คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 377 ถ้าเช่นนั้น...เขาก็คือคู่หมั้นของพวกเราน่ะสิ?7,258 ตัวอักษร

ตอนที่ 377 ถ้าเช่นนั้น...เขาก็คือคู่หมั้นของพวกเราน่ะสิ?

ริมฝีปากของเยวียนชิงเหยาสั่นระริก

“นั่นเป็นชื่อที่แม่ตั้งให้เจ้าด้วยตนเองนะ!”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างจริงจัง

“อืม ข้ายอมรับทุกอย่างเกี่ยวกับท่านได้”

เยวียนชิงเหยากำลังจะเผยรอยยิ้ม ทว่ายูรันกลับกล่าวต่อ

“มีเพียงอย่างเดียวที่ข้ายอมรับไม่ได้”

“คือชื่อที่ท่านแม่ตั้งให้ข้า”

“……”

รอยยิ้มของเยวียนชิงเหยาแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

บรรยากาศซาบซึ้งภายในห้องพังทลายลงอีกครั้งอย่างไม่มีชิ้นดี

ยูรันยกมือขึ้น ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม หากท่านกำลังสงสัยว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นมารดาของข้า คำตอบก็ง่ายมาก”

“ข้าสามารถแยกแยะสายเลือดได้ เพียงมองหรือดมกลิ่นครั้งเดียวก็รู้แล้วว่าผู้ใดมีความเกี่ยวข้องกับใคร”

เยวียนชิงเหยาชะงัก

“หมายความว่าเจ้ารู้ตั้งแต่เห็นแม่ครั้งแรกแล้วหรือ?”

“ไม่ใช่”

นางกะพริบตาอย่างประหลาดใจ

ยูรันจึงชี้ไปทางเยวียนซิงฝู

“ข้ารู้ตั้งแต่เห็นซิงฝูที่โรงเตี๊ยมแล้วต่างหาก”

เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำอย่างอดไม่ได้

“ถึงว่าท่านพี่ถึงทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่พอมีคนคิดแตะตัวข้า ท่านกลับลบแขนเขาทิ้งทันที...”

เยวียนซิงฝูเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำอย่างอดไม่ได้

“ถึงว่าท่านพี่ถึงทำท่าเหมือนไม่สนใจ แต่พอมีคนคิดแตะตัวข้า ท่านกลับลบแขนเขาทิ้งทันที...”

เยวียนชิงเหยาหันขวับไปมองยูรัน

“ลบแขน?”

ยูรันโบกมือปัด

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”

“ไม่สำคัญอย่างไร เจ้าเพิ่งกลับมาก็ไปลบแขนผู้ใดทิ้งแล้ว?”

“เรื่องของสวะคนหนึ่ง ช่างหัวมันเถอะ”

ยูรันหันหน้าไปทางเยวียนชิงเหยา แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นสิ่งใด

“สิ่งสำคัญตอนนี้คือ ท่านต้องไปหาน้องสาวอีกคนของข้าได้แล้ว”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนชิงเหยาค่อย ๆ จางลง เมื่อนึกถึงบุตรสาวคนโตซึ่งยังเก็บตัวฝึกฝนอยู่

“ซิงลู่...”

ยูรันพยักหน้า

“อืม ซิงฝูยอมรับคำขอโทษของท่านได้ ไม่ได้หมายความว่านางจะทำได้เหมือนกัน”

“เรื่องนี้ท่านต้องไปพูดกับนางด้วยตนเอง”

เยวียนชิงเหยาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก

“ไปสิ แม่จะพาเจ้าไปหานางเอง”

นางเอื้อมมือมาจับมือของยูรันอย่างระมัดระวัง

แม้จะรู้ว่าเขาสามารถเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งสายตา แต่นางกลับไม่ยอมปล่อยมือ ราวกับต้องการชดเชยเวลายี่สิบปีซึ่งสูญเสียไป

ยูรันไม่ได้ปฏิเสธ เพียงปล่อยให้มารดาจูงออกจากห้อง

เยวียนซิงฝูรีบเดินตามไปอยู่ข้างอีกฝั่ง ส่วนคนที่เหลือมองภาพสามแม่ลูก ก่อนทยอยติดตามออกไปเงียบ ๆ

จุดหมายต่อไปคือสถานที่เก็บตัวฝึกฝนของเยวียนซิงลู่ บุตรสาวคนโตผู้ยังไม่รู้เลยว่า พี่ชายซึ่งหายสาบสูญไปยี่สิบปีได้กลับมาแล้ว

หน้าห้องของเยวียนซิงลู่

เยวียนชิงเหยายืนอยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน มือซึ่งกำลังจะเคาะยกขึ้นแล้วลดลงหลายครั้ง

สุดท้ายนางจึงรวบรวมความกล้าเคาะประตูเบา ๆ

ก๊อก ๆ

“ซิงลู่...”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่มั่นคงเหมือนที่ผ่านมา

“นี่แม่เอง แม่ขอเข้าไปได้ไหม?”

