คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 369 กรี๊ดดดดดดดดด! ทุเรศสิ้นดี!8,184 ตัวอักษร

ตอนที่ 369 กรี๊ดดดดดดดดด! ทุเรศสิ้นดี!

ยูรันยืนรออยู่กลางลานก่อนแล้ว เมื่อทุกคนมาถึง เขาจึงสะบัดมือเรียกอาวุธทั้งสี่ชิ้นออกมา

ชิ้นแรกคือพู่กันด้ามยาว ตัวด้ามขาวราวหยกชั้นดี ประดับลวดลายอักขระสีทองอันละเอียดประณีต ปลายพู่กันดำสนิทและพลิ้วไหว แม้ไม่มีลมพัด กลิ่นอายของมันสง่างามจนดูราวกับถูกสร้างขึ้นสำหรับบัณฑิตโดยเฉพาะ

ชิ้นที่สองคือมีดบินสีดำเมี่ยมหลายเล่ม ผิวโลหะไม่สะท้อนแสง ทว่าขอบคมกลับปรากฏประกายสีเงินจาง ๆ ลวดลายลึกลับบนตัวมีดเลื่อนไหลราวกับเงาซึ่งมีชีวิต ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบไปถึงจิตวิญญาณ

ชิ้นที่สามคือหอกยาวสองปลาย ปลายด้านหนึ่งลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีแดง ขณะที่อีกด้านปกคลุมด้วยเพลิงสีน้ำเงินเย็นเยียบ ลวดลายของเปลวเพลิงทั้งสองสีทอดยาวไปตามด้าม ก่อนบรรจบกันตรงกลางอย่างสมบูรณ์แบบ

ชิ้นสุดท้ายคือปลอกแขนเขี้ยวมังกรหนึ่งคู่ ตัวปลอกแขนมีสีดำสลับเงิน ขอบด้านนอกเรียงรายด้วยเขี้ยวคมกริบ ลวดลายมังกรบนพื้นผิวขยับเลื้อยช้า ๆ พร้อมปลดปล่อยแรงกดดันดุดันออกมาเป็นระยะ

อ๋องหมิงเบิกตากว้างจนแทบถลน

“ว้าว! อาวุธพวกนี้แม่งโคตรเท่!”

เขาลูบคางพลางพึมพำกับตนเอง

“หากข้าขอให้เจ้าหนูนั่นสร้างให้สักชิ้น เขาจะยอมหรือไม่นะ? ข้าเองก็ช่วยต่อสู้ได้นี่ ตบะของข้าก็ไม่ได้น้อยเสียหน่อย ครึ่งก้าวสู่มหายานเชียวนะ”

ไม่มีผู้ใดสนใจคำพูดของเขา เพราะเจ้าของอาวุธทั้งสี่ต่างจ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย

โม่ชิงเฟิงชี้ไปยังพู่กันทันที

“พู่กันด้ามนั้นเป็นของข้าแน่นอน! เพียงมองก็รู้แล้วว่ามันเหมาะกับบัณฑิตผู้สง่างามเช่นพี่สาว!”

เซียวซินเยวี่ยมองปลอกแขนเขี้ยวมังกร ก่อนยกกำปั้นของตนเองขึ้นมาเทียบ

“ปลอกแขนคู่นั้นก็น่าจะเป็นของข้าเจ้าค่ะ”

หลัวจินหยางจ้องหอกสองปลายอย่างไม่วางตา

“ข้าชอบหอกเล่มนั้น”

หลัวจินเยว่เลียริมฝีปาก ก่อนมองมีดบินสีดำซึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ

“เช่นนั้นมีดบินก็เป็นของข้าสินะ”

ไม่นาน หลิงเยวี่ย หนานอวี้ ไป๋หลิง หลานชิงอวี้ และเซี่ยเยว่หลีก็ตามมาถึง

หนานอวี้พุ่งเข้ามาเป็นคนแรก

“ไหน ๆๆๆ สามีสร้างอะไรออกมา?”

เมื่อนางเห็นอาวุธทั้งสี่ ดวงตาก็พลันสว่างขึ้น

“ว้าว โคตรเท่!”

ทว่าเพียงครู่เดียว นางก็เหลือบมองเจ้าของอาวุธทั้งสี่คน ก่อนส่ายหน้าด้วยความเสียดาย

“แต่น่าเสียดาย พอไปอยู่ในมือพวกนางแล้วคงดูเน่า ๆ ขึ้นมาไม่น้อย”

รอยยิ้มของหญิงสาวทั้งสี่แข็งค้างพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงหันขวับมามองนาง

“หนานอวี้ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?!”

ยูรันหันไปทางหนานอวี้ ก่อนยื่นมือออกไปหา

“อวี้เอ๋อร์ มารับทัณฑ์”

“อื้ม!”

หนานอวี้รีบกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ นางสอดนิ้วประสานมือกับเขาเอาไว้อย่างคุ้นเคย

ยูรันเงยหน้ามองเมฆดำซึ่งกำลังก่อตัวเหนือศีรษะ

“พร้อมนะ ครั้งนี้มีนิมิตศาสตราทั้งหมดสี่ชุด”

“ข้าจะใช้ทัณฑ์สวรรค์หลอมอาวุธแต่ละชิ้นก่อน จากนั้นพวกเราค่อยรับพลังส่วนที่เหลือต่อ สลับกันไปทีละชิ้น”

หนานอวี้พยักหน้า

“พร้อมแล้ว!”

ครืนนนนนนนน!

เมฆทัณฑ์สีดำหมุนวนอย่างรุนแรง สายฟ้านับไม่ถ้วนแล่นผ่านท้องฟ้า ก่อนจะรวมตัวกันเป็นนิมิตศาสตราขนาดมหึมาทีละชิ้น

นิมิตแรกคือพู่กันสายฟ้าซึ่งทอดยาวข้ามผืนฟ้า

ยูรันยกพู่กันขึ้นรับทันที

เปรี้ยงงงงง!

ทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงบนตัวพู่กัน อักขระสีทองทั่วด้ามสว่างวาบ ก่อนดูดซับสายฟ้าเข้าไปหลอมรวมกับตนเอง

เมื่อการหลอมครั้งแรกเสร็จสิ้น ยูรันจึงดึงพลังส่วนที่เหลือเข้าหาร่างของเขากับหนานอวี้

ตู้มมมม!

ร่างของทั้งสองสั่นไหวเล็กน้อย ขณะที่ทารกกายเทพภายในดาราจักรเริ่มดูดกลืนพลังจากทัณฑ์อย่างตะกละตะกลาม

จากนั้นนิมิตที่สองก็ปรากฏขึ้น เป็นมีดบินสายฟ้านับพันซึ่งเรียงตัวเต็มท้องฟ้า

ยูรันส่งมีดบินขึ้นไปรับ

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

สายฟ้ากระหน่ำลงมาราวกับห่าฝน มีดบินทุกเล่มสั่นสะเทือน ก่อนลวดลายบนผิวจะสว่างขึ้นพร้อมกัน

เมื่อนิมิตมีดบินสิ้นสุดลง นิมิตหอกสองปลายก็ก่อตัวขึ้นแทน ปลายด้านหนึ่งปกคลุมด้วยสายฟ้าสีแดง ส่วนอีกด้านเป็นสายฟ้าสีน้ำเงิน

ยูรันเหวี่ยงหอกขึ้นไปกลางอากาศ

ตู้มมมมมม!

เปลวเพลิงสองสีบนตัวหอกปะทะกับทัณฑ์สวรรค์อย่างรุนแรง ก่อนจะกลืนกินสายฟ้าทั้งหมดเข้าไปหล่อหลอมคมศาสตราทั้งสองด้าน

สุดท้าย เงามังกรขนาดมหึมาปรากฏขึ้นภายในเมฆทัณฑ์ กรงเล็บทั้งสองของมันกดลงมาจากฟากฟ้า

ยูรันส่งปลอกแขนเขี้ยวมังกรออกไปรับ

โฮกกกกกก!

เปรี้ยงงงงงงง!

เสียงมังกรคำรามผสานกับเสียงฟ้าผ่า แรงปะทะทำให้ผืนฟ้าสั่นสะเทือน ปลอกแขนทั้งคู่ดูดซับสายฟ้าจนลวดลายมังกรบนพื้นผิวลืมตาตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์

หลังอาวุธทั้งสี่ชิ้นผ่านการหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์ ยูรันจึงกระชับมือของหนานอวี้

“ต่อไปเป็นส่วนของพวกเรา”

ทัณฑ์สวรรค์ที่เหลือทั้งหมดพลันเปลี่ยนทิศ กระหน่ำลงมายังร่างของทั้งสองพร้อมกัน

ตู้มมมมมมมมม!

เมื่อทัณฑ์สวรรค์สายสุดท้ายสลายหายไป อาวุธทั้งสี่ชิ้นก็ลอยกลับมาเรียงอยู่เบื้องหน้ายูรัน

วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!

พวกมันเปล่งแสงเจิดจ้ากะพริบไม่หยุด ราวกับกำลังอวดโฉมและเรียกร้องคำชมจากผู้สร้าง

ยูรันรีบยกมือขึ้นปิดตา

“โอ๊ย แม่งเอ๊ย! พอสักทีได้ไหม!”

“ไอ้สี่ตัวก่อนหน้าก็เป็นเช่นนี้ แสบตาฉิบหาย!”

พรึ่บ!

อาวุธทั้งสี่ดับแสงลงพร้อมกันทันที ก่อนลอยนิ่งอย่างว่าง่ายอยู่ตรงหน้าเขา

ยูรันจึงหันไปถามหนานอวี้

“รอบนี้ทารกของเจ้าโตขึ้นเท่าไร? ของข้าเพิ่มมาสองสัปดาห์”

หนานอวี้หลับตาตรวจสอบภายในดาราจักรของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง

“เหมือนกัน สองสัปดาห์”

ยูรันถอนหายใจยาวจนไหล่ตก

“เฮ้ออออ...”

เขามองอาวุธทั้งสี่ชิ้นสลับกับท้องฟ้าซึ่งเพิ่งกลับมาแจ่มใส

“ข้าคงต้องสร้างอาวุธไปอีกชาติหนึ่งกว่าทารกจะโตเต็มที่”

หนานอวี้ตบบ่าเขาเบา ๆ

“ไม่เป็นไรสามี อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีสัตว์วิเศษให้สร้างอีกมาก”

ยูรันหันไปมองนางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“นั่นไม่ได้ช่วยปลอบใจข้าเลยสักนิด”

ทุกคนรีบเข้ามาล้อมอาวุธทั้งสี่ชิ้นด้วยความสนใจ

โม่ชิงเฟิงจับจ้องพู่กันตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“นี่ ๆ ข้าขอลองจับหน่อยได้หรือไม่?”

นางยื่นมือออกไปทันทีโดยไม่รอคำตอบ

หนานอวี้มองภาพตรงหน้าแล้วพลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ก่อนรีบร้องเตือน

“เดี๋ยว อย่าเพิ่ง...”

เปรี้ยง!

สายฟ้าสีทองพุ่งออกจากพู่กัน กระแทกใส่มือของโม่ชิงเฟิงเต็มแรง

“กรี๊ดดดดด!”

นางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เส้นผมชี้ฟู ควันสีดำลอยออกมาจากปลายนิ้ว

หลานชิงอวี้มองภาพนั้น ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“เหมือนตอนพี่หญิงหนานอวี้ไม่มีผิดเลยเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง และเซี่ยเยว่หลีพยักหน้าพร้อมกัน

“อืม”

หนานอวี้หันขวับไปมองทั้งสี่คน

“โธ่! เหตุใดข้าถึงโดนล้อไปด้วยเล่า?!”

ยูรันยกมือห้ามทุกคน ก่อนเรียกพู่กันให้ลอยเข้ามาหา

“ช่างเถอะ เริ่มจากชิ้นแรก”

เขาชี้ไปยังพู่กันสีขาวซึ่งประดับอักขระสีทอง

“ชื่อของมันคือ ‘นิมิตฝัน’ ข้าสร้างมันขึ้นตามจินตนาการของบัณฑิตอย่างอาเจ๊ ซึ่งชื่นชอบการประสานอินสร้างสิ่งต่าง ๆ”

“หลังจากนี้ท่านไม่จำเป็นต้องประสานอินเองแล้ว ความสามารถของมันคือการเนรมิตสิ่งซึ่งอยู่ในจินตนาการออกมา เพียงแค่วาดสิ่งนั้นด้วยพู่กัน มันก็จะกลายเป็นจริง”

ดวงตาของโม่ชิงเฟิงสว่างวาบขึ้นทันที

“หมายความว่าข้าสามารถวาดมังกรออกมาได้จริง ๆ หรือ?!”

“ได้ แต่ต้องฝึกวิชาที่ใช้ควบคู่กันเสียก่อน”

ยูรันหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมายื่นให้นาง

“ข้าเขียนหมวดวิชาของมันเอาไว้แล้ว ชื่อว่า ‘การลงนามของผู้มีวิสัยทัศน์’ ฟังดูเหมาะกับบัณฑิตอย่างท่านดีใช่ไหม?”

โม่ชิงเฟิงรับตำรามากอดเอาไว้ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ

“เหมาะมาก! สมกับเป็นวิชาของบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่เช่นพี่สาว!”

ยูรันไม่สนใจคำโอ้อวดของนาง เขาชี้ไปยังพู่กันนิมิตฝัน

“เอามือไปแตะมัน แล้วกล่าวคำว่า ‘พันธะ’”

โม่ชิงเฟิงยื่นมือออกไปแตะด้ามพู่กัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พันธะ”

วิ้งงงงงง!

พู่กันนิมิตฝันเปล่งแสงเจิดจ้า ร่างของมันแตกสลายกลายเป็นละอองแสง ก่อนหลอมรวมเข้าไปในนิ้วชี้ข้างขวาของโม่ชิงเฟิง

เมื่อลำแสงจางลง รอยสักรูปพู่กันขนาดเล็กก็ปรากฏขึ้นบนนิ้วของนาง

โม่ชิงเฟิงพลิกนิ้วมองไปมาอย่างตื่นเต้น

“ว้าว ๆๆๆ!”

หนานอวี้เองก็มองด้วยดวงตาเป็นประกาย

“พี่ใหญ่ รีบเรียกมันออกมาเร็วเข้า! ข้าอยากเห็นรูปลักษณ์หลังทำพันธะแล้ว!”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้น ก่อนประกาศเสียงดัง

“ออกมา พู่กันนิมิตฝัน!”

วิ้ง!

แสงสว่างรวมตัวอยู่ในมือของนาง ก่อนเปลี่ยนกลับเป็นพู่กันอีกครั้ง

ทว่าแทนที่จะเป็นพู่กันหยกสีขาวประดับลายทองอันงดงาม รูปลักษณ์ใหม่ของมันกลับกลายเป็นพู่กันไม้เก่า ๆ ด้ามหนึ่ง ตัวด้ามซีดจาง เต็มไปด้วยรอยถลอก ส่วนขนพู่กันก็แตกฟูยุ่งเหยิงราวกับผ่านการใช้งานมาหลายร้อยปี

“……”

ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ

หนานอวี้เป็นคนแรกที่กลั้นเอาไว้ไม่อยู่

“ก๊ากกกกกกกกกก!”

นางทรุดตัวลงกุมท้อง หัวเราะจนน้ำตาไหล

“สภาพนั่นมันอะไรกัน?! ข้านึกว่าพู่กันเก่าซึ่งถูกทิ้งไว้ในถังขยะเสียอีก!”

“เน่ายิ่งกว่าสนับมือของข้าตอนทำพันธะครั้งแรกอีก! ก๊ากกกกกกก!”

โม่ชิงเฟิงก้มมองพู่กันเก่าในมือสลับกับรอยยิ้มกลั้นหัวเราะของทุกคน ก่อนริมฝีปากจะเริ่มสั่น

“เหตุใดมันถึงกลายเป็นเช่นนี้?!”

ยูรันมองพู่กันในมือนาง ก่อนกล่าวอย่างไม่แปลกใจ

“อืม อาวุธจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามเจ้าของ ตอนนี้ท่านยังอ่อนแออยู่ สภาพของมันจึงออกมาประมาณนี้แหละ”

โม่ชิงเฟิงยกพู่กันเก่าขึ้นมามอง ก่อนกรีดร้องสุดเสียง

“กรี๊ดดดดดดดดด! ทุเรศสิ้นดี!”

เปรี้ยง!

สายฟ้าพุ่งออกจากด้ามพู่กัน กระแทกใส่ใบหน้าของนางจนหงายหลัง

ยูรันมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเอือมระอา

“มันก็มีจิตใจนะ ท่านไปด่ามันเช่นนั้นได้อย่างไร?”

เขาชี้ไปยังพู่กันซึ่งกำลังสั่นด้วยความไม่พอใจ

“ดูแลมันให้ดีหน่อย หากท่านยังเอาแต่ดูถูกมัน เดี๋ยวมันก็ยกเลิกพันธะแล้วกลับมาหาข้าหรอก”

โม่ชิงเฟิงรีบลุกขึ้น ก่อนกอดพู่กันเอาไว้แนบอกทันที

“ข้าขอโทษ! เจ้างดงามที่สุดแล้ว พี่สาวเพียงตกใจไปหน่อยเท่านั้น!”

เปรี๊ยะ!

ประกายสายฟ้าเล็ก ๆ แล่นผ่านด้ามพู่กัน ราวกับกำลังเตือนนางเป็นครั้งสุดท้าย