ตอนที่ 368 อืม ไปที่เดิมแล้วกัน
ปัจจุบัน หลังมื้ออาหาร
เซี่ยหลานอิงกับมู่หรงฉินเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องของยูรันพร้อมกัน
แม้ทั้งสองจะเป็นฝ่ายตกลงมาเอง แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูจริง ๆ กลับไม่มีผู้ใดยอมยกมือขึ้นเคาะ
มู่หรงฉินเหลือบมองประตู ก่อนหันไปกระซิบกับหญิงสาวข้างกาย
“หลังจากคืนนี้ ข้าคงเรียกเขาว่าท่านพี่ได้เต็มปากเสียทีสินะ”
เซี่ยหลานอิงหันขวับมามองนาง
“เจ้าก็เรียกเขาว่าศิษย์พี่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“มันไม่เหมือนกันนี่เจ้าคะ”
มู่หรงฉินยกมือแตะแก้มซึ่งกำลังร้อนผ่าว ก่อนกล่าวเสียงเบาลงเรื่อย ๆ
“ก่อนหน้านี้เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนัก แต่หลังจากคืนนี้...ก็จะเป็นท่านพี่แบบเดียวกับที่ทุกคนเรียกกันแล้ว”
เซี่ยหลานอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าจะเริ่มแดงตาม
“เช่นนั้นข้าเองก็คงเรียกเขาว่าสามีได้เต็มปากเหมือนกัน...”
ทั้งสองหันกลับไปมองประตูพร้อมกัน แต่ยังคงไม่มีผู้ใดยอมเคาะ
ผ่านไปครู่ใหญ่ มู่หรงฉินจึงกระซิบถาม
“ท่านจะเคาะหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าเป็นศิษย์น้องของเขา เจ้าก็เคาะสิ”
“แต่ท่านเป็นองค์หญิงนะเจ้าคะ”
“มันเกี่ยวอะไรกับการเคาะประตูด้วยเล่า!”
ทันใดนั้น ประตูตรงหน้าก็เปิดออกเอง
ยูรันยืนพิงกรอบประตู มองหญิงสาวทั้งสองซึ่งกำลังเกี่ยงกันด้วยสีหน้าเอือมระอา
“พวกเจ้าจะยืนเถียงกันอยู่หน้าห้องจนถึงเช้าเลยหรือ?”
“ถ้ายังไม่พร้อมก็กลับไปนอน ข้าเองก็ง่วงแล้ว”
เซี่ยหลานอิงกับมู่หรงฉินชะงัก ก่อนรีบก้าวผ่านประตูเข้าไปพร้อมกัน
“พร้อม!”
รุ่งเช้าวันต่อมา
แสงอ่อนยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
เซี่ยหลานอิงนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง ก่อนฝืนยกมือทุบอกยูรันเบา ๆ
“อึก...สามี เจ้าป่าเถื่อนเกินไปแล้ว”
นางกัดริมฝีปาก ก่อนถามด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“เจ้าทำเช่นนี้กับทุกคนเลยหรือ?”
ยูรันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ทุกคน แต่อาเยวี่ยทนได้นานที่สุด ตั้งเจ็ดวัน”
เขาเหลือบมองเซี่ยหลานอิง ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง
“หลานอิง เจ้ายังอ่อนหัดนัก”
“เจ้า!”
เซี่ยหลานอิงอยากเถียง แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง จึงทำได้เพียงดึงผ้าห่มมาคลุมหน้าด้วยความอับอาย
มู่หรงฉินซึ่งนอนอยู่อีกด้านพลันเอ่ยเรียกเสียงเบา
“ท่านพี่...”
ยูรันหันไปมองนาง
“ว่า?”
มู่หรงฉินหลบสายตาเขา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากลองเรียกดูเท่านั้น”
ยูรันพยักหน้า
“อ้อ แต่เมื่อคืนเจ้าก็ครางเรียกท่านพี่อยู่ตลอดไม่ใช่หรือ?”
ใบหน้าของมู่หรงฉินแดงก่ำขึ้นมาถึงใบหูในพริบตา
“ท่านพี่!"
ยูรันเหลือบมองหญิงสาวทั้งสองบนเตียง
“ลุกได้แล้ว ข้าจะไปทำอาหาร จากนั้นยังต้องสั่งงานพวกสมุนแล้วเตรียมของอีกเล็กน้อย พวกเราจะออกเดินทางช่วงเที่ยง”
กล่าวจบ เขาก็ลุกขึ้นจัดการตนเองจนเรียบร้อย ก่อนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
หลังทำอาหารเช้าเสร็จ ยูรันกลับหายตัวไปอีกครั้ง คราวนี้มุ่งตรงไปยังโรงหลอม
ไม่นานนัก เสียงค้อนกระแทกโลหะก็ดังสนั่นไปทั่วยอดเขาจันทรา
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
หนานอวี้ซึ่งกำลังนั่งกินอาหารชะงักไป ก่อนเงยหน้ามองไปทางโรงหลอม
“หืม? สามีกำลังหลอมอาวุธตอนนี้เนี่ยนะ?”
