ตอนที่ 372
ยูรันกวาดตามองถนนอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าราวกับตัดสินใจได้แล้ว
“ตามสูตร ทุกคนหาโรงเตี๊ยมกันเถอะ”
มู่หรงฉินกะพริบตาปริบ ๆ
“ตามสูตรอะไรหรือเจ้าคะ?”
โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นอธิบายอย่างผู้มีประสบการณ์
“ก็สูตรของสามีอย่างไรเล่า เข้าเมืองใหม่ หาที่กินอาหาร จากนั้นนั่งเฉย ๆ ไม่นานก็จะมีคนเดินเข้ามาหาเรื่องเอง”
ลู่ชิงถานพยักหน้า
“แล้วสุดท้ายท่านพี่ก็จะตัดแขน ตัดขา ดึงลิ้น หรือเอาอวัยวะอะไรสักอย่างของอีกฝ่ายไปเจ้าค่ะ”
ยูรันหันกลับมามองทั้งสองคน
“พูดเหมือนข้าเป็นฝ่ายหาเรื่องอย่างนั้นแหละ ข้าแค่อยากกินข้าวเที่ยงตามปกติเท่านั้น”
ยูรันชี้ไปยังโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ตรงหัวมุมถนน
“เอาที่นั่นแล้วกัน ดูใหญ่ดี
ทุกคนมองหน้าโรงเตี๊ยม ก่อนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
ยูรันเดินนำทุกคนเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก่อนยกมือทักทายเถ้าแก่ซึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะ
“โย่ว เถ้าแก่!”
เขาชี้ขึ้นไปยังชั้นบน
“ชั้นบนข้าเหมาหมด ข้ารวย”
จากนั้นจึงชี้ไปทางหลังร้าน
“ขอยืมครัวด้วยนะ ข้าจะทำอาหารเอง”
“……”
เถ้าแก่ชะงัก มองยูรันสลับกับกลุ่มหญิงสาวจำนวนมากซึ่งเดินตามหลังเขาเข้ามา
“คุณชายหมายถึง...ท่านต้องการเหมาชั้นบนทั้งหมด แต่จะใช้ครัวทำอาหารเองหรือขอรับ?”
“ถูกต้อง ข้าจ่ายค่าโต๊ะ ค่าห้อง แล้วก็ค่าใช้ครัว ส่วนวัตถุดิบข้ามีเอง”
ยูรันโยนถุงเหรียญวิญญาณลงบนโต๊ะ
ตุบ!
เถ้าแก่เปิดถุงดูเพียงแวบเดียว ก่อนรีบเก็บมันเข้าทันที
“ไม่มีปัญหาขอรับ! เชิญคุณชายใช้ครัวได้ตามสบาย หากต้องการคนช่วยเตรียมวัตถุดิบ ข้าจะเรียกพ่อครัวทั้งหมดมาช่วยเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ต้อง พวกนางเป็นลูกมือให้ข้าเอง”
ยูรันชี้ไปยังหญิงสาวด้านหลัง
“ส่วนลูกมือ ข้ามีพร้อมแล้ว”
ซูเม่ยเหยา เซียวซินเยวี่ย และมู่เสวี่ยหนิงหันมามองหน้ากัน ก่อนยิ้มออกมาพร้อมกัน
“ฮี่ ๆ ได้สิ!”
ทั้งสามรีบเดินตามยูรันไปทางห้องครัวอย่างกระตือรือร้นทันที
ลู่ชิงถานมองตามแผ่นหลังของพวกนาง ก่อนชี้หน้าตนเอง
“เดี๋ยวนะ เหตุใดครั้งนี้ไม่มีผู้ใดเรียกข้าเลยเจ้าคะ?”
เซี่ยเยว่หลีตบบ่านางเบา ๆ
“บางทีฝีมือของเจ้าอาจถูกตัดออกจากรายชื่อลูกมือแล้วก็ได้”
“ฉึก!”
