คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 371 อย่างไรเสีย มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่7,705 ตัวอักษร

ตอนที่ 371 อย่างไรเสีย มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่

ยูรันไม่สนใจอ๋องหมิงยกพู่กันขึ้นชี้ไปยังรอยแยกซึ่งมีลาวาเดือดพล่านอยู่เบื้องล่าง

“วิชาเมื่อครู่มีชื่อว่า ‘รอยแยกหลอมเหลว’ จัดอยู่ในหมวดภัยพิบัติ”

จากนั้นเขาก็สะบัดพู่กันวาดวงกลมลงบนอากาศ

“ต่อไปคือหมวดความสงบสุข”

“สระแห่งการสะท้อน”

พรึ่บ!

มวลน้ำมหาศาลถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า ก่อนแผ่ขยายโอบล้อมทุกคนเอาไว้ ผิวน้ำสงบนิ่งราวกับกระจกใส แม้จะมองดูอ่อนโยน แต่กลับปลดปล่อยแรงป้องกันหนาแน่นจนการโจมตีจากภายนอกแทบไม่อาจแทรกผ่าน

“หมวดนี้ใช้สำหรับป้องกัน สงบพลัง และลดความรุนแรงของการโจมตี”

ยูรันตวัดปลายพู่กันอีกครั้ง มวลน้ำทั้งหมดพลันสลายกลายเป็นละออง

“ต่อไปคือหมวดความเจ็บปวด”

“สายตาแห่งห้วงลึก”

พรึ่บ!

ดวงตาสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ภายในไม่มีม่านตาหรือประกายของสิ่งมีชีวิต มีเพียงความมืดลึกไร้ก้นบึ้ง

ทันทีที่ดวงตานั้นลืมขึ้น ผู้คนด้านล่างต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงจิตวิญญาณ ความหวาดกลัวซึ่งไม่อาจอธิบายพลันผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ

“ผู้ใดถูกดวงตานี้จ้องมองจะตกอยู่ในความหวาดกลัวชั่วระยะหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้น ๆ แต่ในการต่อสู้ แค่ชั่วพริบตาเดียวก็มากพอจะตัดสินความเป็นความตายแล้ว”

ยูรันสะบัดพู่กันลบดวงตาบนท้องฟ้าทิ้ง ก่อนวาดเส้นสายหลายเส้นอย่างรวดเร็ว

“และสุดท้ายคือหมวดฝันเทียม”

“หมวดนี้ไม่มีรูปแบบตายตัว ผู้ใช้สามารถเนรมิตสิ่งใดออกมาก็ได้ตามจินตนาการ”

เขาวาดส่วนสุดท้ายเสร็จ ก่อนแต้มดวงตาให้กับภาพนั้น

“ตัวอย่างเช่น...มังกร”

วิ้งงงงง!

เส้นหมึกทั้งหมดเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนรวมตัวกลายเป็นมังกรขนาดมหึมา เกล็ดทั่วร่างสะท้อนประกายดวงดาว เขาแหลมคมทอดยาวไปด้านหลัง ขณะที่ดวงตาทั้งคู่เปล่งแสงสีทองอันน่าเกรงขาม

โฮกกกกกกก!

เสียงคำรามของมันสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า ก่อนมังกรจะทะยานวนอยู่เหนือศีรษะของทุกคนอย่างสง่างาม

โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง ดวงตาแทบเปล่งแสงตามมังกรบนฟ้า

“โคตรเท่...”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“เรื่องอาวุธขอข้าคิดดูก่อน ข้ายังไม่เคยเห็นท่านต่อสู้อย่างจริงจังสักครั้ง จะให้ข้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านถนัดหรือชอบอาวุธประเภทใด?”

เมื่อเห็นอ๋องหมิงกำลังจะทิ้งตัวลงไปนอนคร่ำครวญ ยูรันก็หยิบแหวนมิติสองวงออกมาโยนให้

“เอาพวกนี้กลับไปใช้แทนก่อนแล้วกัน มีส่วนของท่านอ๋องเฉินอยู่ในนั้นด้วย”

อ๋องหมิงรีบรับแหวนทั้งสองวง ก่อนส่งจิตเข้าไปตรวจสอบ

ยูรันชี้ไปยังวงแรก

“วงนั้นมีกระจกสำหรับเล่นเกมหลายบาน ส่วนอีกวงมีเหล้าห้าร้อยไหกับอาหารอีกห้าร้อยชุด เอาไปแบ่งกับท่านอ๋องเฉินให้เรียบร้อย”

ดวงตาของอ๋องหมิงสว่างวาบทันที

“ห้าร้อยไห!”

“อย่าแอบกินระหว่างทางเชียว”

ยูรันหรี่ตามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ

“ข้าจะไปถามท่านอ๋องเฉินภายหลังว่าได้รับของครบหรือไม่ หากเหล้าหายไปแม้แต่ไหเดียว ข้าจะคิดบัญชีกับท่าน”

อ๋องหมิงรีบเก็บแหวนเข้าอกเสื้อ

“ข้าเป็นถึงท่านอ๋อง จะไปขโมยเหล้าของพี่ชายได้อย่างไร?”

