ตอนที่ 365 เดี๋ยวก็ชิน
ในช่วงมื้อเช้า ทุกคนรีบมารวมตัวกันทันทีที่ได้กลิ่นอาหารอันคุ้นเคยลอยออกมาจากห้องอาหาร
หลังจากต้องกินอาหารฝีมือของตนเองติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดกลิ่นอาหารของยูรันก็กลับมาอีกครั้ง
ทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
หลิงเยวี่ยนั่งเบียดอยู่ข้างยูรัน ศีรษะพิงไหล่ของเขา แขนข้างหนึ่งกอดแขนเอาไว้แน่น ทั้งยังมีท่าทางออดอ้อนโดยไม่สนใจสายตาของผู้ใด
ความเยือกเย็นและศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์ซึ่งนางเคยยึดมั่น ดูเหมือนจะหายไปจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยว
เฟิงซูหลานหยุดยืนอยู่ตรงประตู
นางขยี้ตาตนเองอย่างแรง ก่อนมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง
หลิงเยวี่ยยังคงซบไหล่ยูรันเหมือนเดิม
“เป็นไปไม่ได้...”
เฟิงซูหลานขยี้ตาซ้ำ
“เป็นไปไม่ได้”
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เป็นไปไม่ได้!”
เหอหว่านชิงยกมือขึ้นปิดปาก สีหน้าเองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
“ภูเขาน้ำแข็ง...ละลายจนไม่เหลือแล้วจริง ๆ”
ไม่นาน ทุกคนก็มารวมตัวกันครบ
แต่ทันทีที่เห็นหลิงเยวี่ยกำลังซบไหล่ยูรันด้วยท่าทางออดอ้อน แต่ละคนก็หยุดนิ่งอยู่ตรงทางเข้า พร้อมแสดงสีหน้าเหลือเชื่อแตกต่างกันออกไป
โม่ชิงเฟิงก็ตบตัวเองหลายที่เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ฝันไป
“นี่...คือท่านอาจารย์จริงหรือ?”
ไป๋หลิงขยี้ตาหลายครั้ง
“ไม่เหลือมาดภูเขาน้ำแข็งแม้แต่น้อย...”
หนานอวี้ทรุดตัวลงบนเก้าอี้
“จบสิ้นแล้ว นางยึดสามีไปจริง ๆ ด้วย”
หลานชิงอวี้กลับพยักหน้าอย่างสงบ
“เป็นไปตามที่คาดเอาไว้เจ้าค่ะ เพียงแต่รุนแรงกว่าที่คิดเล็กน้อย”
ลู่ชิงถานมองหลิงเยวี่ยซึ่งกอดแขนยูรันไม่ยอมปล่อย
“ศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์ถูกโยนทิ้งไปหมดแล้วสินะเจ้าคะ”
หลัวจินหยางอ้าปากค้าง ส่วนหลัวจินเยว่พยักหน้าช้า ๆ
“เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงลูบคางอย่างใช้ความคิด
“ข้าบอกแล้วว่าพี่หญิงเพียงเก็บกดมานาน พอปล่อยวางแล้วต้องเป็นเช่นนี้”
มู่หรงฉินมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง
“นี่คือคนเดียวกับอาจารย์ที่เคยจ้องข้าราวกับจะสังหารจริงหรือเจ้าคะ?”
ซูเม่ยเหยายิ้มบาง
“ในที่สุดก็ยอมรับความรู้สึกของตนเองเสียที”
เซียวซินเยวี่ยกลับถอนหายใจอย่างเสียดาย
“น่าเสียดาย ข้ายังไม่ได้ใช้ยาที่เตรียมเอาไว้เลย”
เซี่ยหลานอิงนับนิ้ว ก่อนเบิกตากว้าง
“นี่หมายความว่าตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา...”
เซี่ยเยว่หลีรีบยกมือปิดปากนาง
“ไม่ต้องพูดต่อ ข้าเข้าใจแล้ว”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงกลับมีสีหน้าพึงพอใจที่สุด
“ดีแล้ว”
“อืม ในที่สุดหลิงเยวี่ยก็เลิกปากไม่ตรงกับใจเสียที”
อ๋องหมิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังสุดชี้ภาพตรงหน้าด้วยมืออันสั่นเทา
“เจ้าหนูนี่...แม้แต่อาจารย์ของตนเองก็ไม่เว้นหรือ?”
ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อทั้งหมด หลิงเยวี่ยเพียงเหลือบมองทุกคน ก่อนกอดแขนยูรันแน่นกว่าเดิม
ส่วนยูรันยังคงกินอาหารอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับภาพตรงหน้าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก.
ยูรันกวาดตามองสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ก่อนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ตกใจอะไรกัน?”
เขาคีบอาหารเข้าปาก
“งงจริง ๆ มานั่งกินข้าวได้แล้ว”
ทุกคนจึงค่อย ๆ เดินเข้ามานั่ง แต่สายตายังคงเหลือบมองหลิงเยวี่ยเป็นระยะ
ยูรันกล่าวต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้กิเลนกับม้านิลมังกรจะถือกำเนิด เตรียมตัวเอาไว้ด้วย”
จากนั้นเขาจึงหันไปหาหนานอวี้
“อวี้เอ๋อร์ คราวนี้เจ้ามารับทัณฑ์สวรรค์พร้อมกับข้า”
หนานอวี้ซึ่งกำลังคีบอาหารชะงักค้าง ก่อนชี้หน้าตนเอง
“ข้าด้วยหรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่สิ ไม่อย่างนั้นทารกกายเทพของเจ้าจะเติบโตได้อย่างไร?”
“จะให้เอาหงส์ฟ้ามาย่างเป็นไก่ แล้วนำไปเลี้ยงทารกหรือไง?”
ภายในผนึก ฉือเหยียนกับจินอวี่พลันตัวสั่นขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ทราบสาเหตุ
หนานอวี้รีบพยักหน้า แม้แววตาจะเริ่มหวาดหวั่นเล็กน้อย
“เข้าใจแล้ว”
หลังมื้ออาหาร ยูรันลุกขึ้นจากโต๊ะและหันไปบอกทุกคน
“ไปที่เดิมกันก่อน”
“เดี๋ยวข้าจะไปเรียกตาแก่เจ้าสำนักมาเป็นสักขีพยาน”
พรึ่บ!
ร่างของเขาหายไปทันที
ส่วนคนที่เหลือก็เดินทางไปยังพื้นที่รกร้างห่างจากสำนัก ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับตอนหงส์ฟ้าทั้งยี่สิบแปดตัวถือกำเนิดและเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมา
ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเจ้าสำนัก
ตู้ม!
ประตูบานใหม่ซึ่งเพิ่งนำมาติดตั้งแทนของเดิมระเบิดกระเด็นเข้าไปภายในห้องอีกครั้ง
ยูรันเดินผ่านกลุ่มควันเข้าไป
“ตาแก่ ไปเร็ว!”
กู้ชางอวิ๋นมองเศษประตูบนพื้น ก่อนตะโกนจนตำหนักสั่นสะเทือน
“โว้ยยยยย!”
“เลิกถีบประตูเข้ามาสักทีได้ไหม! เพิ่งเปลี่ยนบานใหม่เมื่อวานเองนะ!”
เขาหันไปมองยูรันอย่างเดือดดาล
“แล้วมาหาข้าแต่เช้ามีเรื่องอะไรอีก?”
ยูรันตอบทันที
“วันนี้กิเลนกับม้านิลมังกรจะถือกำเนิด”
“ท่านจะไปดูหรือเปล่า?”
กู้ชางอวิ๋นชะงัก ก่อนพุ่งเข้ามาคว้าแขนยูรัน
“ไป!”
“รีบพาข้าไปเดี๋ยวนี้!”
ทุกคนได้นำไข่กิเลนกับม้านิลมังกรทั้งสิบสองฟองออกมาวางเรียงไว้บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
ยูรันพากู้ชางอวิ๋นเดินทางไปยังพื้นที่รับทัณฑ์
ขณะที่ทั้งสองมาถึง
พรึ่บ!
