คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 364 เงียบไปเลย6,838 ตัวอักษร

ตอนที่ 364 เงียบไปเลย

ยูรันรินชาใส่ถ้วย ก่อนเลื่อนไปวางตรงหน้าหลิงเยวี่ย

“สรุปแล้ว อาจารย์มาหาข้าด้วยเรื่องอะไร?”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเงียบ ๆ

นางไม่ได้ตอบ เพียงวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ ก่อนลุกจากที่นั่งแล้วเดินอ้อมมาหายูรัน

จากนั้นนางก็นั่งลงข้างกายเขา เว้นระยะห่างเพียงเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ เอนศีรษะพิงไหล่ของเขา

ยูรันก้มมองนาง แล้วมองถ้วยชาซึ่งเพิ่งถูกวางลง

“อืมมม...”

หลิงเยวี่ยยังคงหลับตาพิงไหล่เขาโดยไม่กล่าวสิ่งใด

ยูรันจึงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยคำถามก็ตาม

ยูรันรออยู่พักหนึ่ง แต่หลิงเยวี่ยก็ยังไม่คิดจะพูดอะไร

เขาจึงไม่ถามซ้ำ เพียงสอดแขนข้างหนึ่งใต้ข้อพับเข่า อีกข้างโอบแผ่นหลัง ก่อนช้อนร่างของนางขึ้นจากเก้าอี้

หลิงเยวี่ยลืมตาขึ้นทันที

“รันเอ๋อร์?”

ยูรันไม่ได้ตอบ เขาอุ้มนางเดินเข้าไปในห้องนอน ก่อนวางลงบนเตียงอย่างเบามือ

จากนั้นเจ้าตัวก็ปีนขึ้นไปนอนข้าง ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุม และหลับตาลงราวกับเป็นเรื่องปกติ

“อืม หากอาจารย์อยากพูดเมื่อใดก็ค่อยพูดแล้วกัน”

เขาขยับศีรษะหาตำแหน่งสบาย

“ข้าจะหลับรอ”

“……”

หลิงเยวี่ยนอนมองใบหน้าของเขาอยู่ในความมืด เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง.

หลิงเยวี่ยยังคงนอนมองเขาอยู่อย่างนั้น

นาน...

นานมาก...

นานเสียจนเสียงลมหายใจของยูรันค่อย ๆ กลายเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับไปแล้วจริง ๆ

แต่นางยังไม่ละสายตา

แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าของเขา หลิงเยวี่ยมองตั้งแต่เส้นผม คิ้ว ดวงตาที่ปิดสนิท ไล่ลงมาจนถึงริมฝีปาก

นางมองอยู่นานสองนาน

นานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วยาม

นานจนชาร้อนบนโต๊ะด้านนอกเย็นสนิท

นานจนแสงจันทร์เคลื่อนพ้นขอบหน้าต่าง

ตลอดเวลานั้น หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว

นางเพียงมองคนตรงหน้า ราวกับกำลังพยายามหาคำตอบบางอย่างซึ่งตนเองหลบเลี่ยงมาตลอด

หลิงเยวี่ยมองใบหน้าของยูรันซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ภายในใจ

[ข้ากำลังคิดจะทำสิ่งใดกัน...]

[เขาเป็นศิษย์ของข้า]

[ทุกคนต่างมองความรู้สึกของข้าออกมาตั้งนานแล้ว]

[แม้แต่เขาเองก็คงรู้อยู่แล้วเช่นกัน...]

[หากข้ายังเอาแต่หลบหนี วันหนึ่งข้าจะเสียใจหรือไม่?]

[เพียงครั้งเดียว...]

[ข้าจะซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเองเพียงครั้งเดียว]

[ครั้งเดียวเท่านั้น]

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้

หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก แต่สุดท้ายก็ยังหลับตาลง ก่อนประทับริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา

นางไม่ได้ผละออกทันที

จูบนั้นดำเนินอยู่นานสองนาน ราวกับความรู้สึกซึ่งถูกเก็บซ่อนมาหลายปีพรั่งพรูออกมาโดยไม่ต้องใช้คำพูด

เมื่อหลิงเยวี่ยถอนริมฝีปากออก ใบหน้าของนางก็แดงจัดไปถึงใบหู ผิวกายร้อนผ่าวจนแทบไม่กล้าสบตาเขา

ทันใดนั้น ดวงตาของยูรันก็เปิดขึ้น

เขามองนางซึ่งอยู่ห่างจากใบหน้าเพียงคืบ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ท่านกำลังทำอะไร?”

หลิงเยวี่ยมองใบหน้าของยูรันซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ความรู้สึกจากจูบเมื่อครู่ยังคงติดอยู่บนริมฝีปาก

[มันวิเศษมาก...]

[ดีมากอย่างที่ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน]

[ศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์อะไรกัน...ช่างมันแล้ว!]

แววตาลังเลของนางหายไปจนหมดสิ้น

หลิงเยวี่ยพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างของยูรัน มือทั้งสองวางลงข้างศีรษะของเขา เส้นผมยาวสีขาวทิ้งตัวลงมาปิดกั้นแสงจันทร์รอบข้าง

“อาจารย์?”

“เงียบ”

นางก้มลงประกบริมฝีปากกับเขาอีกครั้ง

คราวนี้จูบไม่ได้แผ่วเบาหรือลังเลเหมือนครั้งแรก หลิงเยวี่ยบรรจงจูบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการชดเชยเวลาทั้งหมดที่ตนเองเอาแต่ปฏิเสธความรู้สึก

หลิงเยวี่ยผละริมฝีปากออก ก่อนเอื้อมมือไปยังสายคาดเอวของตนเอง

ยูรันจับข้อมือนางเอาไว้

“อาจารย์ ท่านแน่ใจแล้วหรือ?”

หลิงเยวี่ยสบตาเขา แม้ใบหน้าจะยังแดงก่ำ แต่แววตากลับไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่

“อืม”

“ข้าตัดสินใจแล้ว”

ยูรันจึงค่อย ๆ ปล่อยมือ

หลิงเยวี่ยปลดอาภรณ์ของตนเองออก ก่อนโน้มตัวไปปลดเสื้อผ้าของเขาทีละชิ้น แสงจันทร์ทอดผ่านม่านบาง ขณะที่อาภรณ์ของคนทั้งสองร่วงลงข้างเตียง

คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า

กระทั่งแสงอรุณแรกสาดผ่านขอบฟ้า...

เช้าวันต่อมา ทุกคนมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารตามปกติ

ทว่าที่นั่งของยูรันกับหลิงเยวี่ยกลับว่างเปล่า

หนานอวี้กวาดตามองรอบโต๊ะ ก่อนขมวดคิ้ว

“ท่านอาจารย์กับสามีหายไปไหนกัน?”

“เหตุใดวันนี้ถึงยังไม่เห็นแม้แต่เงา?”

นางคีบอาหารตรงหน้าขึ้นมาชิมหนึ่งคำ ก่อนวางตะเกียบลงอย่างสิ้นหวัง

“แล้วอาหารมื้อนี้ใครเป็นคนทำ?!”

หนานอวี้เงยหน้าตะโกน

“จะมีใครทำอาหารได้อร่อยเท่าสามีอีกเล่า!!!!!!!!”

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงมองที่นั่งว่างทั้งสองตำแหน่ง ก่อนหันมาสบตากันอย่างมีความหมาย

ไป๋หลิงเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ นางจึงหรี่ตาลง

“หรือว่า เมื่อคืนอาจารย์ไปหาสามี...”

ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ วางตะเกียบ

“แล้วจนถึงตอนนี้ ทั้งสองคนก็ยังไม่ออกมาสินะ?”

หนานอวี้ชะงัก ก่อนร่างทั้งร่างจะค่อย ๆ ห่อเหี่ยวลงกับโต๊ะ

“ท่านอาจารย์ลงมือแล้วสินะ...”

นางก้มหน้าลงด้วยสีหน้าสิ้นหวัง

“พวกเราจบสิ้นแล้ว”

“หลังจากเก็บกดมานานขนาดนั้น หากท่านอาจารย์ปล่อยวางขึ้นมาจริง ๆ นางต้องยึดสามีเอาไว้คนเดียวแน่นอน”

หนานอวี้เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา

“พวกเราไม่มีวันได้หลับนอนกับเขาอีกแล้ว!”

“……”

หญิงสาวรอบโต๊ะเริ่มหน้าซีดตามไปทีละคน

โม่ชิงเฟิงลุกพรวดขึ้น

“ไม่ได้!”

“พวกเราต้องไปเคาะประตูเดี๋ยวนี้!”

