ตอนที่ 370 เชี่ยเอ๊ย! ข้าอยากได้บ้าง
ยูรันเรียกอาวุธชิ้นต่อไปเข้ามา
มันเป็นมีดบินสีดำขนาดใหญ่เพียงเล่มเดียว รูปร่างเรียวยาวคล้ายลูกศร ปลายแหลมคมกริบ ส่วนลวดลายบนตัวมีดดูราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ผิวโลหะ
“ต่อไปคือมีดบิน ชื่อของมันคือ ‘เอกะ’”
ยูรันมองรูปลักษณ์ของมัน ก่อนครุ่นคิดเล็กน้อย
“แต่จะบอกว่ามันเป็นมีดบินก็ไม่ถูกนัก รูปร่างเช่นนี้ควรเรียกว่า ‘ศรแห่งเอกะ’ มากกว่า”
เขาหยิบตำราอีกเล่มส่งให้หลัวจินเยว่
“ความสามารถของมันไม่มีอะไรซับซ้อน ข้าเขียนรายละเอียดกับวิธีใช้ทั้งหมดเอาไว้ในนี้แล้ว เจ้าเอาไปอ่านเองก็แล้วกัน”
หลัวจินเยว่รับตำรามาถือเอาไว้ ก่อนยื่นมือไปแตะศรแห่งเอกะ
“พันธะ”
วิ้งงงงง!
ศรสีดำเปล่งแสงออกมา ก่อนสลายกลายเป็นลำแสงหลอมรวมลงบนหลังมือขวาของนาง ทิ้งรอยสักรูปศรสีดำขนาดเล็กเอาไว้
หนานอวี้ปาดน้ำตาซึ่งไหลออกมาจากการหัวเราะเมื่อครู่ ก่อนเร่งเร้าอย่างกระตือรือร้น
“เร็วเข้า พี่หก! เรียกมันออกมาให้ข้าดูหน่อย!”
หลัวจินเยว่ยกมือขวาขึ้น
“ออกมา ศรแห่งเอกะ”
วิ้ง!
ศรสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของนาง รูปลักษณ์แทบไม่แตกต่างจากเดิม มีเพียงแสงลึกลับกับแรงกดดันบนตัวศรที่จางลงเล็กน้อย
หนานอวี้เดินวนดูอยู่รอบหนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม ไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมเท่าไร มันยังดูเหมือนเดิมทุกอย่าง”
นางเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวเสริมอย่างตรงไปตรงมา
“แค่ตอนอยู่กับสามี มันดูสง่างามและน่าเกรงขามกว่านี้เท่านั้นเอง”
หลัวจินเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อย่างน้อยก็ยังงดงามเหมือนเดิม”
โม่ชิงเฟิงก้มมองพู่กันเก่าคร่ำคร่าในมือ ก่อนเงยหน้ากรีดร้องอย่างไม่ยอมรับความจริง
“กรี๊ดดดดดดดดด! ข้ารับไม่ได้!”
เปรี้ยะ!
พู่กันนิมิตฝันปล่อยสายฟ้าช็อตนางอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้ด่าเจ้านะ! รอบนี้ข้าด่าตัวเอง!”
ยูรันเรียกหอกสองปลายให้ลอยเข้ามาหา ก่อนคว้าด้ามตรงกลางเอาไว้
เปลวเพลิงสีแดงกับสีน้ำเงินลุกโชนขึ้นจากปลายหอกทั้งสองด้าน ทว่าแทนที่จะปะทะกัน พวกมันกลับหมุนวนอยู่รอบด้ามอย่างสมดุล
“ชิ้นต่อไปคือหอกสองปลาย มีชื่อว่า ‘ทวิอัคคีผลาญฟ้า’”
เขาบิดส่วนกลางของด้ามหอกเล็กน้อย
แกร๊ก!
หอกยาวแยกออกจากกัน กลายเป็นหอกสั้นสองเล่ม เล่มหนึ่งปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้ม ส่วนอีกเล่มลุกโชนด้วยเพลิงสีแดงสด
“มันสามารถแยกออกเป็นหอกสั้นสองเล่ม และหอกแต่ละเล่มก็มีชื่อกับคุณสมบัติต่างกัน”
ยูรันยกหอกเพลิงสีน้ำเงินขึ้น
“หอกไฟเย็น ‘นิลกาฬสถิตนิทรา’”
เปลวเพลิงบนคมหอกดูสงบนิ่งจนแทบไม่มีความร้อนแผ่ออกมา ทว่าบริเวณโดยรอบกลับเย็นเยียบลงอย่างรวดเร็ว
“หากแทงหรือฟันโดนศัตรู เปลวไฟนี้จะไม่เผาไหม้ร่างกายจากภายนอก แต่มันจะแทรกซึมเข้าไปตามบาดแผลและเส้นชีพจร ก่อนเปลี่ยนเป็นไอเย็นทมิฬเกาะอยู่ภายใน”
“ไอเย็นจะขัดขวางการโคจรลมปราณ ทำให้ศัตรูรักษาบาดแผลได้ยาก ต่อให้ฝืนต่อสู้ต่อไป บาดแผลก็จะไม่ยอมปิด เลือดจะไหลออกมาเรื่อย ๆ”
จากนั้นยูรันก็ยกหอกเพลิงสีแดงขึ้น
“ส่วนหอกไฟร้อนมีชื่อว่า ‘เพลิงละลายลักษณ์’”
เปลวเพลิงสีแดงปะทุขึ้นตามคมหอก จนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“คุณสมบัติของมันคือการกัดเซาะและหลอมละลายสิ่งซึ่งเกิดจากพลัง ไม่ว่าจะเป็นเกราะปราณ ม่านพลัง หรือค่ายกล มันทำลายสิ่งเหล่านั้นได้รวดเร็วกว่าอาวุธทั่วไปมาก”
ยูรันหมุนหอกทั้งสองเล่มในมือ ก่อนประกอบพวกมันกลับเข้าด้วยกัน
แกร๊ก!
หอกสั้นทั้งคู่กลับคืนเป็นทวิอัคคีผลาญฟ้าอีกครั้ง เปลวเพลิงสองสีไหลเวียนไปตามตัวหอกโดยไม่รบกวนกันแม้แต่น้อย
“หากศัตรูคิดกางโล่ปราณรับตรง ๆ จะเสียเปรียบอย่างหนัก วิธีรับมือมีเพียงใช้อาวุธกายภาพเข้าปะทะ หรือหลบออกไปเท่านั้น”
หลัวจินหยางมองหอกตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
ยูรันจึงยื่นมันไปให้นาง
“เอาละ ลองดู”
หลัวจินหยางยื่นมือออกไปแตะด้ามหอก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พันธะ”
วิ้งงงงง!
ทวิอัคคีผลาญฟ้าเปล่งแสงสีแดงและสีน้ำเงินออกมาพร้อมกัน ก่อนสลายกลายเป็นลำแสงสองสาย พุ่งเข้าไปหลอมรวมกับหลังมือขวาของนาง
เมื่อแสงสว่างจางลง รอยสักรูปหอกสองเล่มไขว้กันก็ปรากฏขึ้นแทน
หนานอวี้รีบเร่งเร้า
“เร็วเข้าาาา! เรียกออกมาดูเร็ว!”
หลัวจินหยางเองก็อยากเห็นรูปลักษณ์หลังทำพันธะไม่ต่างกัน นางจึงยกมือขวาขึ้นทันที
“ออกมา ทวิอัคคีผลาญฟ้า!”
วิ้ง!
หอกสองปลายปรากฏขึ้นในมือของนาง
ทว่าลวดลายอันวิจิตรบนด้ามหอกกลับจางหายไปเกือบทั้งหมด เปลวเพลิงสองสีสงบนิ่ง ไม่มีแสงหรือรัศมีน่าเกรงขามแผ่ออกมาอีก ทำให้มันดูคล้ายหอกสองปลายธรรมดาเล่มหนึ่ง
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนเดินวนดูรอบตัวหลัวจินหยาง
“เอ๊ะ?”
นางจ้องหอกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองพู่กันเก่าในมือของโม่ชิงเฟิง
“อืม...อย่างน้อยก็ยังดูดีกว่าพู่กันนั่นแล้วกัน”
โม่ชิงเฟิงหันขวับมาทันที
“เหตุใดต้องเอาของข้ามาเปรียบเทียบทุกครั้งด้วย?!”
ยูรันเรียกอาวุธชิ้นสุดท้ายเข้ามา ปลอกแขนทั้งสองข้างลอยอยู่กลางอากาศพร้อมส่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ออกมา
“ชิ้นสุดท้ายคือปลอกแขนมังกรคู่ มีชื่อว่า ‘เขี้ยวมังกรฟ้า’”
เขายกมือแตะลวดลายมังกรบนตัวปลอกแขน
“ความสามารถแรกคือช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมปราณได้อย่างแม่นยำ และยังควบคุมทิศทางการไหลเวียนของปราณทุกสายที่สัมผัสกับปลอกแขนได้ด้วย”
“ส่วนความสามารถที่สองคือการช่วงชิงปราณ ผู้ใดก็ตามที่สัมผัสกับมัน ปราณของคนผู้นั้นจะถูกดึงมาเปลี่ยนเป็นพลังของผู้ใช้”
เซียวซินเยวี่ยเบิกตากว้างเล็กน้อย
“เช่นนั้นยิ่งต่อสู้ประชิดตัว ข้าก็ยิ่งได้เปรียบหรือเจ้าคะ?”
“อืม และมันยังสามารถใช้เทคนิค ‘ซือโหยว’ ได้ด้วย”
ยูรันยื่นตำราเล่มสุดท้ายให้นาง
“รายละเอียดกับวิธีฝึกอยู่ในนี้ เอาไปอ่านเองแล้วกัน”
เซียวซินเยวี่ยรับตำรามา ก่อนเอื้อมมือทั้งสองข้างไปสัมผัสปลอกแขน
“อืม...พันธะ”
วิ้งงงงง!
เขี้ยวมังกรฟ้าเปล่งแสงออกมา ก่อนแยกเป็นสองสายแล้วหลอมรวมเข้ากับข้อมือของนาง
เส้นวงแหวนสีดำปรากฏขึ้นรอบข้อมือทั้งสองข้าง บนวงแหวนแต่ละวงมีรอยสักรูปเขี้ยวมังกรหนึ่งเขี้ยวประดับอยู่
หนานอวี้ชะโงกหน้าเข้ามาดูทันที
“รอบนี้จะกลายเป็นอะไร? เร็ว ๆๆๆ เรียกออกมาเลย!”
เซียวซินเยวี่ยรีบยกแขนทั้งสองขึ้น
“ออกมา เขี้ยวมังกรฟ้า!”
วิ้ง!
ปลอกแขนปรากฏขึ้นและขยายตัวปกคลุมแขนทั้งสองข้างของนางตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงปลายนิ้ว ส่วนมือกลายเป็นกรงเล็บมังกรแหลมคม
ทว่าความเงางามกับรัศมีน่าเกรงขามเมื่อครู่กลับหายไปทั้งหมด ผิวโลหะหม่นลงและมีฝุ่นบาง ๆ เกาะอยู่ ทำให้มันดูคล้ายอาวุธทั่วไปซึ่งผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่ง
หนานอวี้มองขึ้นลง ก่อนพยักหน้า
“อืม ดูเหมือนอาวุธธรรมดาไปหน่อย แต่ก็ยังพอใช้ได้”
จากนั้นนางก็หันไปมองโม่ชิงเฟิงกับพู่กันเก่าในมือ
“สรุปแล้วของพี่ใหญ่นี่แย่ที่สุดจริง ๆ”
โม่ชิงเฟิงกำพู่กันแน่นจนมือสั่น
“หยุดเอาของข้ามาเปรียบเทียบเสียที!”