ร่างของยูรันกับกู้ชางอวิ๋นปรากฏขึ้นกลางลาน
สองเท้าของเจ้าสำนักเพิ่งแตะพื้น ร่างทั้งร่างก็โซเซอย่างรุนแรง ก่อนรีบวิ่งไปเกาะก้อนหินใกล้ ๆ
“แหวะ! แหวะ! แหวะ!”
“แหวะ ๆๆๆ!”
กู้ชางอวิ๋นอาเจียนออกมาจนน้ำตาไหล ใบหน้าซีดขาวราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมา
ยูรันยืนกอดอกมองอยู่ด้านข้าง ก่อนส่ายหน้า
“จิ๊ ๆๆ...”
“อ่อนแอจริง ๆ”
มู่หรงฉินเดินเข้ามาหากู้ชางอวิ๋นซึ่งยังคงเกาะก้อนหินอยู่ ก่อนประสานมือคารวะ
“เรียนท่านเจ้าสำนัก เรื่องที่ข้าต้องการขอย้ายจากยอดเขาวารีกระจ่างมาอยู่ยอดเขาจันทรา ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
กู้ชางอวิ๋นยกมือขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังซีดขาว
“ได้ ไม่มีปัญหา”
“หลังกลับสำนัก ข้าจะให้คนจัดการรายชื่อกับทะเบียนให้ทันที”
มู่หรงฉินยิ้ม ก่อนค้อมศีรษะ
“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ”
นางมองสภาพของเขาแล้วกล่าวปลอบใจ
“ข้าเข้าใจนะเจ้าคะ ผู้ที่ถูกแบกมาด้วยวิชานี้อาเจียนกันทุกคน ท่านเจ้าสำนักไม่ต้องรู้สึกอับอาย”
กู้ชางอวิ๋นเงยหน้าขึ้น ก่อนกวาดตามองผู้คนรอบลาน
นอกจากหลิงเยวี่ยกับเหล่าศิษย์ยอดเขาจันทราแล้ว ยังมีหญิงสาวจากหลายสำนักและราชวงศ์ยืนอยู่เต็มพื้นที่
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงบนอ๋องหมิง
กู้ชางอวิ๋นรีบเช็ดปากและยืนตัวตรง ก่อนประสานมือคารวะ
“คารวะท่านอ๋องหมิง”
อ๋องหมิงโบกมืออย่างสบายอารมณ์
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าเองก็มาดูเหมือนกัน”
เขาหันไปมองไข่ทั้งสิบสองฟองด้วยดวงตาเป็นประกาย
“อืม หากพวกมันเลือกข้าสักตัว ข้าจะได้พากลับราชวังไปด้วย”
“ฮี่ ๆๆๆ...”
“……”
ทุกคนรอบข้างพร้อมใจกันเงียบ โดยไม่มีผู้ใดคิดจะทำลายความหวังของเขาล่วงหน้า
ยูรันคว้าข้อมือหนานอวี้ ก่อนพานางทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
พรึ่บ!
ทั้งสองหยุดยืนอยู่เหนือไข่ทั้งสิบสองฟอง โดยมีนิมิตกิเลนกับม้านิลมังกรขนาดมหึมาปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ
ยูรันเหลือบมองหญิงสาวข้างกาย
“พร้อมนะ?”
หนานอวี้เงยหน้ามองพลังบนท้องฟ้า ก่อนกลืนน้ำลาย
“ข้าต้องทำอย่างไร?”
“ไม่ต้องทำอะไร รับเอาไว้เฉย ๆ นี่แหละ”
ยูรันตอบอย่างสบายอารมณ์
“ช่วงแรกอาจจะกระตุกนิดหน่อย”
“เอ่อ...”
หนานอวี้ลังเล ก่อนยื่นมือออกไปหาเขา
“ขอจับมือได้ไหม?”
“ได้สิ”
ยูรันจับมือนางเอาไว้แน่น
ทันใดนั้น นิมิตกิเลนกับม้านิลมังกรก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ครืนนนนนน!
พลังทั้งหกธาตุระเบิดออกจากท้องฟ้า
ตู้มมมมมมมมมมมมม!