ภายในห้องเงียบสนิทอยู่พักใหญ่

ก่อนเสียงราบเรียบของเยวียนซิงลู่จะดังลอดออกมา

“ท่านแม่มีเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”

เยวียนชิงเหยากระชับมือของยูรันแน่นขึ้นเล็กน้อย

“แม่มีเรื่องสำคัญอยากพูดกับเจ้า”

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง ก่อนเสียงปลดกลอนจะดังขึ้นจากภายใน

แกร๊ก

“เข้ามาสิเจ้าคะ”

เมื่อประตูเปิดออก ทุกคนก็ทยอยเดินเข้าไปภายในห้อง

เยวียนซิงลู่ซึ่งนั่งอยู่บนเบาะฝึกตนลืมตาขึ้น ก่อนขมวดคิ้วเมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากเดินตามมารดาเข้ามา

“ท่านแม่บอกว่ามีเรื่องต้องการพูดกับข้า”

นางกวาดตามองทุกคนภายในห้อง ก่อนหยุดสายตาบนยูรันซึ่งถูกเยวียนชิงเหยาจับมือเอาไว้แน่น

“แล้วเหตุใดจึงพาคนมามากมายถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”

เยวียนชิงเหยามองบุตรสาวคนโต ความทรงจำตลอดยี่สิบปีค่อย ๆ ผุดขึ้นภายในใจ

นางสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวสิ่งที่ควรพูดออกมาตั้งนานแล้ว

“แม่ขอโทษ”

เยวียนซิงลู่ชะงัก

สีหน้าเย็นชาของนางสั่นไหวไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง

“ท่านแม่ขอโทษข้าด้วยเรื่องใดหรือเจ้าคะ?”

ยูรันเอื้อมมือไปคว้าไหล่ของเยวียนซิงฝูซึ่งยืนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ก่อนผลักนางเข้าไปหาสองแม่ลูก

“อ๊ะ!”

เยวียนซิงฝูเสียหลักไปด้านหน้า ก่อนถูกเยวียนชิงเหยาดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดด้วยอีกคน

เยวียนชิงเหยาโอบบุตรสาวทั้งสองเอาไว้แน่น ขณะที่เยวียนซิงฝูรีบกอดมารดากับพี่สาวทั้งน้ำตา

“พี่หญิง...ท่านแม่กลับมาแล้วนะเจ้าคะ”

กำแพงซึ่งเยวียนซิงลู่พยายามสร้างขึ้นตลอดสิบปีเริ่มพังทลาย นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนยกแขนขึ้นกอดมารดากับน้องสาวกลับในที่สุด

เสียงสะอื้นดังขึ้นเบา ๆ ภายในห้อง

ยูรันยืนอยู่ไม่ไกล ปล่อยให้สามแม่ลูกได้คืนดีกันโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมอีก

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเสียงร้องไห้ของสามแม่ลูกก็ค่อย ๆ สงบลง

ยูรันซึ่งยืนรออยู่ด้านข้างยกมือขึ้นแคะหู

“อืม กว่าจะเสร็จ”

เขาหันหน้าไปทางเยวียนซิงลู่

“ข้านึกว่าจะใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก ดูจากนิสัยหยิ่งยโสของนางแล้ว น่าจะดื้อได้นานกว่านี้”

เยวียนซิงลู่ซึ่งยังมีน้ำตาอยู่ตรงหางตาหันขวับมามองเขา

หลิงเยวี่ยถามอย่างสงสัย

“แล้วหากนางไม่ยอมให้อภัยชิงเหยา เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม...กระทืบ?”

เยวียนซิงลู่เบิกตากว้าง ก่อนชี้หน้าเขา

“เจ้าเป็นใครกัน?!”

เยวียนชิงเหยารีบจับแขนบุตรสาวเอาไว้

“ซิงลู่ อย่าเสียมารยาท”

นางหันไปมองยูรันด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนแนะนำด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา

“นี่คือพี่ชายของลูก ยูรัน”

เยวียนซิงลู่ชะงักค้าง

นางมองมารดาสลับกับเด็กหนุ่มชุดดำตรงหน้าอยู่หลายครั้ง ก่อนหลุดเสียงออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ

“อะไรนะ?!”

