คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 360 อืม เป็นไปได้7,211 ตัวอักษร

ตอนที่ 360 อืม เป็นไปได้

ยูรันมองกู้ชางอวิ๋นอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ให้พวกเขาสอนคนอื่นต่อน่ะสิ”

“ท่านคิดจะให้ข้าสอนทุกคนด้วยตัวเองเพียงคนเดียวหรือไง หืม?”

เขาผายมือไปทางหลิงเยวี่ยกับหนานอวี้

“ท่านคิดว่ายอดเขาจันทรามีคนอยู่มากนักหรือ? นับคนทั้งหมดแล้วยังไม่พอเปิดห้องเรียนหลายห้องพร้อมกันด้วยซ้ำ”

ยูรันเริ่มนับงานทีละอย่าง

“ไหนจะคนดูแลสวนสมุนไพร ดูแลสัตว์น้ำกับสัตว์บก จัดการคลังสินค้า โรงหลอม โรงโอสถ โรงหมักสุรา และงานจิปาถะอื่นอีกมากมาย”

“ยังมีงานวิจัย ค่ายกล สิ่งประดิษฐ์ และโครงการสัตว์วิเศษรุ่นต่อไปอีก”

เขาชี้ไปยังกู้ชางอวิ๋น

“ท่านอยากให้ข้าสร้างสัตว์วิเศษเพิ่มไม่ใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ต้องส่งคนมาช่วยทำงานสิ”

“ข้าจะสอนศิษย์กลุ่มแรก แล้วให้พวกเขาไปสอนคนรุ่นต่อไปอีกทอดหนึ่ง แบบนี้ทุกอย่างจึงจะขยายตัวได้”

ยูรันกอดอก ก่อนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ

“จะปล่อยให้งานทั้งหมดกองอยู่บนหัวข้าคนเดียวได้อย่างไร?”

“ข้าเองก็อยากมีเวลานอนนะโว้ย”

กู้ชางอวิ๋นตอบทันที

“ตกลง!”

ยูรันกะพริบตา

“ไม่คิดดูก่อนหรือ?”

“ไม่ต้องคิด!”

กู้ชางอวิ๋นตบโต๊ะอย่างหนักแน่น

“สำนักเมฆาจันทร์จะเป็นผู้คัดเลือกศิษย์ จัดหาคนทำงาน และส่งผู้อาวุโสที่มีความสามารถไปช่วยเจ้าทุกด้าน”

“เจ้าอยากได้คนเท่าไรก็บอกมา ข้าจะส่งให้มากกว่านั้นอีกเท่าตัว!”

ยูรันหรี่ตามองเขา

“ตอบเร็วแบบนี้ ท่านคงวางแผนส่งคนไปขโมยวิชาข้ากลับมาทั้งหมดสินะ?”

กู้ชางอวิ๋นลูบเคราอย่างสงบ

“เรียกว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างพันธมิตร”

ยูรันพยักหน้า

“เอาเถอะ ตกลงตามนี้แหละ”

เขาชี้ไปยังหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟ

“ส่วนลูกเจี๊ยบของท่าน ลองหาผู้ที่มีสายเลือดเข้ากันได้มาดูแลก่อนแล้วกัน”

“หากหาไม่ได้จริง ๆ ก็ส่งไปให้อวี้เอ๋อร์นอนกอดสักพัก บางทีอาจช่วยกระตุ้นสายเลือดให้เติบโตเร็วขึ้น”

ยูรันเหลือบมองหนานอวี้

“ดูท่าหลังจากนี้ ห้องของนางคงเต็มไปด้วยลูกเจี๊ยบ”

หนานอวี้กลับมีดวงตาเป็นประกาย ราวกับไม่ได้มองว่านั่นเป็นปัญหาแม้แต่น้อย

“เฮ้อออ...แค่นี้แหละ ข้ากลับแล้ว”

ยูรันหันไปหาหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบสองตัว

“พวกแกก็กลับไปได้”

พรึ่บ ๆๆๆๆ!

หงส์ฟ้าทั้งสิบเอ็ดคู่กระพือปีก ก่อนบินออกจากตำหนักและติดตามยูรันกลับไปยังยอดเขาจันทรา ส่วนฉือเหยียนกับจินอวี่กลับเข้าไปในผนึกสนับมือของหนานอวี้

ภายในโถงจึงเหลือเพียงหงส์ฟ้าธาตุน้ำและไฟหนึ่งคู่ของกู้ชางอวิ๋น

ทันทีที่ม่านปิดกั้นเสียงสลายลง ประตูโถงก็เปิดออก เหล่าเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสซึ่งรออยู่ด้านนอกพากันกรูเข้ามาทันที

“ท่านเจ้าสำนักกู้ หงส์ฟ้ายี่สิบสองตัวเมื่อครู่มาจากที่ใดกัน?”

