิ้งไปกับพื้นก่อนรีบลุกขึ้นมาวิ่งต่อ ไม่มีต้นใดกล้าชักช้าแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึง พวกมันก็รีบยืนเรียงหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ แม้แต่ละต้นจะหอบจนลิ้นห้อยก็ตาม
“แฮ่ก ๆๆๆ...”
หนานอวี้ผายมือไปทางกองทัพสมุนด้วยความภาคภูมิใจ
“นี่ไงท่านอ๋อง พวกสมุนที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”
“แค่หัวหน้าหมวดยี่สิบต้นก็เรียกใช้งานง่ายกว่าพวกขุนนางขี้เปียกของท่านตั้งเยอะ”
นางยิ้มกว้าง
“ลองใช้ดูสิ!”
อ๋องหมิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นกล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดทั่วร่างของเหล่ารากครวญวิญญาณ
“ว้าว ๆๆๆ! รากครวญวิญญาณมีกล้ามจริง ๆ ด้วย!”
เขารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนเดินวนสำรวจหัวหน้าหมวดทั้งยี่สิบต้นด้วยความตื่นเต้น
“ไหนลอง...อืม...”
อ๋องหมิงชี้นิ้วลงพื้น
“วิดพื้นสิบครั้ง ปฏิบัติ!”
เหล่าหัวหน้าหมวดทิ้งตัวลงพร้อมกันทันที
ตุบ!
“หนึ่ง!”
ตึง!
“สอง!”
ตึง! ตึง! ตึง!
รากครวญวิญญาณทั้งยี่สิบต้นวิดพื้นอย่างพร้อมเพรียง กล้ามเนื้อบนแขนและลำตัวขยับเป็นมัดทุกครั้งที่ยกตัวขึ้นลง ไม่มีต้นใดช้ากว่าต้นอื่นแม้แต่จังหวะเดียว
“สิบ!”
ตุบ!
เมื่อเสร็จสิ้น ทั้งหมดก็กระโดดกลับขึ้นมายืนตรงพร้อมกันทันที
อ๋องหมิงมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ยอดเยี่ยม!”
“เชื่อฟังยิ่งกว่าทหารหลวงของข้าเสียอีก!”
หนานอวี้ขยับเข้าไปยืนข้างอ๋องหมิง ก่อนเริ่มเป่าหูด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่ว่าจะเป็นงานหนัก งานยาก งานท้าทาย หรืองานลาดตระเวน พวกมันล้วนทำได้ทั้งนั้น”
นางชี้ลงไปยังพื้นที่ด้านล่างของยอดเขา
“ท่านอ๋องลองดูตรงนั้นสิ เห็นกองร้อยหนึ่งกำลังเดินลาดตระเวนอยู่หรือไม่?”
อ๋องหมิงรีบชะโงกหน้ามองตาม
ด้านล่างมีกองร้อยรากครวญวิญญาณกำลังเดินเป็นแถวตรวจตราไปตามเส้นทาง ท่าทางเป็นระเบียบเสียยิ่งกว่ากองทหารจริง
หนานอวี้เลื่อนนิ้วไปอีกทาง
“ส่วนกลุ่มนั้นกำลังตรวจสอบคลังสินค้า”
“ทางนั้นกำลังเก็บน้ำผึ้ง”
“ตรงบ่อกำลังนับจำนวนสัตว์น้ำ”
“อีกฝั่งกำลังให้อาหารสัตว์บก”
“ส่วนในสวนสมุนไพรก็กำลังใส่ปุ๋ย...”
นางชี้ไปยังลานกว้างอีกแห่ง
“และทางนั้นกำลังเปิดสนามต่อยมวย...”
หนานอวี้ชะงัก
กลางลานมีรากครวญวิญญาณสองต้นกำลังสาวหมัดใส่กันอย่างเมามัน ขณะที่สมุนอีกหลายสิบต้นยืนล้อมวงส่งเสียงเชียร์ บางต้นถึงขั้นกำลังรับพนันอยู่ด้านข้าง
“……”
ใบหน้าของหนานอวี้กระตุก
“เฮ้ย!”
นางตะโกนลงไปจนทั่วทั้งยอดเขาสั่นสะเทือน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
วงพนันแตกกระเจิงในพริบตา เหล่ารากครวญวิญญาณพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
หนานอวี้กระแอมเบา ๆ พยายามทำเหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น
“อะแฮ่ม...ท่านอ๋อง ดูตรงนั้นนะ เห็นบ้านหลังนั้นหรือไม่?”
นางชี้ไปยังเรือนขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อน
“นั่นแหละ สามีสร้างเอาไว้ให้พวกมันแช่น้ำร้อนและนอนดูดาว เวลาว่างก็กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่แถวนั้น”
หนานอวี้กวาดตามองกล้ามเนื้อของหัวหน้าหมวดทั้งยี่สิบต้น
“อืม อย่างที่ข้าเคยเล่า พวกมันอยู่สบายเกินไป จึงหันไปบำเพ็ญเพียรจนมีกล้าม สามีก็เลยรวบรวมพวกมันมาตั้งเป็นหมวดงานเบ็ดเตล็ด”
นางชะงัก ก่อนหันไปถามไป๋หลิง
“เรียกว่าอะไรนะ?”
ไป๋หลิงตอบโดยไม่ต้องคิด
“เรียกสั้น ๆ ว่าเบ๊ หากจะกล่าวให้ต่ำกว่านั้นก็ทาส”
“ใช่ ๆ!”
หนานอวี้ตบมือ
“แต่สามีชอบเรียกพวกมันว่า ‘สมุน’”
นางหันกลับมาหาอ๋องหมิง
“นี่ข้าเล่าให้ท่านอ๋องฟังเป็นรอบที่สองแล้วนะ แค่สร้างบ้านดี ๆ ให้พวกมันอยู่ ก็ได้สมุนที่ทั้งขยันและเชื่อฟังมาใช้งาน”
“แถมยังนวดเท้าได้ดีมากด้วย เพราะพวกมันเป็นรากไม้ นิ้วแข็งแรงสุด ๆ”
หนานอวี้หันไปตะโกนสั่งทันที
“สมุน!”
หัวหน้าหมวดทั้งยี่สิบต้นยืนตรงพร้อมกัน
“ไปเอาน้ำล้างเท้า แล้วเตรียมนวดเท้าให้ท่านอ๋อง!”
ตึก ๆๆๆๆๆ!
สมุนหลายต้นรีบวิ่งออกไปทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมอ่างน้ำร้อน ผ้าสะอาด เก้าอี้รองขา และน้ำมันสมุนไพรอย่างครบครัน
อ๋องหมิงมองอุปกรณ์ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“บริการครบถ้วนยิ่งกว่าข้ารับใช้ในวังอีก!”
เซี่ยเยว่หลีวางตะเกียบลงบนโต๊ะดังปัง ก่อนตะโกนขัดขึ้นมาทันที
“ไม่ให้!”
อ๋องหมิงสะดุ้งจนเกือบเตะอ่างน้ำคว่ำ
“ข้ายังไม่ได้ขอเลยนะ!”
“สีหน้าท่านเขียนเอาไว้หมดแล้วว่ากำลังคิดจะขโมยสมุนกลับไปใช้งานที่ราชสำนัก”
เซี่ยเยว่หลีชี้ไปยังหัวหน้าหมวดทั้งยี่สิบต้น
“พวกนี้เป็นแรงงานของยอดเขาจันทรา ขาดไปแม้แต่ต้นเดียว งานทั้งหมดก็จะตกมาอยู่ที่ข้า”
นางหรี่ตามองอ๋องหมิงอย่างไม่ไว้ใจ
“ดังนั้น แม้แต่ต้นเดียวก็ไม่ให้เพคะ!”
