ตอนที่ 371 อย่างไรเสีย มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่
ยูรันไม่สนใจอ๋องหมิงยกพู่กันขึ้นชี้ไปยังรอยแยกซึ่งมีลาวาเดือดพล่านอยู่เบื้องล่าง
“วิชาเมื่อครู่มีชื่อว่า ‘รอยแยกหลอมเหลว’ จัดอยู่ในหมวดภัยพิบัติ”
จากนั้นเขาก็สะบัดพู่กันวาดวงกลมลงบนอากาศ
“ต่อไปคือหมวดความสงบสุข”
“สระแห่งการสะท้อน”
พรึ่บ!
มวลน้ำมหาศาลถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า ก่อนแผ่ขยายโอบล้อมทุกคนเอาไว้ ผิวน้ำสงบนิ่งราวกับกระจกใส แม้จะมองดูอ่อนโยน แต่กลับปลดปล่อยแรงป้องกันหนาแน่นจนการโจมตีจากภายนอกแทบไม่อาจแทรกผ่าน
“หมวดนี้ใช้สำหรับป้องกัน สงบพลัง และลดความรุนแรงของการโจมตี”
ยูรันตวัดปลายพู่กันอีกครั้ง มวลน้ำทั้งหมดพลันสลายกลายเป็นละออง
“ต่อไปคือหมวดความเจ็บปวด”
“สายตาแห่งห้วงลึก”
พรึ่บ!
ดวงตาสีดำขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ภายในไม่มีม่านตาหรือประกายของสิ่งมีชีวิต มีเพียงความมืดลึกไร้ก้นบึ้ง
ทันทีที่ดวงตานั้นลืมขึ้น ผู้คนด้านล่างต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงจิตวิญญาณ ความหวาดกลัวซึ่งไม่อาจอธิบายพลันผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ
“ผู้ใดถูกดวงตานี้จ้องมองจะตกอยู่ในความหวาดกลัวชั่วระยะหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้น ๆ แต่ในการต่อสู้ แค่ชั่วพริบตาเดียวก็มากพอจะตัดสินความเป็นความตายแล้ว”
ยูรันสะบัดพู่กันลบดวงตาบนท้องฟ้าทิ้ง ก่อนวาดเส้นสายหลายเส้นอย่างรวดเร็ว
“และสุดท้ายคือหมวดฝันเทียม”
“หมวดนี้ไม่มีรูปแบบตายตัว ผู้ใช้สามารถเนรมิตสิ่งใดออกมาก็ได้ตามจินตนาการ”
เขาวาดส่วนสุดท้ายเสร็จ ก่อนแต้มดวงตาให้กับภาพนั้น
“ตัวอย่างเช่น...มังกร”
วิ้งงงงง!
เส้นหมึกทั้งหมดเปล่งแสงเจิดจ้า ก่อนรวมตัวกลายเป็นมังกรขนาดมหึมา เกล็ดทั่วร่างสะท้อนประกายดวงดาว เขาแหลมคมทอดยาวไปด้านหลัง ขณะที่ดวงตาทั้งคู่เปล่งแสงสีทองอันน่าเกรงขาม
โฮกกกกกกก!
เสียงคำรามของมันสะเทือนไปทั่วท้องฟ้า ก่อนมังกรจะทะยานวนอยู่เหนือศีรษะของทุกคนอย่างสง่างาม
โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง ดวงตาแทบเปล่งแสงตามมังกรบนฟ้า
“โคตรเท่...”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“เรื่องอาวุธขอข้าคิดดูก่อน ข้ายังไม่เคยเห็นท่านต่อสู้อย่างจริงจังสักครั้ง จะให้ข้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านถนัดหรือชอบอาวุธประเภทใด?”
เมื่อเห็นอ๋องหมิงกำลังจะทิ้งตัวลงไปนอนคร่ำครวญ ยูรันก็หยิบแหวนมิติสองวงออกมาโยนให้
“เอาพวกนี้กลับไปใช้แทนก่อนแล้วกัน มีส่วนของท่านอ๋องเฉินอยู่ในนั้นด้วย”
อ๋องหมิงรีบรับแหวนทั้งสองวง ก่อนส่งจิตเข้าไปตรวจสอบ
ยูรันชี้ไปยังวงแรก
“วงนั้นมีกระจกสำหรับเล่นเกมหลายบาน ส่วนอีกวงมีเหล้าห้าร้อยไหกับอาหารอีกห้าร้อยชุด เอาไปแบ่งกับท่านอ๋องเฉินให้เรียบร้อย”
ดวงตาของอ๋องหมิงสว่างวาบทันที
“ห้าร้อยไห!”
“อย่าแอบกินระหว่างทางเชียว”
ยูรันหรี่ตามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ
“ข้าจะไปถามท่านอ๋องเฉินภายหลังว่าได้รับของครบหรือไม่ หากเหล้าหายไปแม้แต่ไหเดียว ข้าจะคิดบัญชีกับท่าน”
อ๋องหมิงรีบเก็บแหวนเข้าอกเสื้อ
“ข้าเป็นถึงท่านอ๋อง จะไปขโมยเหล้าของพี่ชายได้อย่างไร?”