“เหตุใดสำนักเมฆาจันทร์จึงมีหงส์ฟ้ามากมายถึงเพียงนี้?”

“พวกมันแบ่งเป็นสิบเอ็ดสายธาตุจริงหรือไม่?”

“สำนักของท่านยินดีขายสักคู่หรือเปล่า?”

คำถามนับสิบถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

กู้ชางอวิ๋นเหลือบมองโอสถระดับสิบภายในแหวนมิติ ก่อนนึกถึงกิเลน ม้านิลมังกร และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ยูรันกำลังวางแผนสร้าง

เขารีบเก็บสีหน้าตื่นเต้นทั้งหมด แล้วลูบเคราอย่างลึกลับ

“เรื่องนี้เป็นความลับของสำนักเมฆาจันทร์”

“ไม่อาจเปิดเผยได้”

ทั้งสามกลับมาถึงดาดฟ้า

ไป๋หลิงซึ่งกำลังตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้น

“ไปทำอะไรมาหรือ?”

หนานอวี้ตอบอย่างสบายอารมณ์

“สามีไปบอกเจ้าสำนักว่า ภายหน้าเขาจะออกจากสำนักเมฆาจันทร์ แล้วไปเปิดสำนักของตัวเอง”

นางหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน ก่อนกล่าวต่อ

“เห็นว่าจะสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ให้ลอยอยู่กลางทะเลด้วย”

“……”

ทั่วทั้งดาดฟ้าพลันเงียบสนิท

ตะเกียบในมือโม่ชิงเฟิงหล่นกระทบโต๊ะ

ลู่ชิงถานกะพริบตาปริบ ๆ ขณะที่เซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีหันมามองยูรันพร้อมกัน

ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว

“รันเอ๋อร์จะออกจากสำนัก?”

ลู่เหยียนหนิงถามต่อทันที

“แล้วจะไปเมื่อใด? เหตุใดจึงไม่เคยบอกแม่?”

ยูรันยังไม่ทันตอบ โม่ชิงเฟิงก็ลุกพรวดขึ้น

“เดี๋ยวก่อนนะ!”

“สามีคิดจะเปิดสำนักของตนเอง แล้วทิ้งพวกเราไว้ที่นี่หรือ?!”

ยูรันมองโม่ชิงเฟิงราวกับนางเพิ่งถามเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก

“ทิ้ง?”

“เพ้อเจ้ออะไรของท่าน เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าทุกคนต้องไปด้วยกัน”

เขากวาดตามองคนรอบดาดฟ้า

“ข้าจะสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเอง ก็ต้องพาพวกท่าน ท่านแม่ อาจารย์ รวมถึงทุกคนบนยอดเขาจันทราไปอยู่ด้วยกันสิ”

“จะให้ข้าไปสร้างทุกอย่างใหม่ แล้วนั่งอยู่คนเดียวหรือไง?”

บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่สลายหายไปทันที

โม่ชิงเฟิงตบหน้าอกอย่างโล่งใจ

“พี่สาวก็นึกว่าสามีจะหนีไปหาภรรยาใหม่เสียอีก”

ยูรันหรี่ตามองโม่ชิงเฟิง

“หนีไปหาภรรยาใหม่?”

เขาชี้หน้านางอย่างรู้ทัน

“ท่านนั่นแหละที่เอาแต่จ้องจะหาภรรยาเพิ่มให้ข้า”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดใหม่

“ไม่สิ ความจริงท่านเพียงอยากหาน้องหญิงเพิ่มให้ตัวเองมากกว่า”

ทุกคนรอบดาดฟ้าพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“อืม”

“เห็นด้วย”

“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงมองทุกคนด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“เหตุใดไม่มีใครเชื่อใจพี่สาวเลย?”

ไป๋หลิงตอบทันที

“เพราะท่านไม่เคยทำตัวให้น่าเชื่อถือในเรื่องนี้”

ทันใดนั้น อ๋องหมิงก็วิ่งกลับขึ้นมาบนดาดฟ้าด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“นี่ หลานเขย!”

“เจ้าช่วยสร้างห้องแบบนั้นให้ข้าใหม่สักห้องได้หรือไม่? ข้าจะนำไปใช้แทนห้องพักในราชวัง”

เขาชี้กลับไปทางตำหนัก ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“แม่งเอ๊ย หลังจากได้เห็นห้องของที่นี่แล้ว ข้ากลับไปนอนห้องเดิมคงไม่ได้อีก ห้องในราชวังของข้าเหมือนคุกชัด ๆ!”

“เข้าไปนอนแล้วรู้สึกราวกับตัวเองกลายเป็นนักโทษ!”

พรูด!

ยูรันพ่นชาที่กำลังดื่มออกมา

“หลานเขย?!”

พรูด!

เซี่ยหลานอิงสำลักน้ำชา

“คุก?!”

พรูด!

เซี่ยเยว่หลีพ่นชาตามออกมาติด ๆ

“นักโทษ?!”

ทั้งสามหันขวับไปมองอ๋องหมิงพร้อมกัน

อ๋องหมิงชะงัก ก่อนถอยหลังไปหนึ่งก้าว

“ทำไม? ข้าพูดตรงไหนผิด?”

ยูรันรีบเช็ดน้ำชาออกจากมุมปาก

“อืม หากมองจากมุมของท่านอ๋อง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดจริง ๆ”

เขาหยุดไปเล็กน้อย

“ข้าเพียงตกใจที่ท่านยอมรับข้าเป็นหลานเขยรวดเร็วเกินไปหน่อยเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไร”

เซี่ยหลานอิงยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดปาก

“ข้าไม่คิดว่าท่านอาจะยอมรับสามีง่ายขนาดนี้ จึงตกใจเพคะ”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้า

“ข้าก็เหมือนกัน”

อ๋องหมิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“มีอะไรให้ไม่ยอมรับ? ถึงอย่างไรก็ห้ามพวกเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว แถมหลานเขยยังทำอาหารอร่อย มีสุราชั้นเลิศ และสร้างห้องพักดีกว่าราชวังอีก”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนโยนแหวนมิติวงหนึ่งไปให้เขา

“เอ้า รับไป”

อ๋องหมิงรีบคว้าเอาไว้

“ข้างในมีส่วนประกอบของห้องกับเครื่องเรือนเก็บเอาไว้ครบแล้ว ท่านนำกลับไปจัดเรียงเองก็แล้วกัน”

“ข้าสร้างสำรองไว้เยอะ เผื่อใช้ต่อเติมตำหนักในอนาคต”

อ๋องหมิงส่งจิตเข้าไปตรวจสอบภายในแหวน ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นทันที

หลิงเยวี่ยนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ นางหยิบเทียบเชิญออกจากแขนเสื้อ ก่อนยื่นให้ยูรัน

“นี่ รันเอ๋อร์ ดูสิ”

ยูรันรับมาเปิดอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ภายในเป็นเทียบเชิญจากตำหนักเสวียนเยว่ เชิญหลิงเยวี่ยไปร่วมงานเลี้ยงปีใหม่และพบปะสหายเก่า

เขาพับจดหมายกลับตามเดิม

“อืม แล้วอาจารย์เอาให้ข้าดูทำไม?”

“พอดีข้าต้องไปเยี่ยมนางสักหน่อย”

หลิงเยวี่ยรับเทียบเชิญกลับมา

“งานเลี้ยงครั้งก่อนข้าไม่ได้ไป ครั้งนี้คงปฏิเสธอีกไม่ได้”

“ก็ไปกันทั้งหมดนี่แหละ”

ยูรันกล่าวราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่

“คนเยอะสนุกดี บางทีอาจมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นด้วย”

หลิงเยวี่ยหรี่ตามองเขา

“เรื่องน่าสนใจแบบใด?”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนยกมุมปากขึ้น

“อย่างเช่นข้านั่งอยู่เฉย ๆ แล้วมีไอ้โง่จากที่ไหนไม่รู้เดินเข้ามาชี้หน้าข้า”

เขาดัดเสียงให้ฟังดูโอหัง

“น้ำหน้าอย่างแกไม่คู่ควรกับสตรีเหล่านี้หรอก! หากแน่จริงก็มาประลองกับข้า!”

ยูรันกลับมาใช้เสียงปกติ

“อะไรทำนองนั้น”

ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา พวกนางกลับรู้สึกว่าเหตุการณ์เช่นนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างน่าประหลาด

มู่เสวี่ยหนิงครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“เป็นไปได้มากเจ้าค่ะ”

หนานอวี้เองก็เริ่มสนุกขึ้นมา นางยกมือเท้าคาง ก่อนดัดเสียงเป็นบุรุษเจ้าสำราญ

“หรืออาจมีใครเดินเข้ามาพูดว่า...แม่สาวน้อย ไปนั่งดื่มกับพี่ชายดีกว่าไหม?”

นางยื่นมือออกไปทำท่าจะเชยคางไป๋หลิง แต่กลับถูกอีกฝ่ายปัดมือทิ้งทันที

โม่ชิงเฟิงลูบคางอย่างใช้ความคิด

“ไม่ก็ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งรับประทานอาหาร อยู่ดี ๆ มีคนหรือของบางอย่างลอยมากระแทกโต๊ะจนพัง”

“อาหารหกหมดทั้งโต๊ะ พวกเราจึงอดกิน”

สีหน้าของหนานอวี้จริงจังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำว่าอาหารหก

โม่ชิงเฟิงกล่าวต่อ

“จากนั้นพอหันไปมอง ก็พบสาวงามผู้หนึ่งกำลังถูกไล่ล่าและร้องขอความช่วยเหลือ”

นางพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง

“อืม เป็นไปได้”