คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 359 ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด7,393 ตัวอักษร

ตอนที่ 359 ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด

ยูรันมองกู้ชางอวิ๋นด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“ตาแก่ ข้าเพิ่งพูดไปเมื่อครู่นี้เองนะ”

เขาชี้ไปทางหนานอวี้

“สายเลือดฟินิกซ์ของอวี้เอ๋อร์ช่วยกระตุ้นสายเลือดหงส์ฟ้า ทำให้พวกมันเติบโตเร็วขึ้น”

ยูรันหรี่ตาลง

“ท่านหูหนวกหรือไง?”

คิ้วของกู้ชางอวิ๋นกระตุกอีกครั้ง

“ข้าได้ยิน! ข้าเพียงตกใจที่พวกมันโตต่างกันถึงเพียงนี้!”

“อ้อ”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“เช่นนั้นก็ไม่ได้หูหนวก แค่เข้าใจช้า”

“เจ้า...!”

หนานอวี้รีบยกมือปิดปาก กลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่สั่น

กู้ชางอวิ๋นมองหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟของตนเอง ก่อนหันไปหาหนานอวี้

“แล้วเช่นนี้ข้าต้องทำอย่างไร?”

“ต้องส่งพวกมันไปอยู่กับหนานอวี้ด้วยหรือ?”

ยูรันยักไหล่

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

“ท่านลองหาสายเลือดฟินิกซ์มาประเคนให้พวกมันกินดูสิ บางทีอาจโตเร็วขึ้นเหมือนกัน”

กู้ชางอวิ๋นหน้ากระตุก

“เจ้าพูดเหมือนสายเลือดฟินิกซ์หาได้ตามตลาด!”

“ถ้าหาไม่ได้ก็ปล่อยให้โตตามธรรมชาติ”

ยูรันชี้ไปยังลูกหงส์ของเขา

“ข้าได้ข่าวว่าหงส์ฟ้าธาตุสุริยันซึ่งอยู่ในพระราชวัง ถูกจักรพรรดินีประเคนสมบัติล้ำค่าให้กินแทบทุกวัน”

“แต่จนถึงตอนนี้ พวกมันก็ยังมีขนาดเท่าลูกเจี๊ยบเหมือนเดิม”

เขาส่ายหน้า

“ดูเหมือนสมบัติทั่วไปจะช่วยได้เพียงเล็กน้อย สิ่งสำคัญจริง ๆ คือสายเลือดที่เข้ากันได้กับพวกมัน”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“อย่างไรก็ตาม ท่านก็ลองส่งคนออกไปค้นหาดูแล้วกัน เผื่อจะพบผู้ครอบครองสายเลือดหรือกายาที่เข้ากันได้กับพวกมัน”

“ระหว่างนี้ข้าจะให้อวี้เอ๋อร์ช่วยดูแลไปก่อน”

เขามองหงส์ฟ้าทั้งหมดภายในโถง ก่อนลูบคางครุ่นคิด

“หากภายหน้าพวกมันออกไข่จนมีจำนวนมากกว่านี้ ข้าคงต้องประกาศรับคนที่มีกายาหรือสายเลือดเกี่ยวข้องกับนกมาทำงานบนยอดเขาจริง ๆ แล้วละ”

“แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง...”

ยูรันกวาดตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง ก่อนเดินเข้าไปกระซิบข้างหูกู้ชางอวิ๋น ทั้งที่เจ้าสำนักกางม่านปิดกั้นเสียงเอาไว้อย่างแน่นหนา และภายในห้องก็ไม่มีคนนอกเหลืออยู่แล้ว

ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเขาจะกระซิบไปทำไม

“ตาแก่...”

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับ

“กิเลนกับม้านิลมังกรกำลังจะถือกำเนิดอีกอย่างละหกคู่”

ร่างของกู้ชางอวิ๋นแข็งค้างไปทันที

ดวงตาของเขาค่อย ๆ เบิกกว้าง ปากอ้าออก แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาเป็นเวลาหลายอึดใจ

จากนั้นเขาก็คว้าไหล่ยูรันทั้งสองข้างอย่างแรง

“เจ้า...เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

“กิเลนกับม้านิลมังกร?”

“อย่างละหกคู่?!”

เสียงตะโกนของกู้ชางอวิ๋นดังสนั่นจนม่านปิดกั้นเสียงสั่นสะเทือน แต่โชคดีที่คนภายนอกไม่ได้ยิน

ยูรันยกมือแคะหู

“จะตะโกนทำไม ข้าถึงได้กระซิบบอกไม่ใช่หรือ?”

“ตอนนี้มันใช่เวลาสนใจเรื่องนั้นหรือ!”

กู้ชางอวิ๋นเริ่มหายใจแรง ดวงตาเปล่งประกายราวกับมองเห็นอนาคตอันรุ่งเรืองของสำนักเมฆาจันทร์อยู่ตรงหน้า

หงส์ฟ้ายี่สิบแปดตัวก็มากพอจะทำให้ทุกสำนักอิจฉาจนตาแดงแล้ว หากมีกิเลนกับม้านิลมังกรเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างละหกคู่ ชื่อเสียงของสำนักเมฆาจันทร์จะทะยานขึ้นไปถึงระดับใดกัน?

เขากลืนน้ำลาย ก่อนลดเสียงลงราวกับกำลังเจรจาความลับสะเทือนโลก

“ข้าจองอย่างละหนึ่งคู่”

ยูรันหรี่ตามองเขา

กู้ชางอวิ๋นรีบกล่าวเสริม

“ข้าจะสร้างคอกให้เอง ออกค่าอาหารเอง ส่งคนดูแลเอง และยอมให้ยอดเขาจันทราถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมด!”

“ขอเพียงให้พวกมันมาเดินเล่นบนยอดเขาหลักวันละหนึ่งรอบก็พอ!”

ยูรันส่ายหน้าทันที

“ไม่เอา เรื่องแบบนี้ต้องขึ้นอยู่กับตัวสัตว์เองสิ”

“หากพวกมันไม่ชอบท่าน แล้วท่านยังดึงดันบังคับให้พวกมันอยู่ด้วย จะมีความหมายอะไร?”

เขากอดอกอย่างภาคภูมิใจ

“แม้ว่าสัตว์ทุกตัวจะไม่เคยปฏิเสธข้าก็เถอะ”

“……”

หนานอวี้กับหลิงเยวี่ยมองหน้ากัน

“เอ่อ...”

ยูรันหันไปมองทั้งสอง

“ทำไม?”

หนานอวี้หลบสายตา

“ไม่มีอะไร สามีพูดถูกแล้ว พวกมันไม่เคยปฏิเสธท่านจริง ๆ”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“อืม ไม่มีตัวใดกล้าปฏิเสธเจ้า”

กู้ชางอวิ๋นหรี่ตามองเหล่าหงส์ฟ้าซึ่งยืนตัวตรงทุกครั้งที่ยูรันเหลือบมอง ก่อนถามด้วยความสงสัย

“พวกมันไม่ปฏิเสธเจ้า...หรือไม่กล้าปฏิเสธเจ้ากันแน่?”

หนานอวี้กับหลิงเยวี่ยตอบขึ้นพร้อมกัน

“อย่างหลัง”

ยูรันโบกมือราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่สำคัญ

“ช่างเถอะ ในอนาคตยังมีสัตว์วิเศษประเภทอื่นอีก”

จากนั้นเขาก็หันไปหากู้ชางอวิ๋น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“แล้วก็นะตาแก่ ข้าวางแผนว่าจะออกจากสำนักในอีกไม่นาน”

“ของทั้งหมดบนยอดเขาจันทราซึ่งเป็นของข้า ข้าคงต้องนำติดตัวไปด้วย”

“……”

ทั่วทั้งโถงตกอยู่ในความเงียบงัน

รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ชางอวิ๋นแข็งค้าง

หลิงเยวี่ยกับหนานอวี้หันขวับมามองยูรันพร้อมกัน แม้แต่หงส์ฟ้ารอบข้างยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติและหยุดส่งเสียง

กู้ชางอวิ๋นกะพริบตาหลายครั้ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองฟังผิดหรือไม่

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

เขายกมือชี้ยูรัน

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะออกจากสำนัก?”

“แล้วจะนำของบนยอดเขาจันทราไปทั้งหมด?”

สีหน้าของเจ้าสำนักค่อย ๆ ซีดลง เมื่อนึกถึงยอดเขาจันทราในเวลานี้

“เจ้าหมายถึงออกไปเดินทางชั่วคราว...”

กู้ชางอวิ๋นกลืนน้ำลาย

“หรือหมายถึงออกจากสำนักเมฆาจันทร์จริง ๆ?”

ยูรันมองกู้ชางอวิ๋นราวกับกำลังมองคนโง่

“ก็ออกไปจริง ๆ สิ ท่านนี่หูหนวกหรือไง?”

เขาผายมือออกกว้าง

“ข้าออกไปแล้วก็ต้องเปิดสำนักของตัวเองน่ะสิ!”

“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะของยูรันดังก้องไปทั่วม่านปิดกั้นเสียง

กู้ชางอวิ๋นยืนแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาด

ภาพยอดเขาจันทราเหลือเพียงภูเขาโล่ง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

“ไม่...”

กู้ชางอวิ๋นยกมือกุมหน้าอก

“ไม่ได้!”

เขาพุ่งเข้าไปคว้าแขนยูรัน

“ข้าไม่อนุญาต! เจ้าเป็นศิษย์สำนักเมฆาจันทร์ จะออกไปเปิดสำนักเองตามใจชอบได้อย่างไร!”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“รันเอ๋อร์ เหตุใดเรื่องนี้เจ้าจึงไม่เคยบอกอาจารย์?”

หนานอวี้เองก็รีบถาม

“สามี แล้วท่านคิดจะไปเปิดสำนักที่ใด? เมื่อไรกัน?”

ยูรันยังคงยิ้มกว้าง ราวกับเพิ่งโยนเรื่องสะเทือนสำนักลงกลางโถงไม่ใช่เรื่องของตนเอง

ยูรันพยายามแกะมือของกู้ชางอวิ๋นออกจากแขน

“โอ๊ย ตาแก่ อย่ามาเกาะแกะข้า เอาทีละเรื่องสิ!”

“ข้าจะออกไปตั้งสำนักจริง แต่ว่ายังไม่มีแผนจะไปเร็ว ๆ นี้หรอก”

กู้ชางอวิ๋นชะงัก

“ยังไม่ไปเร็ว ๆ นี้?”

“ใช่ ข้าวางแผนว่าจะสร้างมันขึ้นกลางทะเล”

ยูรันยกมือวาดภาพกลางอากาศ

“ข้าจะสร้างดินแดนขนาดใหญ่ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้า ตั้งชื่อว่า ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดารานิรันดร์’ ส่วนศูนย์กลางจะเป็น ‘มหาวิหารสิบสามดาราสวรรค์’”

เขาลูบคาง

“อืม ชื่อก็ประมาณนี้แหละ ข้ายังคิดไม่เสร็จ”

กู้ชางอวิ๋น หลิงเยวี่ย และหนานอวี้มองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ตอนนี้ข้ายังหาวิธีทำให้ดินแดนทั้งหมดลอยอยู่บนฟ้าอย่างถาวรไม่ได้ หากต้องคอยเติมพลังให้มันตลอดเวลาก็น่ารำคาญเกินไป”

“เพราะแผนยังไม่สมบูรณ์ ข้าจึงยังไม่ได้บอกผู้ใด”

เขาหันไปมองกู้ชางอวิ๋น

“เข้าใจหรือยังตาแก่? อย่างน้อยยอดเขาจันทราก็ยังไม่หายไปในเร็ว ๆ นี้ เลิกเกาะแขนข้าได้แล้ว”

กู้ชางอวิ๋นได้สติ ก่อนคว้าแขนยูรันแน่นกว่าเดิม

“เดี๋ยวก่อน!”

“ต่อให้ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ แต่สุดท้ายเจ้าก็ต้องไปอยู่ดีไม่ใช่หรือไง ห๊ะ?!”

ยูรันพยายามสะบัดเขาออกอีกครั้ง

“โอ๊ย ตาแก่ ปล่อยข้าได้แล้ว!”

เขาหรี่ตามองเจ้าสำนักอย่างรู้ทัน

“ท่านไม่ได้เสียดายข้าสักหน่อย ท่านแค่เสียดายของฟรีบนยอดเขาจันทราเท่านั้นแหละ”

“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ!”

กู้ชางอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบทำสีหน้าเจ็บปวด

“เหลวไหล! ข้าย่อมเสียดายอัจฉริยะของสำนักอยู่แล้ว!”

ยูรันชี้ไปทางหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัว

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำพวกมันไปก่อน ส่วนตัวข้ายังอยู่ที่นี่”

กู้ชางอวิ๋นรีบกางแขนขวางประตูทันที

“ไม่ได้!”

ยูรันแค่นเสียง

“เห็นไหมเล่า”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนยกมือห้ามกู้ชางอวิ๋น

“ข้ามีทางออกให้”

เจ้าสำนักเมฆาจันทร์หรี่ตาลง

“ทางออกอะไร?”

ยูรันยิ้มมุมปาก

“เมื่อข้าก่อตั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง สำนักเมฆาจันทร์กับดินแดนของข้าก็ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกัน ว่าอย่างไรตาแก่?”

“อย่างน้อยเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ข้าก็ไม่ปล่อยให้สำนักเมฆาจันทร์ถูกผู้อื่นเหยียบย่ำอยู่แล้ว”

กู้ชางอวิ๋นเริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลง

ยูรันยกนิ้วเตือน

“ข้าใจกว้างอยู่แล้ว แต่ถ้าท่านโลภมากเกินไป...”

“ตกลง!”

กู้ชางอวิ๋นตอบทันทีโดยไม่รอให้เขาพูดจบ

ยูรันเลิกคิ้ว

“ท่านไม่คิดจะฟังเงื่อนไขก่อนหรือ?”

“ไม่จำเป็น!”

กู้ชางอวิ๋นลูบเครา พลางกลับไปวางท่าสง่างามดังเดิม

“สำนักเมฆาจันทร์ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ไม่เคยละโมบในทรัพย์สินของพันธมิตรอยู่แล้ว”

หนานอวี้กอดอก ก่อนมองกู้ชางอวิ๋นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด”

หลิงเยวี่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“จริง”

ฉึก! ฉึก!

กู้ชางอวิ๋นยกมือกุมหน้าอก

“หลิงเยวี่ย แม้แต่เจ้าก็ไม่เชื่อใจข้าหรือ?”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองมือของเขาซึ่งยังกำแหวนมิติเอาไว้แน่น

“ไม่เชื่อ”

กู้ชางอวิ๋นเงียบไป