ไม่มีผู้ใดเชื่อเขาแม้แต่คนเดียว

ยูรันพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอาของใช้ภายในห้องไปฝากท่านอ๋องเฉินเพิ่มด้วยดีกว่า”

เขาหยิบแหวนมิติออกมาอีกหลายวง ก่อนโยนให้อ๋องหมิงทีละวง

“ไม่สิ เอาไปสักสิบชุดเลยแล้วกัน จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์โต๊ะถูกขโมยจนไม่มีของใช้เหลืออีก”

อ๋องหมิงรับแหวนทั้งหมดเอาไว้ ก่อนพึมพำเสียงเบา

“คราวนี้หากพี่หญิงขโมยอีก ก็คงต้องขโมยทั้งห้องแล้วละมั้ง...”

ยูรันหันไปทางเซี่ยหลานอิง

“หลานอิง แล้วเจ้าไม่กลับไปพร้อมท่านอาหรือ?”

เซี่ยหลานอิงตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“ไม่กลับ”

“ข้าไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว”

“……”

ทั่วทั้งลานเงียบสนิท

แหวนมิติวงหนึ่งหลุดจากมืออ๋องหมิงตกลงพื้น

กริ๊ง!

เขาหันขวับไปมองหลานสาว ดวงตาเบิกกว้าง

“เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดว่าอะไรนะ?!”

เซี่ยหลานอิงกล่าวซ้ำด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ข้าไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว ข้าจะอยู่กับสามี”

อ๋องหมิงรีบเข้าไปจับไหล่นาง

“หลานรัก ตำแหน่งรัชทายาทไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากเลิกก็เลิกได้นะ! หากพี่หญิงได้ยินเข้า นางเอาข้าตายแน่!”

เซี่ยหลานอิงปัดมือของเขาออก

“ข้าเป็นคนไม่กลับ เหตุใดเสด็จน้าต้องกระทืบท่านอาด้วย?”

อ๋องหมิงตอบด้วยสีหน้าราวกับเห็นจุดจบของตัวเองแล้ว

“เพราะนางกระทืบเจ้าไม่ลง จึงต้องหันมากระทืบข้าแทนอย่างไรเล่า!”

เซี่ยหลานอิงกอดอก ก่อนเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าไม่สน”

“หากวันใดข้าอยากกลับไปเป็นรัชทายาทจริง ๆ ข้าก็เพียงพาฝูงสัตว์วิเศษกับกองทัพสมุนกลับไปด้วย”

นางหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“หรือไม่ก็อ้อนสามีให้ไปถล่มราชวังเสียเลย เพียงเท่านี้ก็จบแล้ว”

“……”

อ๋องหมิงอ้าปากค้าง

ทุกคนหันไปมองยูรันพร้อมกัน รอให้เขาช่วยทัดทานความคิดอันตรายของนาง

ยูรันกลับลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนพยักหน้า

“มีเหตุผล”

อ๋องหมิงหันขวับมามองเขา

“มีเหตุผลตรงไหนวะ?! นั่นราชวังของพวกข้านะ!”

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าไม่สน อย่างไรเสียท่านเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นั่นนักไม่ใช่หรือ?”

เขาชี้ไปยังแหวนมิติซึ่งอ๋องหมิงถืออยู่

“ท่านเพิ่งบอกเองว่าห้องในราชวังเหมือนคุก ทั้งอึดอัดทั้งห่วยแตก หากถูกถล่มทิ้งไปก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้วนี่”

อ๋องหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ก็จริง”

“……”

เซี่ยเยว่หลียกมือกุมหน้าผาก

“ท่านอา อย่าคล้อยตามเขาง่ายขนาดนั้นได้ไหม?”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ ข้าเชื่อว่าจักรพรรดินีคงไม่ทำถึงขนาดนั้นหรอก”

เขาหรี่ตาลง ก่อนยิ้มมุมปาก

“หึ หากนางคิดจะมาเป็นภรรยาของข้าจริง ๆ ข้าว่านางก็คงลงเอยไม่ต่างจากทุกคนที่นี่”

อ๋องหมิงเลิกคิ้ว

“หมายความว่าอย่างไร?”