เงากิเลนกระทืบกีบลงมา ขณะที่ม้านิลมังกรพุ่งทะยานเข้าชนคนทั้งสองพร้อมมหานทีสวรรค์ เปลวเพลิง สายฟ้า พายุ เทือกเขา และเถาวัลย์นับไม่ถ้วน
หนานอวี้สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อพลังระลอกแรกไหลผ่านร่าง
“อึก!”
ความรู้สึกชาวาบแผ่ไปทั่วแขนขา แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีความเจ็บปวดใดเกิดขึ้นอีก
พลังทัณฑ์ทั้งหมดถูกดาราจักรภายในร่างของทั้งสองดูดกลืนเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ทารกกายเทพของยูรันกับทารกกายเทพของหนานอวี้ลืมตาขึ้นพร้อมกัน ก่อนอ้าปากสูบพลังจากทัณฑ์สวรรค์อย่างตะกละตะกลาม
ตูม! ตูม! ตูม!
นิมิตทั้งสองยังคงกระหน่ำโจมตีอย่างบ้าคลั่ง เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน ห้วงอากาศแตกสลายแล้วสมานกลับครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกการโจมตีเต็มไปด้วยเจตจำนงทำลายล้าง ราวกับสวรรค์กำลังประกาศต่อสิ่งมีชีวิตทั้งโลกว่า
สัตว์วิเศษซึ่งกำลังถือกำเนิดขึ้นมาเหล่านี้ ไม่สมควรปรากฏอยู่ใต้กฎแห่งฟ้าดิน!
หลังจากนิมิตทั้งสองกระหน่ำโจมตีอยู่นาน ในที่สุดพลังบนท้องฟ้าก็ค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
ครืนนน...
เงากิเลนกับม้านิลมังกรสลายหายไปพร้อมกับพลังหกธาตุ ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ไข่ทั้งสิบสองฟองก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
กึก! กึก! กึก!
รอยแตกร้าวกระจายไปทั่วเปลือกไข่ เสียงสิ่งมีชีวิตด้านในพยายามเจาะออกมาดังต่อเนื่อง
ยูรันกับหนานอวี้ลอยกลับลงมาบนพื้น
“อืม ลองถามทารกดูหน่อยสิว่าได้อายุเพิ่มขึ้นมาเท่าไร”
ยูรันส่งจิตเข้าไปภายในดาราจักรของตนเอง
ทารกกายเทพฝ่ายชายกำลังนอนลูบท้องอย่างอิ่มหนำ ก่อนตอบกลับมาอย่างเกียจคร้าน
“บุ่?”
[หนึ่งเดือน?]
คิ้วของยูรันกระตุก
[บัดซบ เช่นนั้นข้าต้องสร้างกิเลนเพิ่มอีกสามพันตัวหรือไง?]
หนานอวี้เองก็ตรวจสอบดาราจักรภายในร่าง ก่อนหันมาบอก
“ของข้าก็หนึ่งเดือน”
ยูรันถอนหายใจอย่างผิดหวัง
“น้อยชิบหาย”
กู้ชางอวิ๋นซึ่งยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นชี้คนทั้งสองด้วยมืออันสั่นเทา
“นี่ ๆๆๆ...”
“พวกเจ้ารับทัณฑ์สวรรค์กันเป็นเรื่องปกติเช่นนี้เลยหรือ?”
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งเพิ่งกลับคืนสู่ความสงบ
“นั่นเป็นถึงนิมิตสัตว์วิเศษเชียวนะ!”
หลิงเยวี่ยตอบอย่างใจเย็น
“เดี๋ยวก็ชิน”
“เรื่องแบบนี้ชินกันได้ด้วยหรือ?!”
ไม่มีผู้ใดตอบคำถามของกู้ชางอวิ๋น เพราะทุกคนต่างพากันเข้าไปล้อมรอบไข่ทั้งสิบสองฟองแล้ว
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เปลือกไข่เริ่มหลุดออกทีละชิ้น เผยให้เห็นกิเลนกับม้านิลมังกรซึ่งกำลังพยายามดันตัวออกมาจากด้านใน.