คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 358 นี่มันตัวเท่าไก่แล้วนี่หว่า7,588 ตัวอักษร

ตอนที่ 358 นี่มันตัวเท่าไก่แล้วนี่หว่า

ทั้งสามเดินทางมาถึงตำหนักของเจ้าสำนัก โดยมีหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัวบินตามมาเป็นขบวน

ภายในโถงประชุม เจ้าสำนักเมฆาจันทร์กำลังต้อนรับเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากหลายสำนักซึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยือนโดยเฉพาะ

จุดสนใจของทุกคนคือหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟหนึ่งคู่ซึ่งกำลังยืนอยู่บนแท่นกลางโถง

เจ้าสำนักเมฆาจันทร์กำลังกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ท่ามกลางสายตาอิจฉาของแขกเหรื่อ

ทันใดนั้นเอง

ตู้ม!

ประตูตำหนักทั้งสองบานระเบิดกระเด็นเข้าไปในห้องประชุม เศษไม้ปลิวว่อนผ่านศีรษะของเหล่าเจ้าสำนักจนทุกคนรีบยกม่านพลังขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ

ท่ามกลางกลุ่มควัน ยูรันเดินเข้ามาอย่างสบายอารมณ์ โดยมีหลิงเยวี่ย หนานอวี้ และหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัวตามอยู่ด้านหลัง

“ตาแก่ ข้ากลับมาแล้ว!”

เขากวาดตามองผู้คนภายในโถง

“ข้าแวะมาดูอะไรสักหน่อย”

เจ้าสำนักเมฆาจันทร์มองเศษประตูซึ่งกองอยู่บนพื้น ก่อนเส้นเลือดบนหน้าผากจะปูดขึ้นทีละเส้น

“โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย!”

เขาตบโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้น

“ข้ากำลังประชุมอยู่!”

“เจ้าจะถีบประตูเข้ามาหาพระแสงอะไร!!!”

ใช้ชื่อ กู้ชางอวิ๋น เป็นเจ้าสำนักเมฆาจันทร์ ฟังดูสุขุมสมตำแหน่ง และเข้ากับภาพตาแก่ที่ยูรันชอบกวนประสาท

ยูรันเลิกคิ้ว ก่อนกวาดตามองหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟซึ่งยืนอยู่กลางโถง

“ประชุม?”

“ประชุมอะไรกัน ไม่ใช่ว่าท่านกำลังโม้ให้ผู้อื่นฟังว่าตัวเองมีหงส์ฟ้าหรือไง?”

กู้ชางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ขณะที่เจ้าสำนักหลายคนรอบโต๊ะหันมองเขาพร้อมกัน

ยูรันยกมือชี้หน้า

“อย่ามาอ้างเรื่องประชุมแถวนี้เลย ตาแก่”

เส้นเลือดบนหน้าผากของกู้ชางอวิ๋นปูดขึ้นอีกเส้น

“เจ้า...”

“พอดีข้ามีเรื่องสำคัญสามเรื่อง จะพูดเร็ว ๆ แล้วก็ไป”

จากนั้นยูรันก็หันไปโบกมือไล่บรรดาเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ภายในโถง

“ส่วนพวกตาแก่ก็ออกไปรอข้างนอกกันก่อนนะ”

“เดี๋ยวข้าคุยกับตาแก่ชางอวิ๋นเสร็จแล้ว พวกท่านค่อยกลับเข้ามาโม้เรื่องหงส์ฟ้ากันต่อ”

“……”

ทั่วทั้งโถงประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน

กู้ชางอวิ๋นตบโต๊ะดังปัง

“พวกเขาเป็นแขกคนสำคัญของสำนัก!”

“เจ้าต่างหากที่ควรออกไปรอข้างนอก!”

ยูรันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เพียงยกนิ้วโป้งชี้ไปด้านหลังของตนเอง

“ตาแก่ ลองดูข้างหลังข้าก่อนสิ”

กู้ชางอวิ๋นขมวดคิ้ว

“มีอะไร?”

