คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 374 เพราะเขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น7,235 ตัวอักษร

ตอนที่ 374 เพราะเขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น

ชายร่างกำยำหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงกลัว

“ฮ่า ๆ น้องชาย แค่ทำหน้าขึงขังจนเส้นเลือดขึ้นเล็กน้อย แล้วคิดว่าข้าจะกลัวหรืออย่างไร?”

มันจงใจยื่นมือไปข้างหน้า ก่อนวางลงบนไหล่ของเยวียนซิงฝู

ปลายนิ้วเพิ่งสัมผัสเนื้อผ้าได้เพียงเสี้ยวพริบตา

พรึ่บ!

ชายร่างกำยำพลันรู้สึกว่าแขนข้างนั้นเบาวูบอย่างผิดปกติ

เมื่อก้มลงมอง ดวงตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความหวาดผวา

แขนทั้งข้างหายไปแล้ว

ไม่มีผู้ใดเห็นว่ายูรันลงมือเมื่อใด ไม่มีเสียงคมอาวุธ ไม่มีแม้แต่เงาของการโจมตี ราวกับแขนข้างนั้นไม่ได้ถูกตัดออก แต่ถูกบางสิ่งลบหายไปจากโลกภายในพริบตาเดียว

“อ๊ากกกกกกกกกก!”

ชายร่างกำยำทรุดตัวลงกับพื้น กุมหัวไหล่ซึ่งว่างเปล่าเอาไว้

“แขนข้า! แขนของข้า!”

เสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วโรงเตี๊ยม

ยูรันยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนมองชายตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา

“ลองอีกทีสิ”

เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ข้าเองก็อยากรู้นักว่า คราวนี้เจ้าจะกลัวหรือเปล่า”

ชายร่างกำยำอีกคนหน้าซีดเผือด ไม่กล้ากล่าววาจาโอหังอีกแม้แต่คำเดียว

มันรีบเข้าไปคว้าตัวสหายซึ่งกำลังกรีดร้อง ก่อนลากลงบันไดอย่างทุลักทุเล

“ไป! รีบไปจากที่นี่!”

เสียงฝีเท้ากับเสียงร้องโหยหวนค่อย ๆ ห่างออกไป จนภายในโรงเตี๊ยมกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

ยูรันมองตามทั้งสองคน ก่อนพ่นลมหายใจ

“อืม สวะก็ยังเป็นสวะ”

จากนั้นเขาก็คีบอาหารใส่ชาม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เอาละ กินข้าวกันต่อได้แล้ว”

“……”

ทุกคนยังคงมองเขาโดยไม่มีผู้ใดแตะตะเกียบ

เยวียนซิงฝูเหลือบมองไหล่ซึ่งเกือบถูกสัมผัส ก่อนหันกลับไปมองยูรันด้วยแววตาซับซ้อน

ส่วนคนอื่นคิดเหมือนกันอย่างพร้อมเพรียง

[พิรุธยิ่งกว่าเดิมอีก...]

แม้หลิงเยวี่ยจะสงสัยในท่าทีของยูรันไม่ต่างจากคนอื่น แต่นางไม่ได้ซักถามต่อ

ด้วยนิสัยของเขา หากต้องการบอก เมื่อถึงเวลาก็จะเป็นฝ่ายเล่าออกมาเอง

นางจึงหันไปหาเยวียนซิงฝูแทน

“หลังชิงเหยาออกจากด่านแล้ว นางเป็นอย่างไรบ้าง?”

มือของเยวียนซิงฝูซึ่งถือตะเกียบอยู่ชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง

“ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ”

“แววตาของท่านแม่ยังว่างเปล่าเช่นเดิม แม้ตบะจะเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่อาการบาดเจ็บกลับไม่ได้ดีขึ้นเลย”

นางก้มหน้าลง

“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ท่านแม่ทำได้เพียงระงับอาการเอาไว้ ไม่ให้มันลุกลามหนักกว่าเดิมเท่านั้นเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว ก่อนเหลือบมองยูรันแวบหนึ่ง

เขายังคงก้มหน้ากินอาหาร ราวกับไม่ได้สนใจบทสนทนาของพวกนาง

“อืม...”

หลิงเยวี่ยจึงหันกลับมาหาเยวียนซิงฝู

“บางทีอาการบาดเจ็บของนางอาจรักษาได้ก็ได้นะ”

เยวียนซิงฝูเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาซึ่งเคยหม่นหมองพลันปรากฏประกายแห่งความหวัง

“จริงหรือเจ้าคะ?”

