คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 373 ลองจับดูสิ6,827 ตัวอักษร

ตอนที่ 373 ลองจับดูสิ

สุ่ยหลานอิงชะงัก ก่อนรีบหันกลับไปทางหญิงสาวทั้งสองคน

“อ๊ะ ข้ายังไม่ได้แนะนำพวกนางเลย เสียมารยาทแล้ว”

นางผายมือไปทางหญิงสาวคนแรก

“ท่านนี้มีนามว่าเยวียนซิงฝูเจ้าค่ะ”

จากนั้นจึงแนะนำหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ข้างกัน

“ส่วนอีกคนคือน้องสาวของข้า นามว่าสุ่ยหลานซี”

เยวียนซิงฝูกับสุ่ยหลานซีประสานมือคารวะเล็กน้อย

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

ยูรันพยักหน้ารับ ก่อนกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ

“อืม เอาละ”

เขาชี้ไปยังหญิงสาวทั้งสาม

“มีผู้ใดในกลุ่มของเรารู้จักพวกนางหรือเปล่า?”

ทุกคนมองหน้ากันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาหลายคู่จะค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่หลิงเยวี่ย และเหอหว่านชิงพร้อมกัน

ยูรันหันไปมองหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังพิจารณาหญิงสาวทั้งสามอยู่ ก่อนเลิกคิ้วขึ้น

“อืม...อาเยวี่ย”

“เจ้าคงไม่ได้กำลังจะบอกว่ารู้จักคนใดคนหนึ่งในพวกนางหรอกนะ?”

เขาชี้ไปยังสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี ก่อนเลื่อนไปทางเยวียนซิงฝู

“หรืออย่างน้อยก็คุ้นเคยกับตระกูลสุ่ย ไม่ก็ตระกูลเยวียน?”

หลิงเยวี่ยยังคงจ้องใบหน้าของเยวียนซิงฝูอย่างพินิจพิจารณา

นางรู้สึกว่าใบหน้านี้มีส่วนคล้ายกับใครบางคนในความทรงจำ โดยเฉพาะดวงตากับโครงหน้า ซึ่งยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นเคย

หลังเงียบไปครู่หนึ่ง หลิงเยวี่ยจึงเอ่ยถามตรง ๆ

“เจ้าเป็นอะไรกับเยวียนชิงเหยา?”

เยวียนซิงฝูชะงัก ดวงตาเผยความประหลาดใจอย่างชัดเจน

“ท่านรู้จักท่านแม่ของข้าหรือ?”

เฟิงซูหลานเดินกลับเข้ามาในโรงเตี๊ยม พลางปัดฝุ่นออกจากมือ หลังระบายอารมณ์กับชายทั้งหกจนพอใจแล้ว

“เมื่อครู่ใครพูดถึงเยวียนชิงเหยานะ?”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

เยวียนซิงฝูก้าวออกมาเล็กน้อย ก่อนประสานมือคารวะ

“ข้าเองเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสรู้จักท่านแม่ของข้าด้วยหรือ?”

เฟิงซูหลานเดินกลับมานั่งประจำที่ ก่อนตอบอย่างสบาย ๆ

“รู้จักสิ พวกเราสี่คนเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน”

นางชี้ไปยังหลิงเยวี่ยกับเหอหว่านชิง แล้วชี้กลับมาที่ตนเอง

“จนกระทั่งมารดาของเจ้าหนีไปมีสามีนั่นแหละ หลังจากนั้นกลุ่มของพวกเราก็วงแตก”

เหอหว่านชิงหันมามองนางด้วยสีหน้าเอือมระอา

“กลุ่มไม่ได้วงแตกเพราะชิงเหยาหรอก มีเพียงเจ้าที่ใจแตกอยากหาสามีตามนาง แต่กลับลากข้าไปด้วยต่างหาก”

เฟิงซูหลานหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารอย่างไม่สะทกสะท้าน

“เรื่องนั้นไม่นับ”

เหอหว่านชิงกำตะเกียบในมือแน่น

“เหตุใดเรื่องน่าอายของเจ้าถึงไม่นับทุกครั้งเลยเล่า?”

เฟิงซูหลานหันไปมองหญิงสาวอีกสองคนซึ่งยืนอยู่ข้างเยวียนซิงฝู

“แล้วพวกเจ้าสองคนเป็นใคร?”