ไม่มีผู้ใดเชื่อเขาแม้แต่คนเดียว
ยูรันพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอาของใช้ภายในห้องไปฝากท่านอ๋องเฉินเพิ่มด้วยดีกว่า”
เขาหยิบแหวนมิติออกมาอีกหลายวง ก่อนโยนให้อ๋องหมิงทีละวง
“ไม่สิ เอาไปสักสิบชุดเลยแล้วกัน จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์โต๊ะถูกขโมยจนไม่มีของใช้เหลืออีก”
อ๋องหมิงรับแหวนทั้งหมดเอาไว้ ก่อนพึมพำเสียงเบา
“คราวนี้หากพี่หญิงขโมยอีก ก็คงต้องขโมยทั้งห้องแล้วละมั้ง...”
ยูรันหันไปทางเซี่ยหลานอิง
“หลานอิง แล้วเจ้าไม่กลับไปพร้อมท่านอาหรือ?”
เซี่ยหลานอิงตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ไม่กลับ”
“ข้าไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว”
“……”
ทั่วทั้งลานเงียบสนิท
แหวนมิติวงหนึ่งหลุดจากมืออ๋องหมิงตกลงพื้น
กริ๊ง!
เขาหันขวับไปมองหลานสาว ดวงตาเบิกกว้าง
“เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดว่าอะไรนะ?!”
เซี่ยหลานอิงกล่าวซ้ำด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ข้าไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว ข้าจะอยู่กับสามี”
อ๋องหมิงรีบเข้าไปจับไหล่นาง
“หลานรัก ตำแหน่งรัชทายาทไม่ใช่สิ่งที่นึกอยากเลิกก็เลิกได้นะ! หากพี่หญิงได้ยินเข้า นางเอาข้าตายแน่!”
เซี่ยหลานอิงปัดมือของเขาออก
“ข้าเป็นคนไม่กลับ เหตุใดเสด็จน้าต้องกระทืบท่านอาด้วย?”
อ๋องหมิงตอบด้วยสีหน้าราวกับเห็นจุดจบของตัวเองแล้ว
“เพราะนางกระทืบเจ้าไม่ลง จึงต้องหันมากระทืบข้าแทนอย่างไรเล่า!”
เซี่ยหลานอิงกอดอก ก่อนเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าไม่สน”
“หากวันใดข้าอยากกลับไปเป็นรัชทายาทจริง ๆ ข้าก็เพียงพาฝูงสัตว์วิเศษกับกองทัพสมุนกลับไปด้วย”
นางหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“หรือไม่ก็อ้อนสามีให้ไปถล่มราชวังเสียเลย เพียงเท่านี้ก็จบแล้ว”
“……”
อ๋องหมิงอ้าปากค้าง
ทุกคนหันไปมองยูรันพร้อมกัน รอให้เขาช่วยทัดทานความคิดอันตรายของนาง
ยูรันกลับลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนพยักหน้า
“มีเหตุผล”
อ๋องหมิงหันขวับมามองเขา
“มีเหตุผลตรงไหนวะ?! นั่นราชวังของพวกข้านะ!”
ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าไม่สน อย่างไรเสียท่านเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นั่นนักไม่ใช่หรือ?”
เขาชี้ไปยังแหวนมิติซึ่งอ๋องหมิงถืออยู่
“ท่านเพิ่งบอกเองว่าห้องในราชวังเหมือนคุก ทั้งอึดอัดทั้งห่วยแตก หากถูกถล่มทิ้งไปก็นับว่าเป็นเรื่องดีแล้วนี่”
อ๋องหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนลูบคางอย่างครุ่นคิด
“ก็จริง”
“……”
เซี่ยเยว่หลียกมือกุมหน้าผาก
“ท่านอา อย่าคล้อยตามเขาง่ายขนาดนั้นได้ไหม?”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ ข้าเชื่อว่าจักรพรรดินีคงไม่ทำถึงขนาดนั้นหรอก”
เขาหรี่ตาลง ก่อนยิ้มมุมปาก
“หึ หากนางคิดจะมาเป็นภรรยาของข้าจริง ๆ ข้าว่านางก็คงลงเอยไม่ต่างจากทุกคนที่นี่”
อ๋องหมิงเลิกคิ้ว
“หมายความว่าอย่างไร?”