ลู่ชิงถานสะดุ้ง ก่อนรีบวิ่งตามทั้งสี่คนไปทันที
“ไม่ได้นะ! ข้าไปด้วย!”
นางแทรกตัวเข้าไปในห้องครัว ก่อนคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวมอย่างรวดเร็ว
“ข้าเองก็ฝึกมาตั้งนาน จะทิ้งข้าเอาไว้ไม่ได้เจ้าค่ะ!”
ไม่นาน อาหารจานแล้วจานเล่าก็ถูกยกออกมาจากห้องครัว
กลิ่นหอมเข้มข้นลอยอบอวลไปทั่วโรงเตี๊ยม ทั้งเนื้อย่างซึ่งมีผิวกรอบเป็นประกาย ปลานึ่งสมุนไพรเนื้อนุ่ม ซุปร้อนรสกลมกล่อม และอาหารอีกนับสิบอย่างถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะบนชั้นสอง
เพียงกลิ่นอาหารลอยลงไปถึงชั้นล่าง แขกทั้งหมดก็หยุดกินพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ชายคนหนึ่งก้มมองเนื้อผัดบนโต๊ะของตน ก่อนหันไปดมกลิ่นซึ่งลอยมาจากชั้นบน
“เดี๋ยวนะ...”
เขาคีบเนื้อในจานขึ้นมาพิจารณา ก่อนหันไปตะโกนใส่ลูกจ้าง
“นี่พวกแกเอาอาหารหมามาให้ข้ากินหรือวะ?!”
ลูกจ้างสะดุ้งสุดตัว
“มะ...ไม่ใช่นะขอรับ นี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านเรา!”
“แล้วเหตุใดอาหารบนชั้นสองถึงหอมกว่าของข้าหลายร้อยเท่า?!”
“คุณชายบนชั้นสองยืมครัวทำอาหารเองขอรับ”
คำตอบนั้นทำให้แขกทั่วทั้งชั้นล่างหันไปมองบันไดเป็นตาเดียว
ไม่นาน เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นทั่วโรงเตี๊ยม
“ผู้ใดเป็นคนทำกัน?”
“เพียงกลิ่นก็ทำให้ข้ากินของบนโต๊ะไม่ลงแล้ว”
“เหมือนจะเป็นกลุ่มคนต่างถิ่นซึ่งเพิ่งเข้าเมืองมาเมื่อครู่นี้”
บนชั้นสอง ยูรันคีบเนื้อใส่ปากอย่างสงบ ก่อนพยักหน้ากับตัวเอง
“อืม มาแล้ว”
มู่หรงฉินชะงัก
“สิ่งใดมาหรือเจ้าคะ?”
ยูรันชี้ตะเกียบลงไปทางชั้นล่าง
“ตามสูตรอย่างไรเล่า พวกหาเรื่องกำลังจะขึ้นมาแล้ว”
ด้านนอกโรงเตี๊ยม
เยวียนซิงฝูซึ่งกำลังเดินดูร้านค้าพลันหยุดฝีเท้า ก่อนสูดจมูกฟุดฟิดหลายครั้ง
“หืม? กลิ่นอะไรน่ะ หอมมาก...”
สุ่ยหลานอิงเองก็เงยหน้าขึ้นสูดกลิ่น ก่อนหันไปมองอาคารตรงหัวมุมถนน
“พี่หญิง ดูเหมือนกลิ่นจะลอยออกมาจากโรงเตี๊ยมนั่นนะเจ้าคะ”
สุ่ยหลานซีมองตาม ก่อนกลืนน้ำลายเบา ๆ
“พวกเราเข้าไปดูกันดีไหมเจ้าคะ?”