สุ่ยหลานซีประสานมือคารวะอย่างสุภาพ

“ข้ามีนามว่าสุ่ยหลานซีเจ้าค่ะ”

สุ่ยหลานอิงทำความเคารพตาม

“ส่วนข้ามีนามว่าสุ่ยหลานอิงเจ้าค่ะ”

เฟิงซูหลานพยักหน้ารับทันที แม้จะยังไม่รู้ว่าทั้งสองเกี่ยวข้องกับเยวียนชิงเหยาอย่างไร

“โอ้ มากับบุตรสาวของชิงเหยาก็ถือว่าเป็นคนกันเอง!”

นางหันไปตะโกนลงไปยังชั้นล่าง

“เถ้าแก่! เอาเก้าอี้มาเพิ่มอีกสามตัว เร็วเข้า!”

เถ้าแก่โรงเตี๊ยมซึ่งกำลังแอบมองรอยแตกรูปมนุษย์หกรอยบนกำแพงสะดุ้งสุดตัว

“ดะ...ได้ขอรับ!”

ไม่นาน เก้าอี้สามตัวก็ถูกยกขึ้นมาอย่างเร่งรีบ

เฟิงซูหลานตบพนักเก้าอี้ข้างตนเอง

“มานั่งก่อน ๆ ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราเป็นสหายเก่าของมารดาเจ้า ต่อให้ไม่รู้จักกันมาก่อน นับจากวันนี้ก็รู้จักกันแล้ว”

โม่ชิงเฟิงมองหญิงสาวทั้งสามซึ่งเพิ่งนั่งลง ก่อนพยักหน้ากับตนเองอย่างพึงพอใจ

“อืม น้องหญิงเพิ่มอีกสามคน”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีชะงัก ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย ส่วนเยวียนซิงฝูขมวดคิ้วอย่างสับสน

“น้องหญิง...หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

เซี่ยหลานอิงรีบยกมือขึ้นห้าม

“ไม่ต้องสนใจนาง! นางเห็นสตรีคนใดเข้าใกล้สามีก็จับนับเป็นน้องหญิงทั้งหมดนั่นแหละ”

โม่ชิงเฟิงส่ายหน้า

“พี่สาวเพียงมองการณ์ไกลเท่านั้น”

โม่ชิงเฟิงส่ายหน้าอย่างมั่นใจ

“พี่สาวเพียงมองการณ์ไกลเท่านั้น”

สุ่ยหลานอิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรีบชี้แจง

“เอ่อ...แต่ข้ากับน้องสาวต่างก็มีคู่หมั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจด้วยความเสียดาย

“อย่างนั้นหรือ น่าเสียดายจริง ๆ”

“……”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

มู่เสวี่ยหนิงกลับลูบคาง ก่อนมองทั้งสองสลับกับตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของพวกนาง

“อืม...แปลก”

ยูรันเหลือบมองนาง

“คราวนี้มีอะไรแปลกอีก?”

มู่เสวี่ยหนิงยังคงจ้องหญิงสาวทั้งสองอย่างครุ่นคิด

“ข้ายังบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ แต่รู้สึกเหมือนเรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ๆ”

มู่เสวี่ยหนิงลูบคาง ก่อนมองสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีสลับกับตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนของพวกนาง

“อืม...แปลก”

มู่หรงฉินหันไปถามด้วยความสงสัย

“มีสิ่งใดแปลกหรือน้องหญิง?”

มู่เสวี่ยหนิงกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“ทุกคนลองคิดดูนะเจ้าคะ ข้าอยู่กับท่านพี่มานานพอสมควรแล้ว เรื่องนี้มันแปลกจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?”

ทุกคนเริ่มคิดตาม ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ก็แปลกจริง...”

สุ่ยหลานซียิ่งฟังก็ยิ่งสับสน

“แล้วมันแปลกอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

มู่เสวี่ยหนิงจึงเริ่มแจกแจงทีละอย่าง

“ก็พี่หญิงหลิงเยวี่ยกำลังจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่า แล้วบังเอิญพวกเราได้พบกับบุตรสาวของเพื่อนคนนั้นภายในเมือง”

นางชี้ไปยังเยวียนซิงฝู

“บุตรสาวยังพาเพื่อนสาวงามมาอีกสองคน แถมแต่ละคนยังดูเหมือนกำลังเก็บซ่อนเรื่องเศร้าอะไรบางอย่างเอาไว้”

จากนั้นมู่เสวี่ยหนิงก็หันไปมองยูรัน

“นี่มันดราม่าสุดเข้มข้น ของโปรดของท่านพี่ชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“แต่ตั้งแต่พวกนางนั่งลง ท่านพี่กลับไม่ถามอะไรสักคำ เอาแต่นั่งกินอาหารเงียบ ๆ”

นางพยักหน้าสรุปด้วยสีหน้ามั่นใจ

“ตรงนี้แหละที่แปลกที่สุด”

ทุกคนรอบโต๊ะชะงัก ก่อนหันไปมองยูรันพร้อมกัน

ยูรันยังคงคีบอาหารเข้าปากอย่างสงบ ราวกับบทสนทนาเมื่อครู่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลยแม้แต่น้อย

เซี่ยเยว่หลีหรี่ตามองเขา ก่อนเอ่ยถามตรง ๆ

“สามี เจ้ารู้อะไรอยู่ใช่หรือไม่?”

ยูรันคีบเนื้ออีกชิ้นใส่ชามของตนเอง ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า

“ไม่มี ข้าจะไปรู้อะไรได้?”

“……”

ทั่วทั้งโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง

ทุกคนยังคงจ้องเขาไม่วางตา

แปลก

แปลกมาก

แปลกที่สุด

ปกติหากได้กลิ่นเรื่องวุ่นวายเพียงเล็กน้อย ยูรันจะต้องซักถามจนรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด แล้วนั่งฟังอย่างเพลิดเพลินราวกับกำลังดูละครสนุก ๆ

แต่ครั้งนี้ ทั้งเพื่อนเก่าของหลิงเยวี่ย บุตรสาวผู้ดูเศร้าหมอง และหญิงสาวสองคนซึ่งกอดตุ๊กตาของเขาเอาไว้ทั้งที่มีคู่หมั้น นั่งรวมอยู่ตรงหน้าครบถ้วน

ยูรันกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย

ยิ่งเขาบอกว่าไม่รู้อะไร ทุกคนก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าช้า ๆ

“อืม เจ้ามีพิรุธ”

ยูรันถอนหายใจ

“ข้าแค่อยากกินข้าวเงียบ ๆ บ้างไม่ได้หรือไง?”

ทุกคนตอบพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

“ไม่ได้”

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักสองคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดอีกครั้ง

ชายร่างกำยำสองคนเดินขึ้นมายังชั้นบน ก่อนหยุดมองกลุ่มหญิงสาวรอบโต๊ะด้วยดวงตาเป็นประกาย

หนึ่งในนั้นยกมือเสยผม แล้วส่งยิ้มซึ่งคิดว่ามีเสน่ห์ออกมา

“ว่าอย่างไรจ๊ะเหล่าสาวงาม พี่ชายเห็นพวกเจ้ากำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ เลยคิดว่าจะเข้ามานั่งเป็นเพื่อนสักหน่อย”

ทว่าสายตาของมันพลันเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ยูรัน

ชายร่างกำยำชะงัก ก่อนดวงตาจะสว่างยิ่งกว่าเดิม

“ว้าว...แต่ดูนี่สิ”

มันยกมือแตะคาง พลางมองยูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ยังมีบุรุษรูปงามนั่งอยู่ตรงนี้อีกหนึ่งคนด้วย”

“……”

ตะเกียบในมือยูรันหยุดค้างกลางอากาศ

ทุกคนรอบโต๊ะมองชายทั้งสอง ก่อนหันกลับมามองยูรันพร้อมกัน

ความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นภายในใจของทุกคนโดยไม่ต้องเอ่ยออกมา

[อีกแล้วสินะ...]

ชายร่างกำยำไม่สนใจบรรยากาศเย็นเยียบรอบโต๊ะ มันเดินเข้าหาเยวียนซิงฝูพร้อมรอยยิ้ม ก่อนยื่นมือหมายจะแตะไหล่นาง

ทว่าปลายนิ้วของมันยังไม่ทันสัมผัสเสื้อ เสียงเย็นเยียบของยูรันก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ลองจับดูสิ”

มือของชายร่างกำยำหยุดค้างกลางอากาศ

ยูรันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่เส้นเลือดบริเวณขมับกลับปูดขึ้นอย่างชัดเจน ดวงตาซึ่งมองอีกฝ่ายไม่มีแววล้อเล่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย

ทุกคนรอบโต๊ะเหลือบมองยูรันพร้อมกัน

เมื่อครู่เขายังอ้างว่าไม่สนใจและไม่รู้อะไรอยู่เลย

แต่เพียงมีคนคิดแตะต้องเยวียนซิงฝู เขากลับโกรธขึ้นมาทันที

แปลกกว่าเดิมอีกแล้วสิ...