ยูรันชี้หน้าเขาทันที

“ดูท่านเป็นตัวอย่างสิ ขนาดตำแหน่งอ๋อง ท่านยังไม่อยากทำงาน โยนทุกอย่างทิ้งไว้ให้ลูกน้อง แล้วหนีมานั่งเล่นเกม นอนกินเหล้าไปวัน ๆ”

เขาหันไปมองเซี่ยหลานอิง

“หลานอิงเองก็ไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว”

จากนั้นจึงหันกลับมาหาอ๋องหมิงอีกครั้ง

“จักรพรรดินีเป็นพี่สาวของท่านและเป็นเสด็จน้าของนาง หากเข้ามาอยู่ด้วยกันจริง ๆ ข้าว่านิสัยก็คงไม่หนีกันเท่าไร สุดท้ายอาจโยนราชบัลลังก์ให้ขุนนางดูแล แล้วมานอนเล่นเกมอยู่บนยอดเขาด้วยกันนี่แหละ”

อ๋องหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

“อืม...มีความเป็นไปได้สูงมาก”

เซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีมองหน้ากัน ก่อนถอนหายใจพร้อมกัน

“สายเลือดเดียวกันจริง ๆ”

ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนสะบัดมือ

“กลับไปตรวจสอบทุกอย่างอีกครั้งก่อนออกเดินทาง พวกเราน่าจะไปถึงภายในช่วงบ่าย”

เขายิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

“ข้าจะได้ดูเสียหน่อยว่า คราวนี้จะมีไอ้สวะตัวไหนเข้ามาหาเรื่องตอนข้ากำลังกินข้าวอีกหรือไม่”

พรึ่บ!

ทุกคนกลับไปยังยอดเขาจันทราพร้อมกัน จากนั้นจึงแยกย้ายกันตรวจสอบสัมภาระ สวนสมุนไพร บ่อสัตว์น้ำ โรงหลอม โรงโอสถ และคลังสินค้าครั้งสุดท้าย

หลังสั่งงานสมุนทั้งยี่สิบหมวดให้ดูแลพื้นที่ทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

อ๋องหมิงเตรียมเดินทางกลับราชวังพร้อมแหวนมิติกองใหญ่ ก่อนหันมากำชับยูรันเป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าลืมอาวุธของข้านะ หลานเขย!”

“รู้แล้ว ๆ กลับไปทำงานได้แล้ว”

“แล้วเหล้าคราวหน้า...”

“รีบไสหัวไปเถอะ”

หลังกล่าวลากันเรียบร้อย อ๋องหมิงจึงมุ่งหน้ากลับราชวัง ส่วนยูรันกับทุกคนก็ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

จุดหมายของพวกเขาคือเมืองจันทราเร้น เมืองขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งหมื่นลี้ และเป็นที่ตั้งของตำหนักเสวียนเยว่

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ร่างของคนทั้งกลุ่มหายวับไปจากยอดเขาจันทราทีละคน ทิ้งไว้เพียงเฮยหลง เยว่หลิน และเหล่าสมุซึ่งยืนเรียงแถวโบกกิ่งก้านส่งผู้เป็นนายออกเดินทางอย่างพร้อมเพรียงกัน

เช้าวันเดียวกัน ณ เมืองจันทราเร้น

เยวียนซิงฝูมองตุ๊กตายูรันซึ่งสุ่ยหลานอิงกอดเอาไว้แนบอก ก่อนยิ้มล้อเลียน

“แหม กอดเสียแน่นเชียวนะ ตุ๊กตาตัวนั้นน่ะ”

สุ่ยหลานอิงก้มมองตุ๊กตาในอ้อมแขน ก่อนกอดมันแน่นขึ้นกว่าเดิม

“ก็ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ น่ารักจะตายไป”

สุ่ยหลานซีซึ่งถือตุ๊กตาแบบเดียวกันพยักหน้าเห็นด้วย

“อืม น่ารักมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”

เยวียนซิงฝูมองทั้งสองคนแล้วส่ายหน้าอย่างขบขัน

“เช่นนั้นพวกเราออกไปเดินเล่นในเมืองกันดีหรือไม่? ผ่านมาตั้งหนึ่งเดือนแล้ว บางทีร้านค้าอาจทำรุ่นใหม่ออกมาขายก็ได้”

ดวงตาของสุ่ยหลานอิงสว่างขึ้นทันที

“ดีเจ้าค่ะ!”

สุ่ยหลานซีพยักหน้าเบา ๆ

“ข้าเองก็อยากไปดูเจ้าค่ะ”

หญิงสาวทั้งสามจึงออกจากตำหนักเสวียนเยว่ ก่อนเดินเที่ยวตามถนนสายต่าง ๆ ภายในเมืองจันทราเร้น

พวกนางแวะเวียนเข้าออกร้านค้าอยู่นาน ตั้งแต่ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ ไปจนถึงร้านขายของที่ระลึกซึ่งมีตุ๊กตายูรันวางเรียงรายอยู่เต็มชั้น

เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเที่ยง

อีกด้านหนึ่งของเมือง

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

กลุ่มของยูรันทยอยปรากฏตัวขึ้นบริเวณนอกประตูเมือง ก่อนพากันเดินผ่านประตูเข้าไปท่ามกลางฝูงชน

ยูรันกวาดตามองถนนซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คน บรรยากาศทุกอย่างดูสงบสุข ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่มีผู้ใดเข้ามาหาเรื่อง และไม่มีแม้แต่โต๊ะสักตัวลอยมากระแทกหน้าเขา

“อืม ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยแฮะ”

เขาหยุดเดิน ก่อนหรี่ตามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง

“แต่ไอ้คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ นี่แหละที่น่าสงสัยที่สุด”

“อย่างไรเสีย มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ”