ตอนที่ 359 ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด
ยูรันมองกู้ชางอวิ๋นด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“ตาแก่ ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้เองนะ”
เขาชี้ไปทางหนานอวี้
“สายเลือดฟินิกซ์ของอวี้เอ๋อร์ช่วยกระตุ้นสายเลือดหงส์ฟ้า ทำให้พวกมันเติบโตเร็วขึ้น”
ยูรันหรี่ตาลง
“ท่านหูหนวกหรือไง?”
คิ้วของกู้ชางอวิ๋นกระตุกอีกครั้ง
“ข้าได้ยิน! ข้าเพียงตกใจที่พวกมันโตต่างกันถึงเพียงนี้!”
“อ้อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เช่นนั้นก็ไม่ได้หูหนวก แค่เข้าใจช้า”
“เจ้า...!”
หนานอวี้รีบยกมือปิดปาก กลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่สั่น
กู้ชางอวิ๋นมองหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟของตนเอง ก่อนหันไปหาหนานอวี้
“แล้วเช่นนี้ข้าต้องทำอย่างไร?”
“ต้องส่งพวกมันไปอยู่กับหนานอวี้ด้วยหรือ?”
ยูรันยักไหล่
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”
“ท่านลองหาสายเลือดฟินิกซ์มาประเคนให้พวกมันกินดูสิ บางทีอาจโตเร็วขึ้นเหมือนกัน”
กู้ชางอวิ๋นหน้ากระตุก
“เจ้าพูดเหมือนสายเลือดฟินิกซ์หาได้ตามตลาด!”
“ถ้าหาไม่ได้ก็ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ”
ยูรันชี้ไปยังลูกหงส์ของเขา
“ข้าได้ข่าวว่าหงส์ฟ้าธาตุสุริยันซึ่งอยู่ในพระราชวัง ถูกจักรพรรดินีประเคนสมบัติล้ำค่าให้กินแทบทุกวัน”
“แต่จนถึงตอนนี้ พวกมันก็ยังมีขนาดเท่าลูกเจี๊ยบเหมือนเดิม”
เขาส่ายหน้า
“ดูเหมือนสมบัติทั่วไปจะช่วยได้เพียงเล็กน้อย สิ่งสำคัญจริง ๆ คือสายเลือดที่เข้ากันได้กับพวกมัน”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“อย่างไรก็ตาม ท่านก็ลองส่งคนออกไปค้นหาดูแล้วกัน เผื่อจะพบผู้ครอบครองสายเลือดหรือกายาที่เข้ากันได้กับพวกมัน”
“ระหว่างนี้ข้าจะให้อวี้เอ๋อร์ช่วยดูแลไปก่อน”
เขามองหงส์ฟ้าทั้งหมดภายในโถง ก่อนลูบคางครุ่นคิด
“หากภายหน้าพวกมันออกไข่จนมีจำนวนมากกว่านี้ ข้าคงต้องประกาศรับคนที่มีกายาหรือสายเลือดเกี่ยวข้องกับนกมาทำงานบนยอดเขาจริง ๆ แล้วละ”
“แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง...”
ยูรันกวาดตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง ก่อนเดินเข้าไปกระซิบข้างหูกู้ชางอวิ๋น ทั้งที่เจ้าสำนักกางม่านปิดกั้นเสียงเอาไว้อย่างแน่นหนา และภายในห้องก็ไม่มีคนนอกเหลืออยู่แล้ว
ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเขาจะกระซิบไปทำไม
“ตาแก่...”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับ
“กิเลนกับม้านิลมังกรกำลังจะถือกำเนิดอีกอย่างละหกคู่”
ร่างของกู้ชางอวิ๋นแข็งค้างไปทันที
ดวงตาของเขาค่อย ๆ เบิกกว้าง ปากอ้าออก แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาเป็นเวลาหลายอึดใจ
จากนั้นเขาก็คว้าไหล่ยูรันทั้งสองข้างอย่างแรง
“เจ้า...เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“กิเลนกับม้านิลมังกร?”
“อย่างละหกคู่?!”
เสียงตะโกนของกู้ชางอวิ๋นดังสนั่นจนม่านปิดกั้นเสียงสั่นสะเทือน แต่โชคดีที่คนภายนอกไม่ได้ยิน
ยูรันยกมือแคะหู
“จะตะโกนทำไม ข้าถึงได้กระซิบบอกไม่ใช่หรือ?”
“ตอนนี้มันใช่เวลาสนใจเรื่องนั้นหรือ!”
กู้ชางอวิ๋นเริ่มหายใจแรง ดวงตาเปล่งประกายราวกับมองเห็นอนาคตอันรุ่งเรืองของสำนักเมฆาจันทร์อยู่ตรงหน้า
หงส์ฟ้ายี่สิบแปดตัวก็มากพอจะทำให้ทุกสำนักอิจฉาจนตาแดงแล้ว หากมีกิเลนกับม้านิลมังกรเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างละหกคู่ ชื่อเสียงของสำนักเมฆาจันทร์จะทะยานขึ้นไปถึงระดับใดกัน?
เขากลืนน้ำลาย ก่อนลดเสียงลงราวกับกำลังเจรจาความลับสะเทือนโลก
“ข้าจองอย่างละหนึ่งคู่”
ยูรันหรี่ตามองเขา
กู้ชางอวิ๋นรีบกล่าวเสริม
“ข้าจะสร้างคอกให้เอง ออกค่าอาหารเอง ส่งคนดูแลเอง และยอมให้ยอดเขาจันทราถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมด!”
“ขอเพียงให้พวกมันมาเดินเล่นบนยอดเขาหลักวันละหนึ่งรอบก็พอ!”
ยูรันส่ายหน้าทันที
“ไม่เอา เรื่องแบบนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวสัตว์เองสิ”
“หากพวกมันไม่ชอบท่าน แล้วท่านยังดึงดันบังคับให้พวกมันอยู่ด้วย จะมีความหมายอะไร?”
เขากอดอกอย่างภาคภูมิใจ
“แม้ว่าสัตว์ทุกตัวจะไม่เคยปฏิเสธข้าก็เถอะ”
“……”
หนานอวี้กับหลิงเยวี่ยมองหน้ากัน
“เอ่อ...”
ยูรันหันไปมองทั้งสอง
“ทำไม?”
หนานอวี้หลบสายตา
“ไม่มีอะไร สามีพูดถูกแล้ว พวกมันไม่เคยปฏิเสธท่านจริง ๆ”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าอย่างช้า ๆ
“อืม ไม่มีตัวใดกล้าปฏิเสธเจ้า”
กู้ชางอวิ๋นหรี่ตามองเหล่าหงส์ฟ้าซึ่งยืนตัวตรงทุกครั้งที่ยูรันเหลือบมอง ก่อนถามด้วยความสงสัย
“พวกมันไม่ปฏิเสธเจ้า...หรือไม่กล้าปฏิเสธเจ้ากันแน่?”
หนานอวี้กับหลิงเยวี่ยตอบขึ้นพร้อมกัน
“อย่างหลัง”
ยูรันโบกมือราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่สำคัญ
“ช่างเถอะ ในอนาคตยังมีสัตว์วิเศษประเภทอื่นอีก”
จากนั้นเขาก็หันไปหากู้ชางอวิ๋น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“แล้วก็นะตาแก่ ข้าวางแผนว่าจะออกจากสำนักในอีกไม่นาน”
“ของทั้งหมดบนยอดเขาจันทราซึ่งเป็นของข้า ข้าคงต้องนำติดตัวไปด้วย”
“……”
ทั่วทั้งโถงตกอยู่ในความเงียบงัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ชางอวิ๋นแข็งค้าง
หลิงเยวี่ยกับหนานอวี้หันขวับมามองยูรันพร้อมกัน แม้แต่หงส์ฟ้ารอบข้างยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติและหยุดส่งเสียง
กู้ชางอวิ๋นกะพริบตาหลายครั้ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองฟังผิดหรือไม่
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
เขายกมือชี้ยูรัน
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะออกจากสำนัก?”
“แล้วจะนำของบนยอดเขาจันทราไปทั้งหมด?”
สีหน้าของเจ้าสำนักค่อย ๆ ซีดลง เมื่อนึกถึงยอดเขาจันทราในเวลานี้
“เจ้าหมายถึงออกไปเดินทางชั่วคราว...”
กู้ชางอวิ๋นกลืนน้ำลาย
“หรือหมายถึงออกจากสำนักเมฆาจันทร์จริง ๆ?”
ยูรันมองกู้ชางอวิ๋นราวกับกำลังมองคนโง่
“ก็ออกไปจริง ๆ สิ ท่านนี่หูหนวกหรือไง?”
เขาผายมือออกกว้าง
“ข้าออกไปแล้วก็ต้องเปิดสำนักของตัวเองน่ะสิ!”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะของยูรันดังก้องไปทั่วม่านปิดกั้นเสียง
กู้ชางอวิ๋นยืนแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาด
ภาพยอดเขาจันทราเหลือเพียงภูเขาโล่ง ๆ เหมือนเมื่อก่อน
“ไม่...”
กู้ชางอวิ๋นยกมือกุมหน้าอก
“ไม่ได้!”
เขาพุ่งเข้าไปคว้าแขนยูรัน
“ข้าไม่อนุญาต! เจ้าเป็นศิษย์สำนักเมฆาจันทร์ จะออกไปเปิดสำนักเองตามใจชอบได้อย่างไร!”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว
“รันเอ๋อร์ เหตุใดเรื่องนี้เจ้าจึงไม่เคยบอกอาจารย์?”
หนานอวี้เองก็รีบถาม
“สามี แล้วท่านคิดจะไปเปิดสำนักที่ใด? เมื่อไรกัน?”