เซี่ยเยว่หลีวางตะเกียบแล้วลุกขึ้นทันที
“อย่าบอกนะว่าเขากำลังจะสร้าง...”
หลิงเยวี่ยกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ พวกเจ้ากินอาหารให้เสร็จแล้วแยกย้ายกันไปเตรียมตัว”
นางกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ
“หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด พวกเราจะออกเดินทางหลังเที่ยง จุดหมายคือเมืองจันทราเร้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักเสวียนเยว่”
โม่ชิงเฟิงเหลือบมองไปทางโรงหลอมอีกครั้ง ขณะที่เสียงค้อนยังดังต่อเนื่องไม่หยุด
“จากนิสัยของสามี ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ได้กำลังสร้างแค่อาวุธธรรมดาแน่”
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง
“อีกไม่นานก็รู้เอง กินข้าว”
“อืม...เหตุใดพอได้เป็นภรรยาแล้ว ท่านถึงยิ่งพูดเหมือนเขาขึ้นทุกวันเล่า?”
หลิงเยวี่ยหรี่ตามองนาง
โม่ชิงเฟิงรีบก้มหน้ากินข้าวทันที
“ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น”
ไป๋หลิงวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวเตือนทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง
“อืม ข้าจะบอกให้ทุกคนรู้เอาไว้ก่อนเลยนะ”
นางชี้ไปทางโรงหลอมซึ่งยังมีเสียงตีเหล็กดังออกมาไม่หยุด
“คราวก่อนเขาใช้เวลาถึงเจ็ดวันเต็ม ๆ เพื่อสร้างอาวุธให้พวกเราสี่คนจากหนัง กระดูก และเอ็น”
ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลงทันที
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“แต่เมื่อครู่สามีบอกว่าจะออกเดินทางช่วงเที่ยงไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว
“หมายความว่าเขาคิดจะทำของซึ่งปกติต้องใช้เวลาหลายวันให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วยาม?”
ไป๋หลิงยักไหล่
“ข้าไม่รู้ ข้าเพียงอยากเตือนว่า หากเขาหลอมเพลินขึ้นมา พวกเราอาจไม่ได้ออกเดินทางวันนี้”
หลิงเยวี่ยยังคงนั่งกินอาหารอย่างสงบ
“เขาบอกว่าเที่ยงก็คือเที่ยง หากทำไม่ทัน เดี๋ยวเขาก็หาวิธีโกงเวลาเองนั่นแหละ”
ทุกคนชะงัก ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
“มีเหตุผล”
โม่ชิงเฟิงชะงัก ก่อนหันไปมองไป๋หลิงอย่างไม่แน่ใจ
“เดี๋ยวก่อน หนัง กระดูกกับเอ็นที่เจ้าพูดถึง หมายถึงของสัตว์อสูรใช่หรือไม่?”
หนานอวี้ส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
“แล้วเป็นของสิ่งใด?”
หลานชิงอวี้ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ของท่านพี่เองนั่นแหละเจ้าค่ะ”
โม่ชิงเฟิงนิ่งค้างไปทันที
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้ายืนยัน
“อืม เขาถลกหนัง ตัดแขน เลาะกระดูก แล้วขูดเอ็นของตนเองออกมาใช้สร้างอาวุธ”
นางกล่าวราวกับกำลังอธิบายขั้นตอนการทำอาหารธรรมดา
“ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าอาวุธซึ่งถือกำเนิดจากกายเทพได้อย่างไร?”
“……”
หญิงสาวหลายคนวางตะเกียบลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ไป๋หลิงกล่าวต่อ
“หลังสร้างเสร็จ อาวุธเหล่านั้นยังถือกำเนิดจิตวิญญาณ สามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับเจ้าของได้ ตอนพวกมันถือกำเนิดจึงเกิดนิมิตขึ้นด้วย”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าสั้น ๆ
“ตามนั้น”
ไป๋จิ้งเหวินหน้าซีดลง ก่อนหันไปมองทางโรงหลอมอย่างกังวล
“เดี๋ยวก่อน...รันเอ๋อร์จะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ใช่ไหม?”
ลู่เหยียนหนิงเองก็เริ่มนั่งไม่ติด
“นั่นสิ นั่นเป็นแขนของเขาเองเลยนะ แล้วตอนนี้เสียงดังจากโรงหลอมก็...”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” ไป๋หลิงรีบกล่าวปลอบ “เขาฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ เพียงแต่ภาพตอนทำน่ากลัวไปสักหน่อย”
นางกวาดตามองทุกคน ก่อนกล่าวทิ้งท้าย
“ข้าบอกเอาไว้ก่อน เผื่ออีกเดี๋ยวเขาเดินกลับมาโดยมีอวัยวะบางส่วนหายไป ทุกคนจะได้ไม่ตกใจ”
“……”
ทั่วทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกัน
“พวกแม่จะไปดูเขา”
ภายในโรงหลอม
ยูรันมองอาวุธทั้งสี่ชิ้นซึ่งลอยเรียงกันอยู่เบื้องหน้า ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“อืม เสร็จเร็วกว่าที่คิดแฮะ น่าจะเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย ให้พวกเจ้ารับทัณฑ์นิมิตอีกครั้งก็สมบูรณ์แล้ว”
เขาหยิบอาวุธเส็งเคร็งซึ่งได้มาจากงานประมูลขึ้นมาพลิกดู ก่อนโยนมันกลับเข้าไปในเตาหลอม
“รอบนี้เร็วกว่าคราวก่อนมาก เพราะอาวุธเส็งเคร็งที่ประมูลมาดันมีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ข้าจึงไม่ต้องเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมด”
ยูรันกวาดตามองอาวุธทั้งสี่ชิ้น
“เอาละ พวกแกพร้อมพบกับนายใหม่หรือยัง?”
วิ้งงงง!
อาวุธทั้งสี่เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน ราวกับกำลังตอบรับคำถามของเขา
ยูรันรีบยกมือขึ้นบังตา
“โอ๊ย แม่งเอ๊ย! แสบตา จะดีใจก็ช่วยเบาแสงหน่อยไม่ได้หรือไง?”
หลังจากเก็บอาวุธทั้งหมดแล้ว เขาก็หันกลับไปยังเตาหลอม
“ทำของอย่างอื่นเพิ่มอีกเล็กน้อยดีกว่า เป็นเครื่องประดับสักสองสามชิ้น ไปเยี่ยมเพื่อนของอาเยวี่ยทั้งที จะไปมือเปล่าก็กระไรอยู่”
เสียงค้อนจึงกลับมาดังสนั่นอีกครั้ง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ด้านนอกโรงหลอม ผู้คนเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ
มีเพียงหลิงเยวี่ย หนานอวี้ ไป๋หลิง หลานชิงอวี้ และเซี่ยเยว่หลีที่แยกย้ายไปตรวจตรายอดเขา เก็บสัมภาระ และสั่งงานพวกสมุนก่อนออกเดินทาง
ไป๋จิ้งเหวินเดินวนเวียนอยู่หน้าประตูโรงหลอมไม่หยุด
“แม่เป็นห่วงเขาเหลือเกิน ถึงจะรู้ว่าร่างกายของเขาฟื้นฟูได้ก็เถอะ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างกังวลไม่ต่างกัน
“อืม ข้าก็เหมือนกัน รู้ว่าไม่เป็นอะไรกับเห็นลูกตัดแขนตัวเองได้ มันเป็นคนละเรื่องกัน”
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม เสียงตีเหล็กภายในโรงหลอมก็หยุดลง
ไป๋จิ้งเหวินหันไปมองประตูทันที
“เสร็จแล้วใช่ไหม?”
“อืม น่าจะเสร็จแล้ว”
ฟู่วววว!
ควันร้อนพวยพุ่งออกมาตามช่องประตู ขณะเดียวกัน ท้องฟ้าเหนือยอดเขาก็เริ่มมืดครึ้ม
ครืนนนนนน!
ยูรันผลักประตูโรงหลอมออกมา ก่อนชะงักเมื่อเห็นผู้คนยืนอออยู่เต็มด้านหน้า
“หืม? มาทำอะไรกันมากมายขนาดนี้?”
ไป๋จิ้งเหวินรีบวิ่งเข้ามาหา นางจับแขนทั้งสองข้างของเขาพลิกดู จากนั้นก็ก้มตรวจดูขาจนครบ
“แม่ได้ยินว่าเจ้าตัดแขนตัวเองไปสร้างอาวุธ!”
“ใช่ แต่มันงอกกลับมาแล้ว ไม่เป็นอะไรหรอกท่านแม่ เรื่องเล็กน้อย”
ลู่เหยียนหนิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนมองไปทางท้องฟ้าซึ่งมีเมฆดำกำลังก่อตัว
“แม่เข้าใจแล้ว แล้วครั้งนี้เจ้าสร้างสิ่งใดออกมา?”
ยูรันเงยหน้ามองเมฆทัณฑ์ ก่อนยิ้มออกมา
“อืม ไปที่เดิมแล้วกัน”
พรึ่บ!
ร่างของเขาหายไปจากหน้าโรงหลอมทันที มุ่งตรงไปยังสถานที่ซึ่งใช้รับทัณฑ์นิมิตครั้งก่อน
คนที่เหลือมองหน้ากันเพียงครู่เดียว ก่อนรีบตามไปอย่างรวดเร็ว