นางรีบวางตะเกียบลง

“วิธีรักษาคืออะไร? ขอเพียงช่วยท่านแม่ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใด ข้าก็ยินดีเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงหันไปมองซูเม่ยเหยา

ซูเม่ยเหยาชะงัก ก่อนหันไปมองยูรันต่อโดยอัตโนมัติ

สายตาของทุกคนจึงไหลตามกันไป จนสุดท้ายหยุดอยู่บนตัวเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว

ยูรันซึ่งกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

“อะไร?”

“มองข้ากันทำไม?”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนชี้หน้าตนเองอย่างไม่เข้าใจ

“ข้าไม่ใช่หมอนะ”

จากนั้นเขาก็ชี้ไปทางซูเม่ยเหยา

“คนเป็นหมอยังหันมามองข้า แล้วท่านจะเป็นหมอไปทำไม?”

“……”

ซูเม่ยเหยาคิ้วกระตุก

“ข้ายังไม่เห็นอาการของนาง จะให้ข้าบอกวิธีรักษาได้อย่างไรเล่า!”

ยูรันยักไหล่

“ข้าเองก็ยังไม่เห็นเหมือนกัน แล้วทุกคนจะมองข้าทำไม?”

หลิงเยวี่ยตอบอย่างไม่ลังเล

“เพราะเจ้ามักรักษาสิ่งที่ผู้อื่นรักษาไม่ได้”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง

“อืม ฟังดูมีเหตุผล”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนหันไปหาเยวียนซิงฝู

“เอาเถอะ เล่ามาสิ”

เขาวางตะเกียบลงอีกครั้ง

“นางบาดเจ็บจากสิ่งใด อาการเป็นอย่างไร เป็นมานานแค่ไหน แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมาลองใช้วิธีรักษาอะไรไปแล้วบ้าง?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เล่ามาให้หมด อย่าตัดสิ่งที่เจ้าคิดว่าไม่สำคัญออก ข้าจะเป็นคนตัดสินเองว่าอะไรเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว”

เยวียนซิงฝูนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ เพราะท่านแม่ไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ผู้ใดฟัง”

นางวางตะเกียบลง ก่อนพยายามเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดที่ตนเองรู้

“ข้ารู้เพียงว่าหลังจากคลอดพวกเราได้ไม่นาน ท่านแม่ก็ได้รับบาดเจ็บจากการออกไปทำบางอย่างระหว่างเดินทาง”

แววตาของเยวียนซิงฝูหม่นลง

“ระหว่างนั้น ท่านแม่ทำท่านพี่ของพวกเราหาย”

นางเงียบไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อ

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พวกเรามีพี่ชายคนหนึ่ง เขาหายตัวไปเมื่อยี่สิบปีก่อน”

“หลังท่านแม่กลับมาถึงตำหนัก นางก็สั่งให้ทุกคนออกตามหาท่านพี่ทันที แต่ไม่ว่าจะค้นหากันอย่างไร จนถึงวันนี้ก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอย”

เยวียนซิงฝูก้มหน้าลง

“ข้าไม่เคยเห็นบาดแผลของท่านแม่ และไม่รู้ด้วยว่าอาการร้ายแรงถึงเพียงใด นางไม่เคยยอมเล่าให้ใครฟัง”

“สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือ นางบาดเจ็บอยู่ภายในตันเถียนเจ้าค่ะ”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าช้า ๆ

“หากบาดเจ็บเพียงตันเถียน เช่นนั้นก็ง่ายนี่”

เยวียนซิงฝูรีบกล่าวแย้ง

“แต่หมอทุกคนซึ่งเคยตรวจอาการต่างก็ยอมแพ้หมดเลยนะเจ้าคะ ไม่มีผู้ใดรักษานางได้แม้แต่คนเดียว”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าอีกครั้ง

“อืม เช่นนั้นก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่”

เยวียนซิงฝูมองนางอย่างสับสน

“ง่ายขึ้นอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

“เพราะอาการประหลาดซึ่งหมอทั่วไปทำอะไรไม่ได้ ปกติมักลงเอยด้วยการโยนให้เขาจัดการ”

ซูเม่ยเหยาชี้ไปทางยูรัน

ยูรันหันขวับมาทันที

“อะไร? นางไม่รู้อะไรเลย แล้วข้าจะไปตรัสรู้อาการของมารดานางได้อย่างไร?”

หลิงเยวี่ยกล่าวเรียบ ๆ

“เจ้าก็ไปตรวจอาการของชิงเหยาก่อนสิ”

ยูรันถอนหายใจยาว

“ยุ่งยากชะมัด...”