เยวียนซิงลู่ขมวดคิ้วแน่น

“แต่พี่ชายของข้ามีชื่อว่าเยวียนชิงเฉินไม่ใช่หรือ?”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“ข้าไม่ชอบชื่อนั้น”

เขาแสดงสีหน้ารังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง

“ทุเรศสิ้นดี”

“……”

เยวียนชิงเหยาซึ่งเป็นคนตั้งชื่อถึงกับยกมือกุมหน้าอก ราวกับถูกแทงซ้ำตรงบาดแผลเดิม

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ ไปกันเถอะ ท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่”

กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากห้องทันที

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงรีบเข้าไปประคองคนละข้าง ก่อนพาเขาเดินออกไป

หลิงเยวี่ยเห็นดังนั้นก็รีบตามหลังไปโดยไม่ลังเล

“สามี รอข้าด้วย”

เฟิงซูหลานชะงัก ก่อนวิ่งตามออกไป

“เดี๋ยว! รอข้าด้วยสิ!”

เหอหว่านชิงมองคนทั้งหมดซึ่งทยอยหายออกจากห้อง ก่อนถอนหายใจยาว

“เฮ้ออออ...ให้มันได้อย่างนี้สิ”

เยวียนชิงเหยายืนมองแผ่นหลังของบุตรชายจากไป ขณะที่คำเรียก “ท่านแม่ไป๋” กับ “ท่านแม่ลู่” ยังคงดังก้องอยู่ในศีรษะ

นางยกมือกุมหน้าอก สีหน้าเจ็บปวดราวกับถูกโจมตีซ้ำอีกครั้ง

“แค่ก!”

เยวียนซิงฝูรีบเข้ามาประคอง

“ท่านแม่เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”

เยวียนชิงเหยามองไปยังประตูด้วยแววตาน้อยใจ

“แม่ตามหาเขามายี่สิบปี แต่พอกลับมา เขากลับเรียกผู้อื่นว่าท่านแม่อย่างสนิทสนมกว่าข้าเสียอีก...”

เยวียนชิงเหยาพลันได้สติ ก่อนหันไปมองบุตรสาวทั้งสอง

“ยืนรออะไรอยู่เล่า? รีบตามพวกเขาไปสิ!”

นางไม่รอคำตอบ รีบคว้ามือเยวียนซิงลู่กับเยวียนซิงฝูคนละข้าง แล้วลากทั้งสองวิ่งออกจากห้องทันที

“ท่านแม่ ช้าก่อนเจ้าค่ะ!”

“ไม่ได้! หากช้ากว่านี้ พี่ชายของพวกเจ้าอาจถูกมารดาสองคนนั้นพากลับไปแล้ว!”

เยวียนซิงลู่มองมารดาซึ่งเพิ่งร้องไห้ขอโทษพวกนาง แต่ตอนนี้กลับวิ่งไล่ตามบุตรชายอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนหันไปมองน้องสาว

“ซิงฝู”

“เจ้าคะ?”

“ข้ารู้สึกว่าอนาคตของพวกเราจะลำบากกว่าเดิมเสียแล้ว”

เยวียนซิงฝูพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

ยูรันเดินออกมายังห้องโถงใหญ่ โดยมีไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงคอยประคองอยู่คนละข้าง

คนที่เหลือกำลังนั่งสนทนากัน บรรยากาศภายในห้องโถงเพิ่งเริ่มผ่อนคลาย แต่เมื่อเห็นคราบเลือดบริเวณดวงตาของยูรัน ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกันทันที

ไป๋หลิงรีบเดินเข้ามาหา

“สามี เหตุใดดวงตาของเจ้าถึงมีเลือดไหลออกมา?”

ยูรันยกมือแตะคราบเลือดซึ่งยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม นั่นสิ”

เขาหันไปทางมารดาทั้งสอง

“ท่านแม่เล่าให้พวกนางฟังแล้วกัน ข้าขี้เกียจอธิบายซ้ำ”

ระหว่างที่ทุกคนกำลังรุมถามไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง สุ่ยหลานซีกับสุ่ยหลานอิงกลับยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง

ทั้งสองมองยูรันด้วยแววตาตกตะลึง ก่อนหันมาสบตากัน

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

หากเด็กหนุ่มตรงหน้าคือบุตรชายซึ่งหายตัวไปของเยวียนชิงเหยาจริง...

เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาคือเยวียนชิงเฉิน

และเยวียนชิงเฉินก็คือบุรุษซึ่งถูกหมั้นหมายกับพวกนางเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก

สุ่ยหลานอิงก้มมองตุ๊กตายูรันในอ้อมแขน ก่อนเงยหน้ามองตัวจริงอีกครั้ง

ใบหน้าของนางค่อย ๆ แดงขึ้น

สุ่ยหลานซีเองก็ยืนแข็งค้างไม่ต่างกัน

[ถ้าเช่นนั้น...เขาก็คือคู่หมั้นของพวกเราน่ะสิ?!]