ยูรันมองพู่กันเก่าคร่ำคร่าในมือของโม่ชิงเฟิง ก่อนส่ายหน้า
“ท่านต้องพยายามให้มากกว่านี้นะ พี่ใหญ่”
เขายื่นมือออกไป
“เอามานี่ ข้าจะลองใช้ให้ดู อาวุธของท่านควบคุมยากกว่าชิ้นอื่นเล็กน้อย”
เป๊าะ!
ทันทีที่ยูรันดีดนิ้ว พู่กันนิมิตฝันก็หลุดจากมือของโม่ชิงเฟิง ก่อนพุ่งเข้าไปอยู่ในมือเขาอย่างรวดเร็ว
หมับ!
วิ้งงงงง!
เพียงถูกยูรันสัมผัส รูปลักษณ์เก่าคร่ำคร่าของมันก็เปลี่ยนไปทันที
ด้ามพู่กันกลับมาขาวสะอาดราวหยกเนื้อดี ลวดลายสีทองส่องประกายไปทั่วทั้งด้าม ขนพู่กันเรียงตัวอย่างงดงาม ส่วนหยดหมึกตรงปลายกลับเปล่งประกายระยิบระยับราวกับรวบรวมดวงดาวนับไม่ถ้วนเอาไว้ภายใน
ทุกคนหันไปมองพู่กันในมือยูรัน ก่อนหันกลับมามองโม่ชิงเฟิงพร้อมกัน
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“อืม แม่ก็คิดว่าเจ้าควรพยายามให้มากกว่านี้จริง ๆ”
โม่ชิงเฟิงชี้หน้าตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“แม้แต่ท่านแม่ก็เป็นไปกับพวกเขาด้วยหรือ?!”
ยูรันหมุนพู่กันนิมิตฝันในมือเบา ๆ ก่อนกล่าวอธิบาย
“พลังของมันนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ข้ารวบรวมทั้งหมดเอาไว้ภายใต้วิชาที่มีชื่อว่า ‘การลงนามของผู้มีวิสัยทัศน์’”
เขาเหลือบมองโม่ชิงเฟิง
“พี่ใหญ่เองก็คงรู้แล้ว หากอ่านตำราที่ข้าให้ไป”
โม่ชิงเฟิงกอดตำราในมือแน่น ก่อนพยักหน้ารัว ๆ
ยูรันจึงยกพู่กันขึ้น
“หมวดแรกคือ ‘ภัยพิบัติ’”
เขาสะบัดปลายพู่กันผ่านอากาศเพียงครั้งเดียว
พรึ่บ!
เส้นหมึกสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนประทับลงบนพื้นเบื้องล่าง
ครืนนนนนน!
แผ่นดินพลันสั่นสะเทือน รอยแยกขนาดใหญ่ฉีกออกจากกัน เปลวเพลิงสีแดงฉานกับลาวาร้อนระอุปะทุขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับภูเขาไฟใต้พิภพถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในพริบตา
ตู้มมมมม!
คลื่นความร้อนแผ่กระจายออกไปจนทุกคนต้องรีบกางม่านปราณป้องกัน
อ๋องหมิงเบิกตากว้าง มองพู่กันในมือยูรันสลับกับทะเลเพลิงเบื้องล่าง
“เชี่ยเอ๊ย! ข้าอยากได้บ้าง!”
เขารีบพุ่งเข้ามาเกาะแขนยูรัน
“หลานเขย ทำให้ข้าสักชิ้นสิ! เอาแบบวาดอะไรออกมาก็เป็นจริงเช่นนี้เลยนะ!”