เยวียนซิงฝูมองโรงเตี๊ยมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“ไปสิ กลิ่นหอมถึงเพียงนี้ หากเดินผ่านไปเฉย ๆ คงน่าเสียดายแย่”
หญิงสาวทั้งสามกอดตุ๊กตายูรันในมือให้กระชับ ก่อนเดินตามกลิ่นอาหารเข้าไปในโรงเตี๊ยมพร้อมกัน
ทันทีที่ก้าวผ่านประตู พวกนางก็พบว่าแขกทุกโต๊ะกำลังเงยหน้ามองไปยังชั้นสองเป็นสายตาเดียวกัน
เยวียนซิงฝูเลิกคิ้ว
“ดูเหมือนต้นตอของกลิ่นจะอยู่ข้างบนนะ”
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากบันได ก่อนชายฉกรรจ์หกคนจะเดินขึ้นมายังชั้นสอง
เมื่อเห็นกลุ่มหญิงสาวรอบโต๊ะ ดวงตาของพวกมันก็เป็นประกายทันที ต่างคนต่างยิ้มอย่างไม่ปิดบังเจตนา ก่อนแยกย้ายกันยืนล้อมโต๊ะอาหารเอาไว้
ชายซึ่งดูเหมือนเป็นหัวหน้ากวาดตามองหญิงสาวทีละคน แล้วหันมาหายูรัน
“เฮ้ย น้องชาย”
มันยกนิ้วโป้งชี้ไปยังหญิงสาวรอบโต๊ะ
“มีสตรีงามรายล้อมอยู่มากมายถึงเพียงนี้ แบ่งมาให้พวกเราสักครึ่งหนึ่งดีหรือไม่?”
เสียงพูดคุยทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบลงทันที
บริเวณชั้นล่าง เยวียนซิงฝูกับสุ่ยหลานซีเงยหน้ามองขึ้นไป ส่วนสุ่ยหลานอิงขยับเข้ามากระซิบ
“เอ่อ...พี่หญิง ดูเหมือนคนข้างบนกำลังมีปัญหากันนะเจ้าคะ”
เยวียนซิงฝูขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด เสียงของยูรันก็ดังลงมาจากชั้นสอง
ยูรันวางตะเกียบ ก่อนกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อืม ทีนี้เชื่อหรือยังว่าข้าอยู่เฉย ๆ?”
เฟิงซูหลานกุมศีรษะ ก่อนร้องออกมาอย่างคับแค้นใจ
“อ๊ากกก! ไม่ได้การ ข้าต้องไประบายอารมณ์สักหน่อย!”
นางสะบัดมือเรียกเชือกปราณออกมา มัดชายทั้งหกเข้าด้วยกัน ก่อนลากพวกมันลงบันไดแล้วออกไปด้านนอกทันที
“ดะ...เดี๋ยวก่อน ผู้อาวุโส! พวกข้าผิดไปแล้ว!”
“ไว้ชีวิตด้วย!”
“พวกข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น!”
ไม่นาน เสียงโครมครามก็ดังสนั่นมาจากตรอกข้างโรงเตี๊ยม
ตู้ม!
“อ๊ากกก!”
เปรี้ยง!
“ท่านตีผิดคนแล้ว!”
“แกมากับพวกมันก็ถือว่าผิดเหมือนกัน!”
ตู้มมมม!
ภายในโรงเตี๊ยมไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง ทุกคนก้มหน้ากินอาหารของตนเองราวกับไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
มู่เสวี่ยหนิงมองไปทางประตู ก่อนถอนหายใจด้วยความเห็นใจ
“น่าสงสารป้าทั้งสองนะเจ้าคะ อุตส่าห์เฝ้ารอมาตลอดทางตั้งนาน”
นางเหลือบมองเหอหว่านชิงซึ่งยังนั่งแข็งค้างอยู่กับที่
“คนพวกนั้นจะพูดสิ่งใดก็ได้ แต่กลับเลือกพูดเหมือนที่ท่านพี่ทำนายเอาไว้แทบทุกคำ”
ยูรันยักไหล่
“ข้าบอกแล้ว ตามสูตรไม่มีผิด”
เหอหว่านชิงฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“ข้าเกลียดสูตรของเจ้า...”
