ตอนที่ 377 ถ้าเช่นนั้น...เขาก็คือคู่หมั้นของพวกเราน่ะสิ?
ริมฝีปากของเยวียนชิงเหยาสั่นระริก
“นั่นเป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เจ้าด้วยตนเองนะ!”
ยูรันพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“อืม ข้ายอมรับทุกอย่างเกี่ยวกับท่านได้”
เยวียนชิงเหยากำลังจะเผยรอยยิ้ม ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อ
“มีเพียงอย่างเดียวที่ข้ายอมรับไม่ได้”
“คือชื่อที่ท่านแม่ตั้งให้ข้า”
“……”
รอยยิ้มของเยวียนชิงเหยาแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
บรรยากาศซาบซึ้งภายในห้องพังทลายลงอีกครั้งอย่างไม่มีชิ้นดี
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อืม หากท่านกำลังสงสัยว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นมารดาของข้า คำตอบก็ง่ายมาก”
“ข้าสามารถแยกแยะสายเลือดได้ เพียงมองหรือดมกลิ่นครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าผู้ใดมีความเกี่ยวข้องกับใคร”
เยวียนชิงเหยาชะงัก
“หมายความว่าเจ้ารู้ตั้งแต่เห็นแม่ครั้งแรกแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่”
นางกะพริบตาอย่างประหลาดใจ
ยูรันจึงชี้ไปทางเยวียนซิงฝู
“ข้ารู้ตั้งแต่เห็นซิงฝูที่โรงเตี๊ยมแล้วต่างหาก”
เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำอย่างอดไม่ได้
“ถึงว่าท่านพี่ถึงทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่พอมีคนคิดแตะตัวข้า ท่านกลับลบแขนเขาทิ้งทันที...”
เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำอย่างอดไม่ได้
“ถึงว่าท่านพี่ถึงทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่พอมีคนคิดแตะตัวข้า ท่านกลับลบแขนเขาทิ้งทันที...”
เยวียนชิงเหยาหันขวับไปมองยูรัน
“ลบแขน?”
ยูรันโบกมือปัด
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
“ไม่สำคัญอย่างไร เจ้าเพิ่งกลับมาก็ไปลบแขนผู้ใดทิ้งแล้ว?”
“เรื่องของสวะคนหนึ่ง ช่างหัวมันเถอะ”
ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนชิงเหยา แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นสิ่งใด
“สิ่งสำคัญตอนนี้คือ ท่านต้องไปหาน้องสาวอีกคนของข้าได้แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนชิงเหยาค่อย ๆ จางลง เมื่อนึกถึงบุตรสาวคนโตซึ่งยังเก็บตัวฝึกฝนอยู่
“ซิงลู่...”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ซิงฝูยอมรับคำขอโทษของท่านได้ ไม่ได้หมายความว่านางจะทำได้เหมือนกัน”
“เรื่องนี้ท่านต้องไปพูดกับนางด้วยตนเอง”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก
“ไปสิ แม่จะพาเจ้าไปหานางเอง”
นางเอื้อมมือมาจับมือของยูรันอย่างระมัดระวัง
แม้จะรู้ว่าเขาสามารถเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งสายตา แต่นางกลับไม่ยอมปล่อยมือ ราวกับต้องการชดเชยเวลายี่สิบปีซึ่งสูญเสียไป
ยูรันไม่ได้ปฏิเสธ เพียงปล่อยให้มารดาจูงออกจากห้อง
เยวียนซิงฝูรีบเดินตามไปอยู่ข้างอีกฝั่ง ส่วนคนที่เหลือมองภาพสามแม่ลูก ก่อนทยอยติดตามออกไปเงียบ ๆ
จุดหมายต่อไปคือสถานที่เก็บตัวฝึกฝนของเยวียนซิงลู่ บุตรสาวคนโตผู้ยังไม่รู้เลยว่า พี่ชายซึ่งหายสาบสูญไปยี่สิบปีได้กลับมาแล้ว
หน้าห้องของเยวียนซิงลู่
เยวียนชิงเหยายืนอยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน มือซึ่งกำลังจะเคาะยกขึ้นแล้วลดลงหลายครั้ง
สุดท้ายนางจึงรวบรวมความกล้าเคาะประตูเบา ๆ
ก๊อก ๆ
“ซิงลู่...”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่มั่นคงเหมือนที่ผ่านมา
“นี่แม่เอง แม่ขอเข้าไปได้ไหม?”
ภายในห้องเงียบสนิทอยู่พักใหญ่
ก่อนเสียงราบเรียบของเยวียนซิงลู่จะดังลอดออกมา
“ท่านแม่มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
เยวียนชิงเหยากระชับมือของยูรันแน่นขึ้นเล็กน้อย
“แม่มีเรื่องสำคัญอยากพูดกับเจ้า”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ก่อนเสียงปลดกลอนจะดังขึ้นจากภายใน
แกร๊ก
“เข้ามาสิเจ้าคะ”
เมื่อประตูเปิดออก ทุกคนก็ทยอยเดินเข้าไปภายในห้อง
เยวียนซิงลู่ซึ่งนั่งอยู่บนเบาะฝึกตนลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากเดินตามมารดาเข้ามา
“ท่านแม่บอกว่ามีเรื่องต้องการพูดกับข้า”
นางกวาดตามองทุกคนภายในห้อง ก่อนหยุดสายตาบนยูรันซึ่งถูกเยวียนชิงเหยาจับมือเอาไว้แน่น
“แล้วเหตุใดจึงพาคนมามากมายถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”
เยวียนชิงเหยามองบุตรสาวคนโต ความทรงจำตลอดยี่สิบปีค่อย ๆ ผุดขึ้นภายในใจ
นางสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวสิ่งที่ควรพูดออกมาตั้งนานแล้ว
“แม่ขอโทษ”
เยวียนซิงลู่ชะงัก
สีหน้าเย็นชาของนางสั่นไหวไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง
“ท่านแม่ขอโทษข้าด้วยเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”
ยูรันเอื้อมมือไปคว้าไหล่ของเยวียนซิงฝูซึ่งยืนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ก่อนผลักนางเข้าไปหาสองแม่ลูก
“อ๊ะ!”
เยวียนซิงฝูเสียหลักไปด้านหน้า ก่อนถูกเยวียนชิงเหยาดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดด้วยอีกคน
เยวียนชิงเหยาโอบบุตรสาวทั้งสองเอาไว้แน่น ขณะที่เยวียนซิงฝูรีบกอดมารดากับพี่สาวทั้งน้ำตา
“พี่หญิง...ท่านแม่กลับมาแล้วนะเจ้าคะ”
กำแพงซึ่งเยวียนซิงลู่พยายามสร้างขึ้นตลอดสิบปีเริ่มพังทลาย นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนยกแขนขึ้นกอดมารดากับน้องสาวกลับในที่สุด
เสียงสะอื้นดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้อง
ยูรันยืนอยู่ไม่ไกล ปล่อยให้สามแม่ลูกได้คืนดีกันโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมอีก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเสียงร้องไห้ของสามแม่ลูกก็ค่อย ๆ สงบลง
ยูรันซึ่งยืนรออยู่ด้านข้างยกมือขึ้นแคะหู
“อืม กว่าจะเสร็จ”
เขาหันหน้าไปทางเยวียนซิงลู่
“ข้านึกว่าจะใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก ดูจากนิสัยหยิ่งยโสของนางแล้ว น่าจะดื้อได้นานกว่านี้”
เยวียนซิงลู่ซึ่งยังมีน้ำตาอยู่ตรงหางตาหันขวับมามองเขา
หลิงเยวี่ยถามอย่างสงสัย
“แล้วหากนางไม่ยอมให้อภัยชิงเหยา เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม...กระทืบ?”
เยวียนซิงลู่เบิกตากว้าง ก่อนชี้หน้าเขา
“เจ้าเป็นใครกัน?!”
เยวียนชิงเหยารีบจับแขนบุตรสาวเอาไว้
“ซิงลู่ อย่าเสียมารยาท”
นางหันไปมองยูรันด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนแนะนำด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา
“นี่คือพี่ชายของลูก ยูรัน”
เยวียนซิงลู่ชะงักค้าง
นางมองมารดาสลับกับเด็กหนุ่มชุดดำตรงหน้าอยู่หลายครั้ง ก่อนหลุดเสียงออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะ?!”
เยวียนซิงลู่ขมวดคิ้วแน่น
“แต่พี่ชายของข้ามีชื่อว่าเยวียนชิงเฉินไม่ใช่หรือ?”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ข้าไม่ชอบชื่อนั้น”
เขาแสดงสีหน้ารังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง
“ทุเรศสิ้นดี”
“……”
เยวียนชิงเหยาซึ่งเป็นคนตั้งชื่อถึงกับยกมือกุมหน้าอก ราวกับถูกแทงซ้ำตรงบาดแผลเดิม
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ ไปกันเถอะ ท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากห้องทันที
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงรีบเข้าไปประคองคนละข้าง ก่อนพาเขาเดินออกไป
หลิงเยวี่ยเห็นดังนั้นก็รีบตามหลังไปโดยไม่ลังเล
“สามี รอข้าด้วย”
เฟิงซูหลานชะงัก ก่อนวิ่งตามออกไป
“เดี๋ยว! รอข้าด้วยสิ!”
เหอหว่านชิงมองคนทั้งหมดซึ่งทยอยหายออกจากห้อง ก่อนถอนหายใจยาว
“เฮ้ออออ...ให้มันได้อย่างนี้สิ”
เยวียนชิงเหยายืนมองแผ่นหลังของบุตรชายจากไป ขณะที่คำเรียก “ท่านแม่ไป๋” กับ “ท่านแม่ลู่” ยังคงดังก้องอยู่ในศีรษะ
นางยกมือกุมหน้าอก สีหน้าเจ็บปวดราวกับถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง
“แค่ก!”
เยวียนซิงฝูรีบเข้ามาประคอง
“ท่านแม่เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”
เยวียนชิงเหยามองไปยังประตูด้วยแววตาน้อยใจ
“แม่ตามหาเขามายี่สิบปี แต่พอกลับมา เขากลับเรียกผู้อื่นว่าท่านแม่อย่างสนิทสนมกว่าข้าเสียอีก...”
เยวียนชิงเหยาพลันได้สติ ก่อนหันไปมองบุตรสาวทั้งสอง
“ยืนรออะไรอยู่เล่า? รีบตามพวกเขาไปสิ!”
นางไม่รอคำตอบ รีบคว้ามือเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝูคนละข้าง แล้วลากทั้งสองวิ่งออกจากห้องทันที
“ท่านแม่ ช้าก่อนเจ้าค่ะ!”
“ไม่ได้! หากช้ากว่านี้ พี่ชายของพวกเจ้าอาจถูกมารดาสองคนนั้นพากลับไปแล้ว!”
เยวียนซิงลู่มองมารดาซึ่งเพิ่งร้องไห้ขอโทษพวกนาง แต่ตอนนี้กลับวิ่งไล่ตามบุตรชายอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนหันไปมองน้องสาว
“ซิงฝู”
“เจ้าคะ?”
“ข้ารู้สึกว่าอนาคตของพวกเราจะลำบากกว่าเดิมเสียแล้ว”
เยวียนซิงฝูพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
ยูรันเดินออกมายังห้องโถงใหญ่ โดยมีไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงคอยประคองอยู่คนละข้าง
คนที่เหลือกำลังนั่งสนทนากัน บรรยากาศภายในห้องโถงเพิ่งเริ่มผ่อนคลาย แต่เมื่อเห็นคราบเลือดบริเวณดวงตาของยูรัน ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกันทันที
ไป๋หลิงรีบเดินเข้ามาหา
“สามี เหตุใดดวงตาของเจ้าถึงมีเลือดไหลออกมา?”
ยูรันยกมือแตะคราบเลือดซึ่งยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อืม นั่นสิ”
เขาหันไปทางมารดาทั้งสอง
“ท่านแม่เล่าให้พวกนางฟังแล้วกัน ข้าขี้เกียจอธิบายซ้ำ”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังรุมถามไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง สุ่ยหลานซีกับสุ่ยหลานอิงกลับยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง
ทั้งสองมองยูรันด้วยแววตาตกตะลึง ก่อนหันมาสบตากัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
หากเด็กหนุ่มตรงหน้าคือบุตรชายซึ่งหายตัวไปของเยวียนชิงเหยาจริง...
เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาคือเยวียนชิงเฉิน
และเยวียนชิงเฉินก็คือบุรุษซึ่งถูกหมั้นหมายกับพวกนางเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก
สุ่ยหลานอิงก้มมองตุ๊กตายูรันในอ้อมแขน ก่อนเงยหน้ามองตัวจริงอีกครั้ง
ใบหน้าของนางค่อย ๆ แดงขึ้น
สุ่ยหลานซีเองก็ยืนแข็งค้างไม่ต่างกัน
[ถ้าเช่นนั้น...เขาก็คือคู่หมั้นของพวกเราน่ะสิ?!]