คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 356 เฮ้ออออออ...น่าเสียดายจริง ๆ7,108 ตัวอักษร

ตอนที่ 356 เฮ้ออออออ...น่าเสียดายจริง ๆ

บนดาดฟ้า สมุนสองต้นซึ่งกำลังล้างและนวดเท้าให้อ๋องหมิงพลันชะงักพร้อมกัน

ใบไม้บนศีรษะของพวกมันตั้งชัน ร่างทั้งร่างเริ่มสั่นสะท้านอย่างไม่มีสาเหตุ

จากนั้นทั้งสองต้นก็รีบปล่อยเท้าของอ๋องหมิง ถอยกลับไปยืนรวมกับหัวหน้าหมวดที่เหลือ ก่อนจัดแถวหน้ากระดานอย่างพร้อมเพรียง

สมุนทั้งยี่สิบต้นยืนตัวตรงจนแทบแข็งเป็นท่อนไม้ ไม่มีต้นใดกล้าขยับแม้แต่ปลายใบ

อ๋องหมิงมองเท้าของตนซึ่งถูกทิ้งเอาไว้กลางอ่าง ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง

“พวกมันเป็นอะไรกัน?”

ทุกคนรอบโต๊ะหันไปมองเหล่าสมุนพร้อมกัน

หนานอวี้ขมวดคิ้ว ก่อนชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่างของยอดเขา

“หืม?”

ไม่ใช่เพียงหัวหน้าหมวดบนดาดฟ้าเท่านั้น เหล่าสมุนซึ่งกำลังทำงานอยู่ทุกพื้นที่ต่างหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกัน

วงมวยเงียบกริบ

แถวลาดตระเวนหยุดนิ่ง

แม้แต่ต้นที่กำลังแอบกินน้ำผึ้งยังรีบวางไหลง แล้วกลับไปยืนตรงประจำตำแหน่งราวกับไม่เคยทำสิ่งใดผิด

“อยู่ดี ๆ เจ้าพวกข้างล่างก็นิ่งขึ้นมาพร้อมกันหมดเลย”

หนานอวี้เอียงศีรษะอย่างสงสัย

“เป็นอะไรกันนะ?”

ทุกคนต่างพากันมองเหล่าสมุนซึ่งยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าด้วยความสงสัย

ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว

“ทำไมหรือ? พวกมันทำเช่นนี้ถือว่าผิดปกติหรือเปล่า?”

หนานอวี้ยังคงจ้องเหล่าสมุน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ผิดปกติมาก”

“ตามปกติต่อให้ข้าตะโกนด่า พวกมันก็ยังต้องมีแอบขยับหรือหันไปมองหน้ากันบ้าง แต่ถ้ายืนตัวตรงจนสั่นและไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเช่นนี้...”

คำพูดของนางหยุดลงกลางคัน

หนานอวี้ค่อย ๆ เบิกตากว้าง ก่อนหันขวับไปทางประตูซึ่งเชื่อมต่อกับด้านในตำหนัก

“พวกมันจะเป็นเช่นนี้ก็ต่อเมื่อ...”

ทุกคนรอบโต๊ะชะงักพร้อมกัน

ไป๋จิ้งเหวินลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาจับจ้องประตูบานนั้นโดยไม่กะพริบ

“รันเอ๋อร์...”

ทันใดนั้น เสียงคุ้นเคยพลันแว่วออกมาจากด้านในตำหนัก

“ทำดีนักนะ ไอ้พวกเวร...”

เหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้นสั่นสะท้านหนักกว่าเดิม ใบไม้บนศีรษะลู่ลงจนแนบติดกับลำต้น

“ถ้าข้าไม่แอบตรวจดู คงไม่รู้ว่าพวกแกขโมยกินน้ำผึ้งไปมากขนาดไหนแล้ว!”

พรึ่บ!

ร่างของยูรันปรากฏขึ้นกลางดาดฟ้า

แขนซ้ายและขาขวาของเขากลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ บาดแผลทั่วร่างหายไปจนหมดสิ้น เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้เห็นว่าเมื่อไม่นานมานี้เขายังนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่บนเตียง

ใบหน้าของยูรันประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง

ทว่าเส้นเลือดซึ่งปูดขึ้นเต็มหน้าผากกลับทำให้รอยยิ้มนั้นน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าสีหน้าโกรธเกรี้ยวเสียอีก

สายตาของเขากวาดผ่านเหล่าสมุนทีละต้น

“ดูเหมือนช่วงที่ข้าหลับ พวกแกจะใช้ชีวิตกันสนุกมากเลยสินะ?”

ยูรันประสานมือไว้ด้านหลัง ก่อนเดินเข้าไปหาเหล่าสมุนทีละก้าว

“กล้ามากนักนะ”

“ขนาดคำสั่งของข้า พวกแกก็ยังกล้าฝ่าฝืน”

รากครวญวิญญาณทั้งยี่สิบต้นสั่นจนใบไม้บนศีรษะกระทบกันดังกรอบแกรบ

ยูรันยิ้มกว้างกว่าเดิม

“หรือข้าควรจับพวกแกไปไถนาทั้งวันทั้งคืนดี?”

เขาลากเสียงยาว

“หืม?”

เหล่าสมุนพร้อมใจกันทรุดตัวลงคุกเข่า เตรียมโขกศีรษะขอความเมตตา

แต่ก่อนยูรันจะทันได้ชำระความกับพวกมัน เสียงเก้าอี้สองตัวก็ล้มลงแทบจะพร้อมกัน

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงพุ่งเข้ามาหาเขาโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก

“รันเอ๋อร์!”

ทั้งสองโผเข้ากอดบุตรชายพร้อมกัน คนหนึ่งโอบรอบลำตัว อีกคนประคองใบหน้าของเขาด้วยมืออันสั่นเทา

ยูรันชะงักค้างอยู่กลางวงแขนของมารดาทั้งสอง

ไป๋จิ้งเหวินกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ เขาจะหายไปอีกครั้ง

“เจ้าฟื้นแล้ว...”

น้ำตาของนางไหลลงมาอย่างไม่อาจห้าม

“รันเอ๋อร์ของแม่ฟื้นแล้วจริง ๆ...”

ลู่เหยียนหนิงลูบใบหน้าและศีรษะของเขาซ้ำ ๆ ก่อนก้มตรวจดูแขนซ้ายกับขาขวาที่กลับคืนมา

“ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?”

“ยังเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า? บอกแม่มา อย่าปิดบังแม้แต่แห่งเดียว”

ยูรันยกแขนโอบมารดาทั้งสองเอาไว้ ก่อนตบหลังพวกนางเบา ๆ

“ข้าทำให้ท่านแม่ทั้งสองต้องเป็นกังวลแล้ว”

“ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ส่วนการระเบิดครั้งสุดท้ายนั่นเป็นพลังของข้าเอง เพียงแต่ข้าคำนวณพลาดไปนิดหน่อย”

เขายิ้มบาง ๆ

“เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังทั้งหมด มาสิ ไปนั่งกอดกันก่อน”

ยูรันพามารดาทั้งสองกลับไปยังโต๊ะ ก่อนเหลือบมองเหล่าสมุนซึ่งยังคงคุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น

“ส่วนพวกแก...”

สมุนทั้งยี่สิบต้นสะดุ้งพร้อมกัน

“ครั้งนี้ข้าจะปล่อยไป แต่จะไม่มีครั้งต่อไป”

เหล่าสมุนรีบพยักหน้าจนใบไม้บนศีรษะแทบหลุด

“ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปทำงาน”

พวกมันกำลังจะวิ่งหนี ทว่ายูรันกลับกล่าวตามหลัง

“แล้วอย่าลืมเก็บอ่างน้ำล้างเท้าของท่านอ๋องไปด้วย”

สมุนสองต้นรีบย้อนกลับมาคว้าอ่างกับอุปกรณ์นวดเท้า ก่อนทั้งหมดจะวิ่งลงจากดาดฟ้าราวกับกำลังหนีตาย

ตึก ๆๆๆๆๆๆ!

เพียงไม่กี่อึดใจ เหล่าสมุนทั้งยี่สิบต้นก็หายไปจนไม่เหลือแม้แต่เงา

ไป๋จิ้งเหวินยังคงกอดแขนของบุตรชายเอาไว้แน่น ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เล่ามาได้แล้ว ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้

“ไม่มีอะไรมาก ข้าเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย”

ทุกคนรอบโต๊ะหรี่ตามองเขาพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดเชื่อคำว่า ‘ง่ายดาย’ ของเขาแม้แต่น้อย

ยูรันจึงกล่าวต่อ

“เจ้าพวกนั้นถูกราชินีทอดทิ้ง พวกมันจึงนำสายสัมพันธ์ที่หลงเหลืออยู่ไปสังเวยร่วมกับคุณสมบัติกลืนกิน เพื่อแลกกับคุณสมบัติใหม่”

“อย่างแรกคือเขตแดนซึ่งปิดกั้นการเคลื่อนที่ทั้งหมด เมื่ออยู่ภายในนั้น ไม่ว่าจะเป็นก้าวพริบตาหรือเทพนภาเหินก็ไม่สามารถใช้งานได้”

ลู่เหยียนหนิงขมวดคิ้ว

“เช่นนั้นเจ้าก็หนีออกมาไม่ได้?”

“ใช่ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ปัญหาจริง ๆ คือคุณสมบัติการปรับตัว หากปล่อยให้มันรอดจากการโจมตีเดิม พลังชนิดนั้นจะค่อย ๆ ใช้ไม่ได้ผลกับมัน”

“วิธีจัดการจึงง่ายมาก เพียงสังหารมันให้ได้ภายในการโจมตีเดียว ก่อนที่มันจะทันปรับตัว”

เขาวางถ้วยชาลง

“ซึ่งข้าก็ทำสำเร็จแล้ว”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย

“แต่ว่า...”

ไป๋จิ้งเหวินจ้องหน้าบุตรชาย

“แต่ว่าอะไร?”

ยูรันลูบคาง

“แต่ว่า...”

ลู่เหยียนหนิงโน้มตัวเข้ามา

“แต่ว่าอะไรเล่า?”

“แต่ว่า...”

หนานอวี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางตบโต๊ะแล้วตะโกนจนทั่วทั้งดาดฟ้าสั่นสะเทือน

“โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!”

“ก็เล่ามาสักทีสิ!”

ยูรันยกมือปิดหู

“ใจเย็นสิ ข้ากำลังนึกอยู่”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“แต่ว่ามันมีเงื่อนไขซ่อนอยู่อีกหนึ่งอย่าง ซึ่งตอนแรกข้าเองก็ไม่รู้ผลที่แน่ชัด”

“คุณสมบัตินั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อมันได้รับการโจมตีซึ่งรุนแรงพอจะทำให้ตาย มันจะปิดคุณสมบัติการปรับตัว แล้วเปิดใช้อีกคุณสมบัติหนึ่งขึ้นมาแทน”

ทุกคนตั้งใจฟังทันที

“ความสามารถของมันคือการเลือกเป้าหมายผ่านการมองเห็น หากมันหันหน้ามองผู้ใดอยู่ ความเสียหายทั้งหมดที่มันได้รับจะถูกถ่ายทอดไปให้คนผู้นั้นรับร่วมกับมัน”

“ในทางกลับกัน หากเป้าหมายพยายามฟื้นฟูตัวเอง พลังฟื้นฟูเหล่านั้นก็จะถูกถ่ายทอดกลับไปสมานบาดแผลให้มันแทน”

“ข้าใช้เวลาทดลองอยู่นาน จนพบว่ามันต้องหันหน้ามาทางข้าหรือมองเห็นข้า คุณสมบัติจึงจะทำงาน หากโจมตีจากด้านหลังโดยที่มันมองไม่เห็น ความเสียหายก็จะไม่ถูกส่งมาที่ข้า”

“สุดท้ายข้าจึงใช้ภาพลวงตาสองชั้นหลอกมัน แล้วแทงหอกแห่งจ้าวอัสนีเข้าไปได้สำเร็จ”

เขาชี้ตรงกลางอกของตัวเอง

“น่าเสียดายที่ข้าพลาดไปเล็กน้อย เดิมทีตั้งใจแทงหัว แต่กลับแทงเข้ากลางอกแทน”

“ข้าจึงขว้างมันขึ้นไปบนฟ้า แล้วระเบิดหอกเพื่อปิดฉาก”

ยูรันยกมือประกอบคำอธิบาย

“ตู้ม!”

หลายคนสะดุ้งพร้อมกัน

“แต่ก่อนตาย มันฝืนบิดคอของตัวเองจนหันกลับมามองข้า แล้วระเบิดร่างของตัวเองตามไปด้วย”

“ความเสียหายจากการระเบิดของมันจึงถูกถ่ายทอดมาที่ข้า”

ยูรันยักไหล่

“แค่นั้นแหละ”

“สรุปง่าย ๆ คือข้าโดนพลังของตัวเองเข้าไปเต็ม ๆ เท่านั้นเอง”

“……”

ทุกคนรอบโต๊ะมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

หนานอวี้ชี้ไปยังแขนซ้ายกับขาขวาซึ่งเพิ่งงอกกลับคืนมา

“เกือบตาย แขนขาขาด และหมดสติไปตั้งเจ็ดวัน”

“นี่บ้านเจ้าเรียกว่า ‘แค่นั้น’ กับ ‘ง่าย ๆ’ หรือ?!”

ยูรันยกมือขึ้นโบกไปมา

“เอาน่า ๆ อย่างไรข้าก็กลับมาแล้ว ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไร ปัญหาอยู่ตรงไหนกัน?”

เขานิ่งคิดไปเล็กน้อย

“ไม่สิ ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง”

ทุกคนรอบโต๊ะพลันกลับมาตั้งใจฟัง

“ผู้อาวุโสตู้ฉางคงถูกอสูรตัวนั้นปาดคอตายไปแล้ว แบบนั้นก็ถือว่าจบไป”

“แต่ศิษย์พี่เย่ดันหนีรอดไปได้”

ยูรันถอนหายใจอย่างเสียดาย

“ข้าอุตส่าห์ตั้งใจจะหั่นแขนขาของเขาออกให้หมด แล้วทำลายตบะทิ้งเสียหน่อย แต่เขาดันมียันต์หลบหนีซึ่งส่งตัวออกไปไกลกว่าสองหมื่นลี้”

“เฮ้ออออออ...น่าเสียดายจริง ๆ”

ทุกคนมองเขาอย่างหมดคำจะพูด