ยูรันยังคงยิ้มกว้าง ราวกับเพิ่งโยนเรื่องสะเทือนสำนักลงกลางโถงไม่ใช่เรื่องของตนเอง
ยูรันพยายามแกะมือของกู้ชางอวิ๋นออกจากแขน
“โอ๊ย ตาแก่ อย่ามาเกาะแกะข้า เอาทีละเรื่องสิ!”
“ข้าจะออกไปตั้งสำนักจริง แต่ว่ายังไม่มีแผนจะไปเร็ว ๆ นี้หรอก”
กู้ชางอวิ๋นชะงัก
“ยังไม่ไปเร็ว ๆ นี้?”
“ใช่ ข้าวางแผนว่าจะสร้างมันขึ้นกลางทะเล”
ยูรันยกมือวาดภาพกลางอากาศ
“ข้าจะสร้างดินแดนขนาดใหญ่ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้า ตั้งชื่อว่า ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดารานิรันดร์’ ส่วนศูนย์กลางจะเป็น ‘มหาวิหารสิบสามดาราสวรรค์’”
เขาลูบคาง
“อืม ชื่อก็ประมาณนี้แหละ ข้ายังคิดไม่เสร็จ”
กู้ชางอวิ๋น หลิงเยวี่ย และหนานอวี้มองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ตอนนี้ข้ายังหาวิธีทำให้ดินแดนทั้งหมดลอยอยู่บนฟ้าอย่างถาวรไม่ได้ หากต้องคอยเติมพลังให้มันตลอดเวลาก็น่ารำคาญเกินไป”
“เพราะแผนยังไม่สมบูรณ์ ข้าจึงยังไม่ได้บอกผู้ใด”
เขาหันไปมองกู้ชางอวิ๋น
“เข้าใจหรือยังตาแก่? อย่างน้อยยอดเขาจันทราก็ยังไม่หายไปในเร็ว ๆ นี้ เลิกเกาะแขนข้าได้แล้ว”
กู้ชางอวิ๋นได้สติ ก่อนคว้าแขนยูรันแน่นกว่าเดิม
“เดี๋ยวก่อน!”
“ต่อให้ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ แต่สุดท้ายเจ้าก็ต้องไปอยู่ดีไม่ใช่หรือไง ห๊ะ?!”
ยูรันพยายามสะบัดเขาออกอีกครั้ง
“โอ๊ย ตาแก่ ปล่อยข้าได้แล้ว!”
เขาหรี่ตามองเจ้าสำนักอย่างรู้ทัน
“ท่านไม่ได้เสียดายข้าสักหน่อย ท่านแค่เสียดายของฟรีบนยอดเขาจันทราเท่านั้นแหละ”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ!”
กู้ชางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบทำสีหน้าเจ็บปวด
“เหลวไหล! ข้าย่อมเสียดายอัจฉริยะของสำนักอยู่แล้ว!”
ยูรันชี้ไปทางหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำพวกมันไปก่อน ส่วนตัวข้ายังอยู่ที่นี่”
กู้ชางอวิ๋นรีบกางแขนขวางประตูทันที
“ไม่ได้!”
ยูรันแค่นเสียง
“เห็นไหมเล่า”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนยกมือห้ามกู้ชางอวิ๋น
“ข้ามีทางออกให้”
เจ้าสำนักเมฆาจันทร์หรี่ตาลง
“ทางออกอะไร?”
ยูรันยิ้มมุมปาก
“เมื่อข้าก่อตั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง สำนักเมฆาจันทร์กับดินแดนของข้าก็ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกัน ว่าอย่างไรตาแก่?”
“อย่างน้อยเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ข้าก็ไม่ปล่อยให้สำนักเมฆาจันทร์ถูกผู้อื่นเหยียบย่ำอยู่แล้ว”
กู้ชางอวิ๋นเริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลง
ยูรันยกนิ้วเตือน
“ข้าใจกว้างอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านโลภมากเกินไป...”
“ตกลง!”
กู้ชางอวิ๋นตอบทันทีโดยไม่รอให้เขาพูดจบ
ยูรันเลิกคิ้ว
“ท่านไม่คิดจะฟังเงื่อนไขก่อนหรือ?”
“ไม่จำเป็น!”
กู้ชางอวิ๋นลูบเครา พลางกลับไปวางท่าสง่างามดังเดิม
“สำนักเมฆาจันทร์ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ไม่เคยละโมบในทรัพย์สินของพันธมิตรอยู่แล้ว”
หนานอวี้กอดอก ก่อนมองกู้ชางอวิ๋นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“จริง”
ฉึก! ฉึก!
กู้ชางอวิ๋นยกมือกุมหน้าอก
“หลิงเยวี่ย แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อใจข้าหรือ?”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองมือของเขาซึ่งยังกำแหวนมิติเอาไว้แน่น
“ไม่เชื่อ”
กู้ชางอวิ๋นเงียบไป