ตอนที่ 364 เงียบไปเลย
ยูรันรินชาใส่ถ้วย ก่อนเลื่อนไปวางตรงหน้าหลิงเยวี่ย
“สรุปแล้ว อาจารย์มาหาข้าด้วยเรื่องอะไร?”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบ ๆ
นางไม่ได้ตอบ เพียงวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ ก่อนลุกจากที่นั่งแล้วเดินอ้อมมาหายูรัน
จากนั้นนางก็นั่งลงข้างกายเขา เว้นระยะห่างเพียงเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ เอนศีรษะพิงไหล่ของเขา
ยูรันก้มมองนาง แล้วมองถ้วยชาซึ่งเพิ่งถูกวางลง
“อืมมม...”
หลิงเยวี่ยยังคงหลับตาพิงไหล่เขาโดยไม่กล่าวสิ่งใด
ยูรันจึงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยคำถามก็ตาม
ยูรันรออยู่พักหนึ่ง แต่หลิงเยวี่ยก็ยังไม่คิดจะพูดอะไร
เขาจึงไม่ถามซ้ำ เพียงสอดแขนข้างหนึ่งใต้ข้อพับเข่า อีกข้างโอบแผ่นหลัง ก่อนช้อนร่างของนางขึ้นจากเก้าอี้
หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้นทันที
“รันเอ๋อร์?”
ยูรันไม่ได้ตอบ เขาอุ้มนางเดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนวางลงบนเตียงอย่างเบามือ
จากนั้นเจ้าตัวก็ปีนขึ้นไปนอนข้าง ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุม และหลับตาลงราวกับเป็นเรื่องปกติ
“อืม หากอาจารย์อยากพูดเมื่อใดก็ค่อยพูดแล้วกัน”
เขาขยับศีรษะหาตำแหน่งสบาย
“ข้าจะหลับรอ”
“……”
หลิงเยวี่ยนอนมองใบหน้าของเขาอยู่ในความมืด เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง.
หลิงเยวี่ยยังคงนอนมองเขาอยู่อย่างนั้น
นาน...
นานมาก...
นานเสียจนเสียงลมหายใจของยูรันค่อย ๆ กลายเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับไปแล้วจริง ๆ
แต่นางยังไม่ละสายตา
แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าของเขา หลิงเยวี่ยมองตั้งแต่เส้นผม คิ้ว ดวงตาที่ปิดสนิท ไล่ลงมาจนถึงริมฝีปาก
นางมองอยู่นานสองนาน
นานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วยาม
นานจนชาร้อนบนโต๊ะด้านนอกเย็นสนิท
นานจนแสงจันทร์เคลื่อนพ้นขอบหน้าต่าง
ตลอดเวลานั้น หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว
นางเพียงมองคนตรงหน้า ราวกับกำลังพยายามหาคำตอบบางอย่างซึ่งตนเองหลบเลี่ยงมาตลอด
หลิงเยวี่ยมองใบหน้าของยูรันซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ภายในใจ
[ข้ากำลังคิดจะทำสิ่งใดกัน...]
[เขาเป็นศิษย์ของข้า]
[ทุกคนต่างมองความรู้สึกของข้าออกมาตั้งนานแล้ว]
[แม้แต่เขาเองก็คงรู้อยู่แล้วเช่นกัน...]
[หากข้ายังเอาแต่หลบหนี วันหนึ่งข้าจะเสียใจหรือไม่?]
[เพียงครั้งเดียว...]
[ข้าจะซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองเพียงครั้งเดียว]
[ครั้งเดียวเท่านั้น]
หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้
หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก แต่สุดท้ายก็ยังหลับตาลง ก่อนประทับริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
นางไม่ได้ผละออกทันที
จูบนั้นดำเนินอยู่นานสองนาน ราวกับความรู้สึกซึ่งถูกเก็บซ่อนมาหลายปีพรั่งพรูออกมาโดยไม่ต้องใช้คำพูด
เมื่อหลิงเยวี่ยถอนริมฝีปากออก ใบหน้าของนางก็แดงจัดไปถึงใบหู ผิวกายร้อนผ่าวจนแทบไม่กล้าสบตาเขา
ทันใดนั้น ดวงตาของยูรันก็เปิดขึ้น
เขามองนางซึ่งอยู่ห่างจากใบหน้าเพียงคืบ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ท่านกำลังทำอะไร?”
หลิงเยวี่ยมองใบหน้าของยูรันซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ความรู้สึกจากจูบเมื่อครู่ยังคงติดอยู่บนริมฝีปาก
[มันวิเศษมาก...]
[ดีมากอย่างที่ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน]
[ศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์อะไรกัน...ช่างมันแล้ว!]
แววตาลังเลของนางหายไปจนหมดสิ้น
หลิงเยวี่ยพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของยูรัน มือทั้งสองวางลงข้างศีรษะของเขา เส้นผมยาวสีขาวทิ้งตัวลงมาปิดกั้นแสงจันทร์รอบข้าง
“อาจารย์?”
“เงียบ”
นางก้มลงประกบริมฝีปากกับเขาอีกครั้ง
คราวนี้จูบไม่ได้แผ่วเบาหรือลังเลเหมือนครั้งแรก หลิงเยวี่ยบรรจงจูบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการชดเชยเวลาทั้งหมดที่ตนเองเอาแต่ปฏิเสธความรู้สึก
หลิงเยวี่ยผละริมฝีปากออก ก่อนเอื้อมมือไปยังสายคาดเอวของตนเอง
ยูรันจับข้อมือนางเอาไว้
“อาจารย์ ท่านแน่ใจแล้วหรือ?”
หลิงเยวี่ยสบตาเขา แม้ใบหน้าจะยังแดงก่ำ แต่แววตากลับไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่
“อืม”
“ข้าตัดสินใจแล้ว”
ยูรันจึงค่อย ๆ ปล่อยมือ
หลิงเยวี่ยปลดอาภรณ์ของตนเองออก ก่อนโน้มตัวไปปลดเสื้อผ้าของเขาทีละชิ้น แสงจันทร์ทอดผ่านม่านบาง ขณะที่อาภรณ์ของคนทั้งสองร่วงลงข้างเตียง
คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า
กระทั่งแสงอรุณแรกสาดผ่านขอบฟ้า...
เช้าวันต่อมา ทุกคนมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารตามปกติ
ทว่าที่นั่งของยูรันกับหลิงเยวี่ยกลับว่างเปล่า
หนานอวี้กวาดตามองรอบโต๊ะ ก่อนขมวดคิ้ว
“ท่านอาจารย์กับสามีหายไปไหนกัน?”
“เหตุใดวันนี้ถึงยังไม่เห็นแม้แต่เงา?”
นางคีบอาหารตรงหน้าขึ้นมาชิมหนึ่งคำ ก่อนวางตะเกียบลงอย่างสิ้นหวัง
“แล้วอาหารมื้อนี้ใครเป็นคนทำ?!”
หนานอวี้เงยหน้าตะโกน
“จะมีใครทำอาหารได้อร่อยเท่าสามีอีกเล่า!!!!!!!!”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงมองที่นั่งว่างทั้งสองตำแหน่ง ก่อนหันมาสบตากันอย่างมีความหมาย
ไป๋หลิงเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ นางจึงหรี่ตาลง
“หรือว่า เมื่อคืนอาจารย์ไปหาสามี...”
ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ วางตะเกียบ
“แล้วจนถึงตอนนี้ ทั้งสองคนก็ยังไม่ออกมาสินะ?”
หนานอวี้ชะงัก ก่อนร่างทั้งร่างจะค่อย ๆ ห่อเหี่ยวลงกับโต๊ะ
“ท่านอาจารย์ลงมือแล้วสินะ...”
นางก้มหน้าลงด้วยสีหน้าสิ้นหวัง
“พวกเราจบสิ้นแล้ว”
“หลังจากเก็บกดมานานขนาดนั้น หากท่านอาจารย์ปล่อยวางขึ้นมาจริง ๆ นางต้องยึดสามีเอาไว้คนเดียวแน่นอน”
หนานอวี้เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
“พวกเราไม่มีวันได้หลับนอนกับเขาอีกแล้ว!”
“……”
หญิงสาวรอบโต๊ะเริ่มหน้าซีดตามไปทีละคน
โม่ชิงเฟิงลุกพรวดขึ้น
“ไม่ได้!”
“พวกเราต้องไปเคาะประตูเดี๋ยวนี้!”
ไป๋จิ้งเหวินยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“นั่งลงเถอะ ปล่อยให้หลิงเยวี่ยได้สมหวังบ้าง”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“นางอดทนมานานแล้วจริง ๆ”
หนานอวี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“ท่านแม่พูดได้สิ เพราะคนที่ถูกแย่งสามีไม่ใช่พวกท่าน...”
เวลาผ่านไปเช่นนั้นถึงห้าวัน
ประตูห้องของยูรันยังคงปิดสนิท ไม่มีวี่แววว่าคนภายในจะออกมาแม้แต่น้อย
โม่ชิงเฟิงเดินวนไปวนมาอยู่รอบโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“กรี๊ดดดดดดดดด! นี่มันห้าวันแล้วนะ!”
“ท่านอาจารย์คิดจะยึดสามีเอาไว้คนเดียวจริง ๆ หรือไง!”
หนานอวี้นั่งกอดเข่าอยู่ด้านข้าง ก่อนถอนหายใจอย่างหมดหวัง
“พี่ใหญ่ ยอมรับความจริงเถอะ”
“พวกเราหมดหวังแล้ว”
นางก้มหน้าลง
“เฮ้อ...ข้าคงไม่ได้เห็นสามีอีกแล้ว”
ลู่ชิงถานมองหญิงสาวทั้งสองอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่น่าจะร้ายแรงถึงขนาดนั้นกระมังเจ้าคะ?”
หลัวจินหยางส่ายหน้าช้า ๆ
“มันร้ายแรงถึงขนาดนั้นแหละ นี่ผ่านมาตั้งห้าวันแล้วนะ”
เช้าวันที่หก แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
ยูรันถอนหายใจ ก่อนมองหลิงเยวี่ยซึ่งยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อย
“พอแล้วกระมัง อาจารย์”
หลิงเยวี่ยพลันขมวดคิ้ว
“ข้าไม่ชอบ”
“ไม่ชอบอะไร?”
“เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่เรียกข้าว่าอาจารย์?”
ยูรันเลิกคิ้ว
“แล้วอยากให้ข้าเรียกว่าอะไร?”
หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา
“อาเยวี่ย”
ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
“อาเยวี่ย นี่เข้าสู่วันที่หกแล้วนะ”
“ท่านยังไม่พออีกหรือ?”
“ไม่พอ”
หลิงเยวี่ยตอบทันที ก่อนขยับเข้าไปกอดเขาแน่นกว่าเดิมและเริ่มซุกไซ้จูบลำคอไม่ยอมหยุด
ยูรันหลับตาลงอีกครั้ง
“อืม...”
และเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
เช้าวันที่เจ็ด หลิงเยวี่ยซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“พอแล้ว...ข้าไม่ไหวแล้ว”
นางยกมือดันอกยูรันเบา ๆ
“ท่านพี่ พอเถอะนะ”
ยูรันหรี่ตามองนาง
“เมื่อวานยังทำเป็นเก่งอยู่เลย”
เขายิ้มมุมปาก
“จะเอาอีกไหม?”
หลิงเยวี่ยรีบส่ายหน้า
“ไม่เอาแล้ว”
นางพยายามลุกขึ้นนั่ง
“วันนี้กิเลนกับม้านิลมังกรจะถือกำเนิดไม่ใช่หรือ? พวกเราต้องไปดูนะ”
“อืม เช่นนั้นพอเท่านี้ก็ได้”
ยูรันลุกจากเตียง ก่อนใช้พลังทำความสะอาดร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเรียบร้อย
แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากห้อง หลิงเยวี่ยกลับตามเข้ามากอด ก่อนดึงเขาลงมาจูบอีกครั้ง
จูบนั้นดำเนินอยู่นานสองนาน กว่านางจะยอมผละออก
ยูรันเลิกคิ้ว
“ไหนบอกว่าพอแล้ว?”
“ดูจากสภาพ หากให้พักอีกหน่อย ข้าว่าเจ้าก็ยังต่อได้อีกนะ”
ใบหน้าของหลิงเยวี่ยแดงจัด
“เงียบไปเลย”
ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนเปิดประตูห้อง
“ช่างเถอะ ข้าจะไปทำอาหารเช้าแล้ว ทุกคนคงอยากกินอาหารฝีมือข้าเต็มที”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า
“อืม”