ทันใดนั้น มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ก็เบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งนำเรื่องราวบางอย่างมาต่อเข้าด้วยกันได้

“เดี๋ยวววววววววววววววววววว!”

มู่เสวี่ยหนิงลุกพรวดขึ้น ก่อนตบโต๊ะดังปัง

“เรื่องอาการบาดเจ็บนั่นไม่สำคัญเลยสักนิดเจ้าค่ะ!”

โม่ชิงเฟิงหันไปมองนางอย่างงุนงง

“แล้วเรื่องใดสำคัญ?”

มู่เสวี่ยหนิงชี้ไปทางเยวียนซิงฝูทันที

“เรื่องพี่ชายของนางซึ่งหายตัวไปเมื่อยี่สิบปีก่อนต่างหาก!”

“……”

ทุกคนรอบโต๊ะชะงัก

จากนั้นสายตาทุกคู่ก็ค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่บนตัวยูรันพร้อมกัน

ยูรันซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มหยุดมือกลางอากาศ ก่อนมองกลับไปทีละคน

“อะไร?”

เมื่อไม่มีผู้ใดละสายตา เขาจึงวางถ้วยชาลงอย่างเอือมระอา

“พวกเจ้าคงไม่ได้คิดหรอกนะว่า ข้าคือพี่ชายซึ่งหายตัวไปของนาง?”

ไป๋หลิงยกมือแตะคาง ก่อนครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“หากอ้างอิงจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมากับสามี...ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก”

ลู่ชิงถานพยักหน้ารัว ๆ

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ เรื่องบังเอิญประหลาดมักเกิดขึ้นกับท่านพี่ตลอดอยู่แล้ว”

ป้าบ!

เซี่ยเยว่หลีตบโต๊ะอย่างมั่นใจ

“หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์”

เซี่ยหลานอิงหันไปมองนางอย่างงุนงง

“อะไรหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์?”

เซี่ยเยว่หลีชี้ไปทางยูรันโดยไม่ลังเล

“สามีคือพี่ชายที่หายตัวไปของนางอย่างแน่นอน”

ยูรันหรี่ตามองนาง

“หลักฐานเล่า?”

เซี่ยเยว่หลีตอบทันที

“ประสบการณ์”

“นั่นไม่เรียกว่าหลักฐาน!”

เซี่ยเยว่หลีส่ายหน้า

“หลักฐานข้ามี”

โม่ชิงเฟิงรีบโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามา

“เร็วเข้า! พี่สาวอยากรู้ใจจะขาดแล้ว!”

เยวียนซิงฝูมองยูรันสลับกับเซี่ยเยว่หลี ก่อนกล่าวอย่างไม่มั่นใจ

“เอ่อ...ไม่น่าเป็นไปได้หรอกเจ้าค่ะ พวกเราเพิ่งพบคุณชายยูรันเป็นครั้งแรก”

เซี่ยเยว่หลียังคงส่ายหน้า

“สามีคือพี่ชายของเจ้าร้อยเปอร์เซ็นต์”

นางยกมือชี้ไปทางยูรัน

“เพราะเขาสามารถแยกแยะสายเลือดได้”

“……”

ทั่วทั้งโต๊ะเงียบสนิท

เซี่ยเยว่หลีกล่าวต่อทีละคำ

“เขามองออกว่าสายเลือดของผู้ใดมาจากสิ่งใด แยกแยะได้แม้กระทั่งสายเลือดซึ่งหลับใหลอยู่ภายในร่าง แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะนั่งอยู่ตรงหน้าเจ้าโดยไม่รู้ว่าพวกเจ้ามีสายเลือดเดียวกันหรือไม่?”

นางหรี่ตามองยูรัน

“ตั้งแต่เยวียนซิงฝูปรากฏตัว สามีก็ไม่ถามอะไรเลย ทั้งที่ปกติเขาชอบเรื่องวุ่นวายยิ่งกว่าใคร”

“พอมีคนคิดจะแตะตัวนาง เขากลับโกรธจนลบแขนอีกฝ่ายทิ้งทันที”

เซี่ยเยว่หลีตบโต๊ะอีกครั้ง

ป้าบ!

“เพราะเขารู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เท่านั้น!”

สายตาทุกคู่หันไปหยุดอยู่บนตัวยูรันพร้อมกัน

แม้แต่เยวียนซิงฝูเองก็จ้องใบหน้าของเขาอย่างตกตะลึง ลมหายใจของนางเริ่มสั่นไหว

ยูรันยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่

คราวนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธออกมาในทันทีเหมือนก่อนหน้า

และความเงียบนั้นกลับกลายเป็นคำตอบซึ่งชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด ๆ ทั้งหมด