ไป๋จิ้งเหวินยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น

“นั่งลงเถอะ ปล่อยให้หลิงเยวี่ยได้สมหวังบ้าง”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“นางอดทนมานานแล้วจริง ๆ”

หนานอวี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ

“ท่านแม่พูดได้สิ เพราะคนที่ถูกแย่งสามีไม่ใช่พวกท่าน...”

เวลาผ่านไปเช่นนั้นถึงห้าวัน

ประตูห้องของยูรันยังคงปิดสนิท ไม่มีวี่แววว่าคนภายในจะออกมาแม้แต่น้อย

โม่ชิงเฟิงเดินวนไปวนมาอยู่รอบโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าหม่นหมอง

“กรี๊ดดดดดดดดด! นี่มันห้าวันแล้วนะ!”

“ท่านอาจารย์คิดจะยึดสามีเอาไว้คนเดียวจริง ๆ หรือไง!”

หนานอวี้นั่งกอดเข่าอยู่ด้านข้าง ก่อนถอนหายใจอย่างหมดหวัง

“พี่ใหญ่ ยอมรับความจริงเถอะ”

“พวกเราหมดหวังแล้ว”

นางก้มหน้าลง

“เฮ้อ...ข้าคงไม่ได้เห็นสามีอีกแล้ว”

ลู่ชิงถานมองหญิงสาวทั้งสองอย่างไม่แน่ใจ

“ไม่น่าจะร้ายแรงถึงขนาดนั้นกระมังเจ้าคะ?”

หลัวจินหยางส่ายหน้าช้า ๆ

“มันร้ายแรงถึงขนาดนั้นแหละ นี่ผ่านมาตั้งห้าวันแล้วนะ”

เช้าวันที่หก แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง

ยูรันถอนหายใจ ก่อนมองหลิงเยวี่ยซึ่งยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อย

“พอแล้วกระมัง อาจารย์”

หลิงเยวี่ยพลันขมวดคิ้ว

“ข้าไม่ชอบ”

“ไม่ชอบอะไร?”

“เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่เรียกข้าว่าอาจารย์?”

ยูรันเลิกคิ้ว

“แล้วอยากให้ข้าเรียกว่าอะไร?”

หลิงเยวี่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเบา

“อาเยวี่ย”

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง

“อาเยวี่ย นี่เข้าสู่วันที่หกแล้วนะ”

“ท่านยังไม่พออีกหรือ?”

“ไม่พอ”

หลิงเยวี่ยตอบทันที ก่อนขยับเข้าไปกอดเขาแน่นกว่าเดิมและเริ่มซุกไซ้จูบลำคอไม่ยอมหยุด

ยูรันหลับตาลงอีกครั้ง

“อืม...”

และเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน

เช้าวันที่เจ็ด หลิงเยวี่ยซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

“พอแล้ว...ข้าไม่ไหวแล้ว”

นางยกมือดันอกยูรันเบา ๆ

“ท่านพี่ พอเถอะนะ”

ยูรันหรี่ตามองนาง

“เมื่อวานยังทำเป็นเก่งอยู่เลย”

เขายิ้มมุมปาก

“จะเอาอีกไหม?”

หลิงเยวี่ยรีบส่ายหน้า

“ไม่เอาแล้ว”

นางพยายามลุกขึ้นนั่ง

“วันนี้กิเลนกับม้านิลมังกรจะถือกำเนิดไม่ใช่หรือ? พวกเราต้องไปดูนะ”

“อืม เช่นนั้นพอเท่านี้ก็ได้”

ยูรันลุกจากเตียง ก่อนใช้พลังทำความสะอาดร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเรียบร้อย

แต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากห้อง หลิงเยวี่ยกลับตามเข้ามากอด ก่อนดึงเขาลงมาจูบอีกครั้ง

จูบนั้นดำเนินอยู่นานสองนาน กว่านางจะยอมผละออก

ยูรันเลิกคิ้ว

“ไหนบอกว่าพอแล้ว?”

“ดูจากสภาพ หากให้พักอีกหน่อย ข้าว่าเจ้าก็ยังต่อได้อีกนะ”

ใบหน้าของหลิงเยวี่ยแดงจัด

“เงียบไปเลย”

ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนเปิดประตูห้อง

“ช่างเถอะ ข้าจะไปทำอาหารเช้าแล้ว ทุกคนคงอยากกินอาหารฝีมือข้าเต็มที”

หลิงเยวี่ยพยักหน้า

“อืม”