ยูรันชี้หน้าเขาทันที
“ดูท่านเป็นตัวอย่างสิ ขนาดตำแหน่งอ๋อง ท่านยังไม่อยากทำงาน โยนทุกอย่างทิ้งไว้ให้ลูกน้อง แล้วหนีมานั่งเล่นเกม นอนกินเหล้าไปวัน ๆ”
เขาหันไปมองเซี่ยหลานอิง
“หลานอิงเองก็ไม่อยากเป็นรัชทายาทแล้ว”
จากนั้นจึงหันกลับมาหาอ๋องหมิงอีกครั้ง
“จักรพรรดินีเป็นพี่สาวของท่านและเป็นเสด็จน้าของนาง หากเข้ามาอยู่ด้วยกันจริง ๆ ข้าว่านิสัยก็คงไม่หนีกันเท่าไร สุดท้ายอาจโยนราชบัลลังก์ให้ขุนนางดูแล แล้วมานอนเล่นเกมอยู่บนยอดเขาด้วยกันนี่แหละ”
อ๋องหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“อืม...มีความเป็นไปได้สูงมาก”
เซี่ยหลานอิงกับเซี่ยเยว่หลีมองหน้ากัน ก่อนถอนหายใจพร้อมกัน
“สายเลือดเดียวกันจริง ๆ”
ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนสะบัดมือ
“กลับไปตรวจสอบทุกอย่างอีกครั้งก่อนออกเดินทาง พวกเราน่าจะไปถึงภายในช่วงบ่าย”
เขายิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
“ข้าจะได้ดูเสียหน่อยว่า คราวนี้จะมีไอ้สวะตัวไหนเข้ามาหาเรื่องตอนข้ากำลังกินข้าวอีกหรือไม่”
พรึ่บ!
ทุกคนกลับไปยังยอดเขาจันทราพร้อมกัน จากนั้นจึงแยกย้ายกันตรวจสอบสัมภาระ สวนสมุนไพร บ่อสัตว์น้ำ โรงหลอม โรงโอสถ และคลังสินค้าครั้งสุดท้าย
หลังสั่งงานสมุนทั้งยี่สิบหมวดให้ดูแลพื้นที่ทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
อ๋องหมิงเตรียมเดินทางกลับราชวังพร้อมแหวนมิติกองใหญ่ ก่อนหันมากำชับยูรันเป็นครั้งสุดท้าย
“อย่าลืมอาวุธของข้านะ หลานเขย!”
“รู้แล้ว ๆ กลับไปทำงานได้แล้ว”
“แล้วเหล้าคราวหน้า...”
“รีบไสหัวไปเถอะ”
หลังกล่าวลากันเรียบร้อย อ๋องหมิงจึงมุ่งหน้ากลับราชวัง ส่วนยูรันกับทุกคนก็ออกเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
จุดหมายของพวกเขาคือเมืองจันทราเร้น เมืองขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งหมื่นลี้ และเป็นที่ตั้งของตำหนักเสวียนเยว่
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
ร่างของคนทั้งกลุ่มหายวับไปจากยอดเขาจันทราทีละคน ทิ้งไว้เพียงเฮยหลง เยว่หลิน และเหล่าสมุซึ่งยืนเรียงแถวโบกกิ่งก้านส่งผู้เป็นนายออกเดินทางอย่างพร้อมเพรียงกัน
เช้าวันเดียวกัน ณ เมืองจันทราเร้น
เยวียนซิงฝูมองตุ๊กตายูรันซึ่งสุ่ยหลานอิงกอดเอาไว้แนบอก ก่อนยิ้มล้อเลียน
“แหม กอดเสียแน่นเชียวนะ ตุ๊กตาตัวนั้นน่ะ”
สุ่ยหลานอิงก้มมองตุ๊กตาในอ้อมแขน ก่อนกอดมันแน่นขึ้นกว่าเดิม
“ก็ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ น่ารักจะตายไป”
สุ่ยหลานซีซึ่งถือตุ๊กตาแบบเดียวกันพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม น่ารักมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”
เยวียนซิงฝูมองทั้งสองคนแล้วส่ายหน้าอย่างขบขัน
“เช่นนั้นพวกเราออกไปเดินเล่นในเมืองกันดีหรือไม่? ผ่านมาตั้งหนึ่งเดือนแล้ว บางทีร้านค้าอาจทำรุ่นใหม่ออกมาขายก็ได้”
ดวงตาของสุ่ยหลานอิงสว่างขึ้นทันที
“ดีเจ้าค่ะ!”
สุ่ยหลานซีพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าเองก็อยากไปดูเจ้าค่ะ”
หญิงสาวทั้งสามจึงออกจากตำหนักเสวียนเยว่ ก่อนเดินเที่ยวตามถนนสายต่าง ๆ ภายในเมืองจันทราเร้น
พวกนางแวะเวียนเข้าออกร้านค้าอยู่นาน ตั้งแต่ร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับ ไปจนถึงร้านขายของที่ระลึกซึ่งมีตุ๊กตายูรันวางเรียงรายอยู่เต็มชั้น
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเที่ยง
อีกด้านหนึ่งของเมือง
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
กลุ่มของยูรันทยอยปรากฏตัวขึ้นบริเวณนอกประตูเมือง ก่อนพากันเดินผ่านประตูเข้าไปท่ามกลางฝูงชน
ยูรันกวาดตามองถนนซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คน บรรยากาศทุกอย่างดูสงบสุข ไม่มีเสียงทะเลาะ ไม่มีผู้ใดเข้ามาหาเรื่อง และไม่มีแม้แต่โต๊ะสักตัวลอยมากระแทกหน้าเขา
“อืม ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยแฮะ”
เขาหยุดเดิน ก่อนหรี่ตามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง
“แต่ไอ้คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ นี่แหละที่น่าสงสัยที่สุด”
“อย่างไรเสีย มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ”