คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 375 ท่านคงรักบุตรชายของท่านมากสินะ6,894 ตัวอักษร

ตอนที่ 375 ท่านคงรักบุตรชายของท่านมากสินะ

เซี่ยเยว่หลียกนิ้วขึ้นอีกหนึ่งนิ้ว

“และยังมีหลักฐานข้อสุดท้าย!”

นางจ้องยูรันเขม็ง ก่อนกล่าวเสียงดัง

“สามีเคยบอกเอาไว้แล้วว่า เขาชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน แต่ไม่ชอบยุ่งเรื่องของตนเอง!”

“นั่นหมายความว่า เรื่องซึ่งเขาไม่ยอมถามและแสร้งทำเป็นไม่สนใจ จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง!”

มู่เสวี่ยหนิงเบิกตากว้าง ก่อนตบโต๊ะตาม

“จริงด้วย!”

นางชี้ไปทางยูรันทันที

“หากเป็นเรื่องของผู้อื่น ท่านพี่คงซักถามตั้งแต่ชื่อบิดามารดาไปจนถึงสาเหตุที่ตุ๊กตาขายดีแล้ว แต่ครั้งนี้กลับนั่งเงียบมาตลอด เพราะมันเป็นเรื่องครอบครัวของตนเองนี่เจ้าคะ!”

หลานชิงอวี้พยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ ยิ่งท่านพี่ไม่ยอมพูด ก็ยิ่งแสดงว่าพี่หญิงเยว่หลีเดาถูกแล้ว”

“……”

ทุกคนค่อย ๆ หันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง

เด็กหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือหนึ่งถือถ้วยชา สีหน้าเรียบเฉยจนอ่านไม่ออก

เยวียนซิงฝูมองเขาด้วยดวงตาสั่นไหว

“คุณชาย...”

นางลังเลอยู่นาน ก่อนรวบรวมความกล้าถามออกมา

“ท่านคือพี่ชายของข้าจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

ยูรันหลับตาลง ก่อนถอนหายใจยาวเหยียดราวกับยอมแพ้แล้ว

“เฮ้ออออออ...”

เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ แล้วกวาดตามองทุกคนด้วยสีหน้าเอือมระอา

“ทีเรื่องเช่นนี้ละฉลาดกันนักนะ”

“……”

ทั่วทั้งโต๊ะเงียบสนิท

ไม่มีคำยืนยันตรง ๆ ไม่มีแม้แต่คำว่าใช่

แต่เพียงประโยคนั้นก็เพียงพอแล้ว

เยวียนซิงฝูนั่งนิ่ง ดวงตาของนางเบิกกว้าง ขณะที่ริมฝีปากเริ่มสั่นระริก

“ทะ...ท่าน...”

หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง

“ท่านคือท่านพี่จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

ยูรันเหลือบมองนาง ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง

คราวนี้ไม่มีผู้ใดเหลือความสงสัยอีกต่อไปแล้วจริง ๆ

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?”

เยวียนซิงฝูชะงัก

คำตอบนั้นไม่ต่างจากการยอมรับอย่างสมบูรณ์

น้ำตาซึ่งเอ่อคลออยู่แล้วไหลลงมาตามแก้มทันที นางพยายามอ้าปากพูดหลายครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดออกมา

ยูรันเหลือบมองนางเพียงครู่หนึ่ง ก่อนหลบสายตาไปทางอื่น

“ข้าก็แค่เป็นคนที่หายไปยี่สิบปีเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรน่าตกใจ”

“มีสิเจ้าคะ...”

เยวียนซิงฝูเอ่ยออกมาได้ในที่สุด เสียงของนางสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ

“ท่านแม่ตามหาท่านมาตลอดยี่สิบปีเลยนะเจ้าคะ...”

ยูรันหันกลับมามองเยวียนซิงฝู แววตาของเขาเย็นลงเล็กน้อย

“แล้วยังไง?”

“การตามหาข้าไม่ใช่เหตุผลที่นางจะทอดทิ้งบุตรสาวซึ่งยังอยู่เคียงข้างตนเองนี่”

เยวียนซิงฝูนิ่งค้าง

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทุกคำกลับแฝงความไม่พอใจอย่างชัดเจน

“ข้าหายไปแล้วก็ส่วนข้า แต่พวกเจ้ายังอยู่ตรงหน้านางมาตลอดยี่สิบปี”

“นางมองไม่เห็นหรือไง?”

บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงอีกครั้ง

ในที่สุดทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดยูรันจึงไม่ยอมกล่าวถึงเรื่องนี้ และเหตุใดเขาจึงโกรธทันทีเมื่อมีคนคิดแตะต้องเยวียนซิงฝู

เขาไม่ได้เพิกเฉยต่อน้องสาว

คนที่เขากำลังไม่พอใจคือมารดาของตนเองต่างหาก

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแล้วโบกมือ

“ช่างเถอะ เรื่องขี้ปะติ๋ว”

น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย

“คนที่จิตใจแตกสลายจากการสูญเสียบุตรชายซึ่งตนรัก ประกอบกับต้องทนอยู่กับอาการบาดเจ็บมานาน ก็คงกลายเป็นเช่นนั้นได้ไม่แปลก”

เขาเหลือบมองไป๋จิ้งเหวิน

“ขนาดท่านแม่ไป๋สูญเสียสามีไปเพียงคนเดียว ยังเคยจมอยู่กับความทุกข์จนแทบไม่สนใจสิ่งใดเลย”

ไป๋จิ้งเหวินชะงัก ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม...แม่เข้าใจความรู้สึกนั้นดี”

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนหันไปหาหลิงเยวี่ย

“อาเยวี่ย พวกเราจะไปกันเลยไหม?”

หลิงเยวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม ไปตอนนี้เลย”

จากนั้นนางจึงหันไปหาเยวียนซิงฝู

“พาพวกเราไปพบมารดาของเจ้าเถอะ”

เยวียนซิงฝูรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เจ้าค่ะ ข้าจะนำทางไปเอง”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซียังคงมองยูรันแทบไม่กะพริบตา ก่อนรีบเดินตามคนทั้งกลุ่มออกจากโรงเตี๊ยม

ไม่นาน ทุกคนก็มาถึงหน้าตำหนักเสวียนเยว่

เมื่อเห็นเยวียนซิงฝูกลับมา สาวรับใช้หลายคนก็รีบออกมาต้อนรับ

“คุณหนู”

เยวียนซิงฝูพยักหน้ารับ ก่อนถามทันที

“พี่หญิงเล่า?”

“คุณหนูใหญ่ยังเก็บตัวฝึกฝนอยู่เจ้าค่ะ”

เยวียนซิงฝูจึงผายมือไปทางกลุ่มของยูรัน

“คนเหล่านี้เป็นแขกของข้า และสามคนนี้ยังเป็นสหายเก่าของท่านแม่ด้วย ตอนนี้ท่านแม่อยู่ที่ใด?”

สาวรับใช้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบ

“ท่านเยวียนกำลังพักผ่อนอยู่ภายในห้องเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นข้าจะพาพวกเขาไปพบท่านแม่เดี๋ยวนี้”

“แต่ว่า ท่านเยวียนสั่งเอาไว้ว่า...”

สีหน้าของเยวียนซิงฝูแข็งขึ้น

“ไม่มีแต่ว่า”

ก่อนที่คนทั้งหมดจะเดินตามเข้าไป ยูรันกลับยกมือห้าม

“พวกเจ้าที่เหลือรออยู่ตรงนี้”

เขากวาดตามองคนจำนวนมากด้านหลัง ก่อนเลือกผู้ที่จะเข้าไปด้วย

“ท่านแม่ทั้งสอง อาเยวี่ย แล้วก็ป้าสองคนตามข้ามาก็พอ”

เฟิงซูหลานชี้หน้าตนเอง

“เหตุใดเรียกอาเยวี่ย แต่พอถึงพวกข้ากลับเป็นป้าสองคนเล่า?”

“เพราะพวกท่านเป็นป้าไง”

“เจ้า!”

เยวียนซิงฝูหันไปสั่งสาวรับใช้

“จัดที่พักกับของว่างรับรองคนที่เหลือให้ดี”

จากนั้นนางจึงพยักหน้าให้ยูรัน

“เอาตามที่ท่านพี่บอกเจ้าค่ะ”

เมื่อมาถึงหน้าห้องพักของเยวียนชิงเหยา เยวียนซิงฝูยังไม่ทันยกมือเคาะ เสียงเย็นชาจากภายในก็ดังขึ้นเสียก่อน

“แม่ไม่ได้บอกแล้วหรือว่าห้ามผู้ใดรบกวน?”

หลิงเยวี่ยจึงก้าวมาด้านหน้า

“ชิงเหยา ข้าเอง”

ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงของเยวียนชิงเหยาจะเปลี่ยนไปทันที

“หลิงเยวี่ย?”

“เข้ามาสิ”

เยวียนซิงฝูเปิดประตูแล้วเดินนำเข้าไป ตามด้วยหลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิง

เมื่อเห็นสหายเก่าทั้งสาม เยวียนชิงเหยาก็ลุกขึ้นจากเตียงทันที

หญิงสาวทั้งสี่มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปสวมกอดกันโดยไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใด

หลิงเยวี่ยตบแผ่นหลังของนางเบา ๆ

“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”

เยวียนชิงเหยาหลับตาลง

“อืม ข้าเพียงแต่...”

“ช่างเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”

หลิงเยวี่ยผละออก ก่อนหันไปทางประตู

“ข้ามีคนอยากแนะนำให้เจ้ารู้จัก”

นางผายมือไปทางยูรัน

“นี่คือสามีของข้า เขาชื่อยูรัน”

ยูรันเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมกับไป๋จิ้งเหวินและลู่เหยียนหนิง

ทันทีที่ไป๋จิ้งเหวินเห็นเยวียนชิงเหยา นางก็เปิดใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ตรวจสอบโดยไม่รอช้า

ประกายดาราปรากฏขึ้นภายในดวงตาของนาง

เพียงมองเข้าไปถึงตันเถียนของเยวียนชิงเหยา สีหน้าของไป๋จิ้งเหวินก็พลันเปลี่ยนไป นางยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง

“รันเอ๋อร์ นั่นมัน...อะไรกัน?”

ยูรันยกมือขึ้นห้ามไม่ให้นางกล่าวต่อ

เขาจ้องตันเถียนของเยวียนชิงเหยาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินวนรอบตัวนางช้า ๆ สายตากวาดตรวจสอบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโดยไม่ยอมปล่อยรายละเอียดใดหลุดรอดไป

เยวียนชิงเหยามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบงัน

ทั้งที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่นางกลับรู้สึกคุ้นเคยกับเขาอย่างประหลาด

ไม่ใช่เพียงใบหน้า ดวงตา หรือกลิ่นอายบนร่าง

มันเป็นความรู้สึกบางอย่างซึ่งลึกยิ่งกว่านั้น ราวกับสายสัมพันธ์ที่ขาดหายไปนานกำลังสั่นสะเทือนอยู่ภายในโลหิตของนางเอง

หัวใจของเยวียนชิงเหยาเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

สายตาของนางไม่อาจละไปจากยูรันได้เลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว

ยูรันหยุดเดิน ก่อนมองใบหน้าซีดเซียวของเยวียนชิงเหยา

“ท่านเหนื่อยหรือเปล่า?”

เยวียนชิงเหยาชะงัก

น้ำเสียงของเด็กหนุ่มไม่ได้อ่อนโยนเป็นพิเศษ แต่คำถามธรรมดานั้นกลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง

“เอ่อ คือข้า...”

นางพยายามตอบ ทว่ากลับไม่อาจเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ สายตายังคงจับจ้องใบหน้าของเขาอย่างเหม่อลอย

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“อืม...ยี่สิบปีแห่งความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ”

“ท่านยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ด้วยความหวังเพียงอย่างเดียว คือสักวันหนึ่งจะได้พบบุตรชายซึ่งหายสาบสูญไปอีกครั้ง”

เขาหยุดเล็กน้อย ขณะมองเข้าไปในดวงตาอันว่างเปล่าของนาง

“ท่านคงรักบุตรชายของท่านมากสินะ”

ร่างของเยวียนชิงเหยาสั่นไหว

ดวงตาซึ่งแห้งแล้งมานานหลายปีค่อย ๆ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ขณะที่มือทั้งสองข้างกำชายเสื้อแน่น

นางไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กหนุ่มตรงหน้าจึงเข้าใจความรู้สึกซึ่งนางไม่เคยบอกผู้ใดได้ถึงเพียงนี้

และยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใด เพียงได้ยินคำถามจากปากเขา หัวใจของนางจึงเจ็บปวดราวกับกำลังจะแตกสลายอีกครั้ง