เยวียนซิงฝู สุ่ยหลานอิง และสุ่ยหลานซียืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นล่างพักหนึ่ง
สุ่ยหลานอิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนกล่าวขึ้น
“เอ่อ...ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเราแล้วนะเจ้าคะ”
นางเหลือบมองออกไปนอกโรงเตี๊ยม ซึ่งยังมีเสียงทุบตีดังเข้ามาเป็นระยะ
“นับว่าโชคดีไป พวกเราขึ้นไปดูกันหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
เยวียนซิงฝูพยักหน้า ก่อนเดินนำอีกสองคนขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
เมื่อพวกนางก้าวพ้นขั้นบันไดสุดท้าย สายตาก็หยุดลงบนเด็กหนุ่มซึ่งนั่งอยู่กลางกลุ่มหญิงสาวทันที
เขามีใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่น เรือนกายอยู่ภายใต้ชุดสีดำสนิทและผ้าคลุมสีเดียวกัน ดวงตาคู่นั้นมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์จนยากจะลืมเลือน แม้กำลังนั่งกินอาหารอย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่กลับดึงดูดสายตายิ่งกว่าผู้ใดภายในโรงเตี๊ยม
หญิงสาวทั้งสามชะงักอยู่บนบันได
พวกนางมองใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนก้มมองตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของตนเอง แล้วเงยหน้ากลับขึ้นไปอีกครั้ง
ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสามถึงกับเหม่อลอยจนลืมกล่าวสิ่งใดออกมา
เพราะคนซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้านั้นเหมือนกับตุ๊กตาในมือของพวกนางไม่มีผิด
ไม่สิ ตัวจริงดูดีกว่าหลายเท่าเสียด้วยซ้ำ
สุ่ยหลานอิงเป็นคนแรกที่ได้สติ
นางก้มมองตุ๊กตาในอ้อมแขนอีกครั้ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวเข้าไปหาเด็กหนุ่ม
“สวัสดีเจ้าค่ะ คุณชาย”
ยูรันหยุดตะเกียบในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองนาง
สุ่ยหลานอิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกดวงตาคู่นั้นจับจ้อง แต่ก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถาม
“ขอถามหน่อยได้ไหมเจ้าคะ คุณชายมีนามว่ายูรันหรือเปล่า?”
ยูรันเหลือบมองตุ๊กตาซึ่งมีใบหน้าเหมือนตนเองในอ้อมแขนของนาง ก่อนพยักหน้า
“ใช่แล้ว”
เขาวางตะเกียบลง
“แล้วเจ้าคือ?”
สุ่ยหลานอิงกอดตุ๊กตาในมือแน่นขึ้น ก่อนแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม
“ข้ามีนามว่าสุ่ยหลานอิงเจ้าค่ะ”
นางยกตุ๊กตาขึ้นมาให้ยูรันดู
“พอดีข้ามีตุ๊กตาของคุณชายอยู่หนึ่งตัว มันน่ารักมาก ข้าจึงอยากมาทักทายตัวจริงสักครั้งเจ้าค่ะ”
ยูรันมองตุ๊กตาซึ่งถูกสร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของตนเอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย
ทว่าเขายังไม่ทันได้ตอบ โม่ชิงเฟิงก็ยกมือขึ้นพลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม หลานอิงคนที่สองสินะ”
นางมองสุ่ยหลานอิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนเผยรอยยิ้มกว้าง
“เช่นนั้นก็แปลว่าเป็นน้องหญิงคนใหม่?”
เซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งอยู่ข้างยูรันหันขวับไปมองทันที
“เดี๋ยวก่อน! เพียงชื่อตรงกันครึ่งหนึ่ง เหตุใดนางถึงกลายเป็นน้องหญิงคนใหม่ไปแล้วเล่า?!”