“ดูเอง”

ยูรันยิ้มมุมปาก

“แล้วค่อยตอบว่าแน่ใจหรือไม่ว่าไม่อยากคุยกับข้า”

กู้ชางอวิ๋นกับแขกทั้งหมดหันไปมองทางประตูพร้อมกัน

ตรงนั้นมีหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัวยืนเรียงกันเป็นสิบเอ็ดคู่ กลิ่นอายของธาตุดิน น้ำ ลม สายฟ้า น้ำแข็ง มายา เหมัน เหล็ก จันทรา เงา และแสง แผ่กระจายไปทั่วทั้งโถง

เหล่าเจ้าสำนักเบิกตากว้างพร้อมกัน

“หงส์ฟ้า...”

“ยี่สิบสองตัว?!”

กู้ชางอวิ๋นลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจ้องหงส์ฟ้าทั้งสิบเอ็ดคู่ตาแทบถลน

จากนั้นเขาก็หันไปทางแขกเหรื่อทันที

“การประชุมวันนี้พักไว้ก่อน!”

“ทุกท่านกรุณาออกไปรอด้านนอกสักครู่ ข้ามีเรื่องสำคัญต้องหารือกับศิษย์ในสำนัก!”

แขกทั้งหมดถูกเชิญออกไปรอด้านนอก ภายในโถงจึงเหลือเพียงกู้ชางอวิ๋น ยูรัน หลิงเยวี่ย และหนานอวี้ ส่วนหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัวยังคงยืนอยู่บริเวณประตู

ทันทีที่ประตูปิดลง กู้ชางอวิ๋นก็สะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงรอบโถงอย่างแน่นหนา

จากนั้นเขาจึงพุ่งเข้ามาหายูรัน

“เจ้าไปเอาหงส์ฟ้าพวกนี้มาจากที่ใด? บอกมาเร็วเข้า!”

ยูรันยกมือแคะหู

“โอ๊ย พวกมันเกิดมาพร้อมกันทั้งหมดนั่นแหละ”

“ตอนที่มอบคู่ธาตุน้ำและไฟให้ท่าน ข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่ามีตัวอื่นอีก?”

คิ้วของกู้ชางอวิ๋นกระตุก

“ข้านึกว่าคำว่า ‘ตัวอื่น’ ของเจ้าหมายถึงอีกสองสามคู่ ไม่ใช่ยืนเรียงกันเต็มหน้าประตูเช่นนี้!”

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพยายามกลับเข้าเรื่อง

“แล้วเรื่องสำคัญสามเรื่องที่เจ้าพูดถึงคืออะไร?”

ยูรันชี้ไปทางหงส์ฟ้า

“เรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับพวกมัน แต่เอาไว้พูดทีหลังก็ได้”

สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“เรื่องแรก ท่านรู้หรือไม่ว่าตาแก่ตู้ฉางคงทำอะไรเอาไว้ ข้าถึงต้องนอนเป็นผักอยู่ตั้งเจ็ดวัน?”

กู้ชางอวิ๋นส่ายหน้าทันที

“ไม่รู้ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

หลิงเยวี่ยกล่าวแทรกขึ้นมา

“เดี๋ยวข้าเล่าเอง”

นางเริ่มเล่าตั้งแต่ตู้ฉางคงร่วมมือกับคนนอกสำนัก วางกับดักภพซ่อนเงาเพื่อล่อลวงนาง เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงเข้าไป

หลิงเยวี่ยอธิบายถึงการต่อสู้ระหว่างพวกนางสามคนกับตู้ฉางคงและผู้บำเพ็ญขอบเขตแปลงเทพอีกสามสิบคน รวมถึงของวิเศษและค่ายกลจำนวนมากซึ่งอีกฝ่ายเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า

จากนั้นนางจึงเล่าถึงภัยพิบัติสีม่วงซึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกันหลายแห่ง การอพยพผู้คนออกจากนครหลวง และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายซึ่งทำให้ยูรันบาดเจ็บสาหัส

อย่างไรก็ตาม หลิงเยวี่ยจงใจละเว้นตัวตนที่แท้จริงของอสูรสุญญตา คุณสมบัติของพวกมัน เอาไว้ทั้งหมด

เมื่อเรื่องราวจบลง สีหน้าของกู้ชางอวิ๋นก็มืดครึ้มจนแทบเป็นสีดำ.

ยูรันกล่าวเสริมขึ้นทันที

“ยังมีศิษย์พี่เย่ร่วมมือกับมันอีกคนนะโว้ย”

เขามองกู้ชางอวิ๋นอย่างตำหนิ

“ท่านปล่อยให้ตาแก่ตู้ฉางคงกับศิษย์พี่ของข้าทรยศสำนักพร้อมกันได้อย่างไร?”

“แต่ข้าไม่ได้ฆ่าศิษย์พี่เย่นะ เขาใช้ยันต์หลบหนีไปได้ก่อน ส่วนตาแก่นั่นถูกภัยพิบัติกระชากคอตายไปแล้ว”

ยูรันยักไหล่

“หวังว่าท่านจะไม่ถือสาข้านะ ข้าช่วยเขาไม่ทันจริง ๆ”

กู้ชางอวิ๋นแค่นเสียงเย็น

“ในเมื่อตู้ฉางคงตายไปแล้วก็ช่างมัน ส่วนเย่อ้าวเทียน ศิษย์ทรยศผู้นั้น ข้าจะประกาศคำสั่งตามล่าทันที”

“หากผู้ใดพบเห็น จะต้องรายงานกลับสำนัก หรือติดต่อพวกเจ้าโดยตรง ห้ามเข้าปะทะกับมันโดยพลการ”

ยูรันพยักหน้า

“ดี เช่นนั้นเรื่องแรกก็จบ ต่อไปเป็นเรื่องที่สอง”

เขาสะบัดมือเบา ๆ

วูบ!

โอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบสองเม็ดปรากฏขึ้นกลางอากาศ

ทันทีที่โอสถปรากฏ กลิ่นหอมอันเข้มข้นก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งโถง เพียงสูดดมเข้าไปหนึ่งครั้ง พลังปราณภายในร่างก็เริ่มไหลเวียนรวดเร็วขึ้นเอง

พื้นผิวของโอสถทั้งสองเต็มไปด้วยลวดลายแห่งมรรคา ประกายสายฟ้าแล่นวนอยู่รอบเม็ด ส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ ไม่หยุด แรงกดดันจากพลังโอสถหนักหน่วงจนม่านกั้นเสียงของกู้ชางอวิ๋นสั่นไหว

เจ้าสำนักเมฆาจันทร์เบิกตากว้าง

“นี่...นี่มัน...”

ยูรันตอบอย่างสบายอารมณ์

“โอสถหวนคืนมรรคา ข้าหลอมขึ้นมาเอง”

เขาเอียงศีรษะนึกอยู่ครู่หนึ่ง

“สรรพคุณคืออะไรนะ...อ๋อ รักษาอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด และช่วยให้ผู้ใช้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมเต๋าได้แน่นอนหนึ่งร้อยส่วน”

“หากใช้เพื่อทะลวงจากหลอมรวมเต๋าไปสู่มหายาน โอกาสสำเร็จจะอยู่ที่เจ็ดสิบส่วน”

กู้ชางอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก

“เจ็ดสิบส่วน?!”

“ใช่ แต่มีข้อเสียอยู่หนึ่งอย่าง”

ยูรันยกนิ้วขึ้น

“คนหนึ่งสามารถกินได้เพียงเม็ดเดียวตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นจะใช้ตอนทะลวงหลอมรวมเต๋าหรือเก็บไว้ใช้ตอนขึ้นมหายานก็เลือกเอาเอง”

เขาส่งโอสถทั้งสองเม็ดไปหยุดตรงหน้ากู้ชางอวิ๋น

“ครั้งก่อนข้าให้โอสถระดับแปดแก่ท่านไปแล้ว ท่านยังไม่ยอมทะลวงอีก กระจอกจริง ๆ”

“ข้าจึงเอาเม็ดนี้มาให้โดยเฉพาะ”

ยูรันชี้โอสถอีกเม็ด

“ส่วนเม็ดที่สองถือเป็นของแถม จะเก็บไว้ให้ผู้ใดหรือเอาไปขายก็แล้วแต่ท่าน”

คิ้วของกู้ชางอวิ๋นกระตุกไม่หยุดหลังจากได้ยินคำว่า ‘กระจอก’

หากเป็นเวลาปกติ เขาคงตบโต๊ะด่าเด็กคนนี้ไปแล้ว แต่เมื่อเทียบกับโอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบสองเม็ด คำดูถูกเพียงเท่านี้จะนับเป็นอะไรได้?

ต่อให้ยูรันยืนด่าเขาทั้งวัน เขาก็ยอมฟัง!

“อะแฮ่ม...”

กู้ชางอวิ๋นรีบปรับสีหน้า ก่อนลูบเคราด้วยท่าทางสงบนิ่ง

“เรื่องนั้นก็ช่วยไม่ได้ ข้ายังหาโอกาสเหมาะสมในการทะลวงไม่ได้เท่านั้นเอง”

สายตาของเขาไม่ยอมละจากโอสถทั้งสองเม็ดแม้แต่น้อย

“แต่เจ้านี่ใจกว้างจริง ๆ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักเรา”

“ส่วนเรื่องประตูเมื่อครู่ก็ช่างมันเถอะ หลังจากนี้เจ้าอยากมาเมื่อใดก็มาได้ จะถีบประตูหรือระเบิดกำแพงเข้ามา ข้าก็ไม่ถือสา”

เขาประสานมืออย่างจริงจัง

“ขอบใจมาก”

สิ้นเสียง กู้ชางอวิ๋นก็รีบคว้าโอสถทั้งสองเม็ดแล้วเก็บเข้าแหวนมิติทันที รวดเร็วจนแม้แต่เงายังแทบมองไม่ทัน

ยูรันขมวดคิ้ว

“หน้าด้านนักนะตาแก่”

กู้ชางอวิ๋นทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงลูบแหวนมิติบนมือด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

ยูรันหันไปมองหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัว

“ต่อไปเป็นเรื่องของหงส์ฟ้า”

“ข้าทดลองมาแล้วและพบว่า พวกมันจะเติบโตเร็วขึ้นมาก หากอยู่ใกล้ผู้ที่มีสายเลือดฟินิกซ์หรือสายเลือดซึ่งเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก เช่น สายเลือดหงส์”

เขาหันไปหาหนานอวี้

“อวี้เอ๋อร์มีสายเลือดฟินิกซ์ เรียกเจ้าสองตัวนั้นออกมาหน่อย”

หนานอวี้พยักหน้า ก่อนมือขึ้น

วาบ!

แสงจากผนึกสว่างขึ้น ฉือเหยียนกับจินอวี่ หงส์ฟ้าธาตุไฟหนึ่งคู่ พลันปรากฏตัวขึ้นกลางโถง

“แกว๊ก!”

“แกว๊ก ๆ!”

ทั้งสองมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับไก่โตเต็มวัย ขนสีแดงชาดแซมทองเป็นประกาย เปลวเพลิงลุกไหวอยู่ตามปลายปีก กลิ่นอายตบะก็เข้มข้นกว่าหงส์ฟ้าคู่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

กู้ชางอวิ๋นเบิกตากว้าง ก่อนหันไปมองคู่ธาตุน้ำและไฟของตนเองซึ่งยังมีรูปร่างเหมือนลูกเจี๊ยบ

จากนั้นจึงหันกลับมามองฉือเหยียนกับจินอวี่อีกครั้ง

“นี่มันตัวเท่าไก่แล้วนี่หว่า!”

เขาชี้ทั้งสองตัวด้วยมืออันสั่นเทา

“เป็นไปได้อย่างไร? พวกมันถือกำเนิดพร้อมกันไม่ใช่หรือ?!”