เซี่ยหลานอิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“ท่านอา ขอร้องเถอะ ท่านควบคุมพวกมันไม่อยู่หรอก”
อ๋องหมิงหันมามองอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดข้าจะควบคุมไม่ได้?”
“เพราะท่านไม่รู้วิธีทรมานพวกมันอย่างไรเล่าเพคะ”
เซี่ยหลานอิงชี้ไปยังเหล่าสมุน
“สามีทั้งกระทืบ ทั้งข่มขู่ จนพวกมันไม่กล้าร้องแม้แต่แอะเดียว ท่านอาใจอ่อนกับพวกมันไม่กี่วัน พวกมันคงเปิดเวทีมวยกับวงพนันทั่ววังหลวงแน่”
หัวหน้าหมวดทั้งยี่สิบต้นยืนตัวแข็งทื่อ พยายามทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งใด
จากนั้นเซี่ยหลานอิงก็หันไปหาหนานอวี้
“ส่วนเจ้า เลิกใส่ไฟได้แล้ว”
“แทนที่จะยกสมุนให้ท่านอา ไม่สู้นำเกมของสามีไปให้พวกขุนนางเล่น แล้วใช้มันจับพวกคดโกงยังจะมีประโยชน์กว่าอีก”
อ๋องหมิงชะงัก ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เป็นประกาย
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
“ใช้เกมจับขุนนางคดโกงได้ด้วยหรือ?”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้า
“ได้เพคะ”
ก่อนอ๋องหมิงจะทันได้ดีใจ นางก็กล่าวต่อทันที
“แต่ท่านอาห้ามเล่น”
รอยยิ้มบนใบหน้าของอ๋องหมิงแข็งค้าง
“เหตุใดเล่า?!”
เซี่ยหลานอิงมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
“เพราะท่านอาติดเกมจนกู่ไม่กลับแล้วเพคะ”
“หากปล่อยให้เล่นด้วย แทนที่จะจับขุนนางคดโกง สุดท้ายท่านคงโยนงานทั้งหมดทิ้ง แล้วเล่นต่อเนื่องเจ็ดวันเจ็ดคืนอีก”
ฉึก!
อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก
“หลานรัก เจ้ามองอาเป็นคนเช่นนั้นหรือ?”
ทุกคนรอบโต๊ะตอบขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ใช่”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงตะโกนและฝีเท้าของเหล่าสมุนก็ดังลอดเข้าไปถึงห้องพักด้านใน
บนเตียง ยูรันพลันสะดุ้งลืมตาขึ้น
“แม่งเอ๊ย...”
เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“อุตส่าห์ได้นอนเงียบ ๆ ตั้งเจ็ดวัน ไอ้พวกสมุนเวรนี่จะเสียงดังกันไปถึงไหน”
ยูรันก้มมองแขนซ้ายกับขาขวาซึ่งขาดหาย ก่อนถอนหายใจอย่างรำคาญ
“สภาพดูไม่ได้เลยแฮะ”
เขาปิดผนึกร้อยชีวิต
พลังชีวิตอันมหาศาลปะทุออกจากร่าง บาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างเริ่มสมานตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระดูก เส้นลมปราณ และอวัยวะภายในซึ่งเสียหายถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด
บริเวณหัวไหล่ซ้ายกับต้นขาขวาเกิดเนื้อเยื่อใหม่ ก่อนแขนและขาที่ขาดหายจะงอกกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ
ยูรันขยับแขนขาทดสอบเล็กน้อย ก่อนลุกลงจากเตียงราวกับไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน
เขาสะบัดมือหนึ่งครั้ง
พรึ่บ!
คราบเลือด ผ้าพันแผล และสิ่งสกปรกทั่วร่างสลายหายไปในพริบตา เสื้อผ้าชุดใหม่ปรากฏขึ้นแทนที่ ทำให้ทั่วทั้งร่างกลับมาสะอาดหมดจดดังเดิม.