ตอนที่ 367 ไม่จำเป็น
ยูรันหันไปหากู้ชางอวิ๋น
“เอาละตาแก่ ตอนนี้มีเพียงเท่านี้แหละ”
กู้ชางอวิ๋นมองสัตว์วิเศษทั้งสิบสองตัวด้วยความอาลัยอาวรณ์
ยูรันจึงรีบกล่าวดักคอ
“ไม่ต้องมอง ข้ายังไม่ยกให้ท่าน”
“หากอยากได้ก็...อืม รอให้พวกมันเติบโต แล้วออกไข่ออกลูกออกหลานเสียก่อนก็แล้วกัน”
เขาตบไหล่เจ้าสำนักเบา ๆ
“ถึงตอนนั้นหากมีจำนวนมากพอ ข้าค่อยแบ่งให้สำนักเมฆาจันทร์นำไปดูแล”
กู้ชางอวิ๋นถอนหายใจอย่างเสียดาย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้า
“เจ้าพูดแล้วนะ ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
ยูรันพยักหน้า
พรึ่บ!
ยูรันกลับมาปรากฏตัวบนดาดฟ้าของตำหนัก ก่อนคนอื่น ๆ จะทยอยตามกลับมาในเวลาไม่นาน
เขาหันไปหาหลิงเยวี่ย
“สรุปแล้วพวกเราจะออกเดินทางกันวันไหน?”
“พรุ่งนี้เลยไหม หรืออาจารย์คิดจะรออีกสักพัก?”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวแก้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อาเยวี่ย”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนคำเรียกตามที่นางต้องการ
“อืม อาเยวี่ยคิดจะรออีกสักพักหรือเปล่า?”
เฟิงซูหลานซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลยกนิ้วขึ้นแคะหู ก่อนหันมามองทั้งสองอย่างไม่เชื่อสายตา
“เมื่อครู่เจ้าบอกให้สามีเรียกว่าอะไรนะ?”
นางลากเสียงยาวอย่างจงใจ
“อา...เยวี่ย?”
สายตาของทุกคนหันไปมองหลิงเยวี่ยพร้อมกัน
ทว่าแทนที่นางจะเขินอายหรือปฏิเสธ หลิงเยวี่ยกลับกอดแขนยูรันแน่นขึ้น ก่อนตอบอย่างสงบ
“ใช่”
เฟิงซูหลานอ้าปากค้าง
“ภูเขาน้ำแข็งตายไปแล้วจริง ๆ...”
เพียะ!
ฟิ้ววววววววว!
ตู้มมมมมม!
ศีรษะของทุกคนหันไปทางเดียวกันพร้อมกัน
ร่างของเฟิงซูหลานลอยข้ามดาดฟ้า ก่อนตกกระแทกพื้นอยู่ไกลออกไปจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
หลิงเยวี่ยลดมือลง ก่อนหันกลับมาหายูรันราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“พรุ่งนี้ก็ได้”
ยูรันพยักหน้า
“เช่นนั้นทุกคนไปเตรียมตัว ตรวจสอบสัมภาระกับงานบนยอดเขาให้เรียบร้อย”
“พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทางกัน”
ทุกคนกำลังจะแยกย้าย ทว่าหนานอวี้กลับตะโกนขึ้นมา
“เดี๋ยวก่อน!”
ยูรันหันกลับมามอง
“อะไรอีก?”
หนานอวี้กวาดตามองหญิงสาวรอบดาดฟ้า ก่อนถามเรื่องสำคัญที่สุดด้วยสีหน้าจริงจัง
“คืนนี้ใครจะนอนกับสามี?”
“……”
ทั่วทั้งดาดฟ้าเงียบสนิท
จากนั้นหญิงสาวทุกคนก็หันมามองยูรันพร้อมกัน
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น
“เพื่อความยุติธรรม...”
เขาหันไปมองเซี่ยหลานอิงกับมู่หรงฉิน
“คืนนี้เป็นหลานอิงกับหรงฉินก็แล้วกัน เพราะพวกนางยังไม่เคยนอนกับข้า”
เซี่ยหลานอิงกับมู่หรงฉินชะงักพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งสองค่อย ๆ แดงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากขอบดาดฟ้า
เฟิงซูหลานปีนกลับขึ้นมาด้วยสภาพเต็มไปด้วยฝุ่น ก่อนรีบตะโกน
“เดี๋ยวก่อนสิสามี!”
นางคลานเข้ามาหายูรัน
“แล้วพี่สาวเล่า? พี่สาวเองก็ยังไม่เคยนอนกับเจ้าเหมือนกันนะ!”
ลู่ชิงถานตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ยัยป้าไม่นับเจ้าค่ะ”
ฉึก!
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก
“เหตุใดข้าถึงไม่นับ?!”
“เพราะท่านยังไม่ได้เป็นภรรยาของท่านพี่เจ้าค่ะ”
“แต่ข้ากำลังพยายามอยู่นะ!”
ยูรันมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงอย่างหมดคำจะพูด
“พวกท่านสองคนยังติดพนันกับข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“ตอนที่พวกเราออกเดินทาง หากไม่มีไอ้โง่คนไหนเข้ามาพูดประโยคอย่างที่ข้าคาดเดา ข้าก็จะแพ้พนันและยอมรับพวกท่านเอง”
เขายักไหล่
“จะรีบร้อนไปทำไม?”
เฟิงซูหลานกำลังจะเถียง แต่ยูรันกลับกล่าวต่อ
“แล้วก็อีกอย่าง คนอื่นยังพอว่า...”
สายตาของเขาเลื่อนไปทางหลิงเยวี่ย
“แต่ถ้าเป็นพวกท่านสองคน การจะได้นอนกับข้าคงยากหน่อย”
เฟิงซูหลานเบิกตากว้าง
“ทำไม?!”
หลิงเยวี่ยตอบขึ้นทันที
“เพราะข้าไม่อนุญาต”
นางกอดแขนยูรัน ก่อนหรี่ตามองสหายเก่าทั้งสอง
“จะทำไม?”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยืนแข็งค้าง
เพียงข้ามคืน ศีลธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์ไม่เพียงถูกหลิงเยวี่ยโยนทิ้งไปจนหมด แต่นางยังเริ่มใช้อำนาจกีดกันผู้อื่นอย่างเปิดเผยแล้ว.
สองสัปดาห์ก่อน
ณ ตำหนักเสวียนเยว่
ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูสถานที่ปิดด่าน เพื่อรอคอยการกลับมาของเยวียนชิงเหยา
ครืนนนนนนนน!
ประตูศิลาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แรงกดดันมหาศาลทะลักออกมาจากภายใน จนผู้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เหยียนจ้าวหลุน จ้าวตำหนักเสวียนเยว่และพี่ชายของเยวียนชิงเหยา ยกมือกางม่านพลังขึ้นป้องกัน
“นางกำลังจะออกจากด่านแล้วสินะ”
ฉินหลัวซือผู้เป็นภรรยายืนอยู่ข้างกาย พลางสัมผัสคลื่นพลังอย่างตั้งใจ
“แรงกดดันนี้รุนแรงกว่าเมื่อสิบปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด”
“ไม่แน่ว่าอาการบาดเจ็บของนางอาจหายดีแล้วก็ได้”
อีกมุมหนึ่ง หญิงสาวสี่คนกำลังเฝ้ามองประตูด่านเช่นเดียวกัน
เยวียนซิงฝูกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
“น่าตื่นเต้นชะมัด พลังรุนแรงถึงเพียงนี้เชียว!”
เยวียนซิงลู่กลับกอดอก ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าไม่สนใจ
“ไม่เห็นน่าสนใจเลยสักนิด”
ด้านหลังของทั้งสอง สุ่ยหลานซีกับสุ่ยหลานอิงกำลังกอดตุ๊กตายูรันซึ่งเพิ่งซื้อมาเมื่อเดือนก่อนเอาไว้แน่น
สุ่ยหลานอิงกล่าวอย่างยินดี
“ท่านแม่แข็งแกร่งกว่าเดิมอีกแล้วนะเจ้าคะ”
สุ่ยหลานซีพยักหน้า
“ใช่เจ้าค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านแม่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากส่วนลึกของสถานที่ปิดด่าน
เหยียนจ้าวหลุนจับจ้องประตูโดยไม่กะพริบตา
“มาแล้ว”
ครืนนนนนนนนนนนนนนนน!
ประตูศิลาขนาดมหึมาค่อย ๆ เปิดออก พร้อมกับร่างของเยวียนชิงเหยาซึ่งก้าวออกมาปรากฏต่อหน้าทุกคน
เยวียนจ้าวคุนเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไปหาเยวียนชิงเหยา
“เป็นอย่างไรบ้างน้องหญิง? อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือไม่?”
เยวียนชิงเหยาส่ายหน้า
“ช่างเถอะพี่ใหญ่ ข้าระงับอาการเอาไว้ได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้พลังมากเกินไปได้”
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองทุกคน
“แล้วเรื่องลูกชายของข้าเล่า?”
สีหน้าของทุกคนรอบข้างพลันซีดลง ไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำถามในทันที
ฉินหลัวซือจึงเดินเข้ามา ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
“พวกเราส่งคนออกตามหามาตลอด แต่ยังไม่มีข่าวคราวเลย”
นางกล่าวเสียงแผ่ว
“ผ่านมาตั้งยี่สิบปีแล้ว คง...หาไม่พบอีกแล้วละ”
แววตาของเยวียนชิงเหยาหม่นหมองลงทันที
“อืม...ไม่เป็นไร”
แม้จะตอบเช่นนั้น แต่ทุกคนต่างมองเห็นความผิดหวังซึ่งนางไม่อาจปิดบังได้
เยวียนซิงฝูรีบก้าวเข้ามาคำนับ
“คารวะท่านแม่”
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะ แม้จะยังมีอาการบาดเจ็บ แต่ตบะของท่านแม่กลับเพิ่มขึ้นอีกแล้ว”
เยวียนซิงลู่ประสานมือตาม
“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีเองก็คำนับพร้อมกัน
“คารวะท่านแม่เยวียนเจ้าค่ะ”
เยวียนชิงเหยาปรายตามองลูกสาวทั้งสองกับว่าที่ลูกสะใภ้อีกสองคน
“อืม ซิงฝู ซิงลู่ ตบะของพวกเจ้าเพิ่มขึ้นรวดเร็วดี ดูท่าคงพยายามกันหนักน่าดู”
จากนั้นนางจึงหันไปหาสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี
“หลานอิงกับหลานซีเองก็เหมือนกัน พัฒนาขึ้นไม่น้อย”
กล่าวจบ เยวียนชิงเหยาก็เดินไปหาเยวียนจ้าวคุน
“พี่ใหญ่ ส่งเทียบเชิญไปหาเพื่อนทั้งสามของข้าแล้วหรือยัง?”
“ส่งเรียบร้อยแล้ว”
เยวียนจ้าวคุนตอบทันที
“คาดว่าพวกนางทั้งสามจะเดินทางมาอย่างแน่นอน”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้าโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ ก่อนเดินออกจากพื้นที่ปิดด่าน
ทุกคนจึงรีบติดตามไปทันที
เยวียนซิงลู่เดินอยู่ด้านหลัง สีหน้าค่อย ๆ มืดลง
[แค่นี้หรือ?]
[ข้าพยายามฝึกมาตั้งนาน แต่กลับได้รับเพียงคำว่า ‘พยายามกันหนักน่าดู’ เท่านั้นเอง?]
สุ่ยหลานอิงสังเกตเห็นสีหน้าของนาง จึงรีบกระซิบปลอบ
“เอ่อ...พี่หญิงใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่เพิ่งออกจากการปิดด่าน อาจจะยังไม่ฟื้นตัวดีนัก”
ตลอดทางไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากถามสิ่งใด
ตบะของทุกคนล้วนต่ำกว่าเยวียนชิงเหยา ต่อให้อยากติดตามก็ไม่มีผู้ใดตามความเร็วของนางทัน หลังจากกล่าวเพียงว่าเหนื่อยและต้องการกลับไปพักผ่อน ร่างของนางก็หายไปจากสายตาเสียแล้ว
ไม่นานนัก บริเวณนั้นจึงเหลือเพียงหญิงสาวทั้งสี่คนยืนอยู่ตามลำพัง
เยวียนซิงลู่ก้มหน้า สองมือกำชายเสื้อแน่น หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม
“ข้าบอกแล้ว...ทุกอย่างเป็นเหมือนที่ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด”
น้ำเสียงของนางสั่นไหว เต็มไปด้วยความน้อยใจซึ่งสะสมมานานนับสิบปี
“ท่านแม่ออกจากด่านมาก็เพียงเพื่อถามหาลูกชายของนาง ฉลองปีใหม่เสร็จ นางก็คงกลับไปปิดด่านเหมือนเดิม”
เยวียนซิงลู่หัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา
“หึ...แล้วเมื่อใดกัน ท่านแม่ถึงจะหันกลับมามองพวกเราบ้าง?”
เยวียนซิงฝูรีบคว้าแขนพี่สาวเอาไว้
“พี่หญิง อย่าพูดเช่นนั้นเลย ท่านแม่ยังมีอาการบาดเจ็บ บางทีนางอาจเหนื่อยจริง ๆ ก็ได้”
“สิบปี!”
เยวียนซิงลู่เงยหน้าขึ้นตะโกน ดวงตาแดงก่ำ
“ข้ารอนางมาสิบปี! ข้าฝึกฝนอย่างหนักเพียงเพราะอยากให้นางมองข้าสักครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงคำว่า ‘พยายามกันหนักน่าดู’ เท่านั้น!”
เยวียนซิงฝูนิ่งงันไป ไม่อาจหาเหตุผลใดมาโต้แย้งได้
เพราะลึกลงไปในใจ นางเองก็รู้สึกไม่ต่างจากพี่สาวนัก
สุ่ยหลานอิงขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจับมือเยวียนซิงลู่เอาไว้เบา ๆ
“พี่หญิง อย่างน้อยท่านแม่เยวียนก็กลับมาแล้ว พวกเรายังมีเวลา หากท่านมีสิ่งใดอยากบอกนาง รอให้นางพักผ่อนก่อนแล้วค่อยไปหานางด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”
เยวียนซิงลู่ปรายตามองตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ก่อนยกมือปาดน้ำตาอย่างแรง
“ไม่จำเป็น”
“ในสายตาของนาง ต่อให้ข้าพยายามมากเพียงใด ก็คงไม่มีวันสำคัญเท่าบุตรชายซึ่งหายตัวไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนอยู่ดี”