คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 379 ทั้งหมดนี่...ลูกชายของข้าทำหรือ7,290 ตัวอักษร

ตอนที่ 379 ทั้งหมดนี่...ลูกชายของข้าทำหรือ

ยูรันยกมือขึ้นห้ามทุกคน ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“ช่างเถอะ จะอะไรก็เอาไว้ก่อน”

เขาหันหน้าไปทางเยวียนชิงเหยา

“ช่วยหาห้องเงียบ ๆ ให้พวกเรานั่งคุยกันสักทีเถอะ”

ยูรันยกมือนวดขมับ

“พอลองนึกย้อนดูแล้ว ปีนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายก่ายกองจนข้าขี้เกียจเล่าแล้ว”

เขาถอนหายใจอีกครั้ง

“ทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนี้นะ?”

เยวียนชิงเหยามองบุตรชายซึ่งหายไปจากชีวิตนานยี่สิบปี ก่อนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

“ได้ ไปที่ห้องรับรองส่วนตัวของแม่ ไม่มีผู้ใดเข้าไปรบกวนแน่นอน”

นางหันไปสั่งสาวรับใช้

“เตรียมชา อาหาร และเก้าอี้ให้เพียงพอสำหรับทุกคน”

ทุกคนย้ายมายังห้องรับรองส่วนตัวของเยวียนชิงเหยา

สาวรับใช้จัดโต๊ะ เก้าอี้ น้ำชา และของว่างเอาไว้พร้อมสรรพ ทุกคนต่างเลือกที่นั่ง ก่อนหันไปมองยูรันอย่างใจจดใจจ่อ รอฟังเรื่องราวตลอดยี่สิบปีที่หายไป

ยูรันเดินไปถึงเก้าอี้ยาว ก่อนนั่งลง

จากนั้นก็เอนหลัง หลับตา และนิ่งสนิททันที

“คร่อก...”

“……”

ทุกคนมองเขาอย่างเงียบงัน

เยวียนชิงเหยากะพริบตาปริบ ๆ

“เขา...หลับแล้วหรือ?”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“อืม นั่งปุ๊บหลับปั๊บ เป็นเรื่องปกติของเขา”

เยวียนซิงลู่ชี้ไปทางพี่ชาย

“เมื่อครู่เขาเป็นคนบอกให้หาห้องเงียบ ๆ เพื่อเล่าเรื่องไม่ใช่หรือ?”

หลานชิงอวี้ยกมือขึ้นอย่างสุภาพ

“เอ่อ...ข้าขอแปลความหมายของท่านพี่เองเจ้าค่ะ”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

หลานชิงอวี้ผายมือไปทางยูรันซึ่งกำลังหลับสนิท

“ความจริงหมายถึงเขาขี้เกียจเล่าเอง และอยากให้คนอื่นช่วยเล่าแทนเจ้าค่ะ”

“……”

เยวียนชิงเหยาหันไปมองบุตรชายอีกครั้ง

“จริงหรือ?”

ยูรันซึ่งควรจะหลับไปแล้วค่อย ๆ ยกนิ้วโป้งขึ้นโดยไม่ลืมตา

ทุกคนภายในห้องพร้อมใจกันถอนหายใจ

“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องเป็นเช่นนี้...”

จากนั้นทุกคนจึงผลัดกันเล่าเรื่องราวในส่วนที่ตนเองรู้

หลานชิงอวี้เริ่มจากวันสอบเข้าสำนัก การทดสอบทั้งสามด่านซึ่งแสดงปฏิกิริยาประหลาดต่อยูรัน ก่อนที่ทั้งสองจะถูกหลิงเยวี่ยรับขึ้นยอดเขาจันทราพร้อมกัน

คนอื่นช่วยกันเล่าต่อถึงแผนใส่ร้ายของเย่อ้าวเทียน การปรับปรุงสระมรกต การสร้างบ่อสัตว์น้ำ ตำหนักมรกต และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จนยอดเขาจันทราซึ่งเคยยากจนกับทรุดโทรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

เรื่องราวดำเนินไปถึงแดนลับ ระฆังทองสัมฤทธิ์ซึ่งระเบิดออกเพราะเย่อ้าวเทียน ยูรันที่ยอมสละประสาทสัมผัสเพื่อช่วยทุกคน ตลอดจนช่วงเวลาที่เขาบาดเจ็บสาหัสและหมดสติไปนานถึงสิบสี่วัน

หลังจากนั้น แต่ละคนก็ช่วยกันเล่าเหตุการณ์ตามเมืองต่าง ๆ ทั้งการช่วยเซี่ยเยว่หลี การกอบกู้ตระกูลไป๋กับตระกูลลู่ การรักษาลู่ชิงถาน การสร้างเส้นทางดารา ตลอดจนความสัมพันธ์ของไป๋หลิง หนานอวี้ หลานชิงอวี้ ซูเม่ยเหยา เซียวซินเยวี่ย และหญิงสาวคนอื่น ๆ ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป

พวกนางเล่าถึงโอสถระดับแปด โอสถระดับสิบ เพลิงบัววารีนิรันดร์ หงส์ฟ้าทั้งยี่สิบแปดตัว กองกำลังสมุนรากครวญวิญญาณ อาวุธจากกายเทพ รวมถึงการเดินทางไปทางเหนือและแดนลับหุบเขาราชันโอสถ

เรื่องราวมาถึงอสูรสุญญตา การฟื้นคืนดวงตาของยูรัน การประลองในนครหลวงเทียนอู่ แผนทรยศของเย่อ้าวเทียนกับตู้ฉางคง และการต่อสู้กับอสูรสุญญตาทั้งสามตัวซึ่งทำให้ยูรันบาดเจ็บเกือบตาย ก่อนหมดสติไปเจ็ดวันเต็ม

ทุกคนยังเล่าถึงแผนสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์กับโรงเรียนสอนวิชา การถือกำเนิดของกิเลนและม้านิลมังกร จนในที่สุดเรื่องราวก็ดำเนินมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดก่อนออกเดินทางมายังเมืองจันทราเร้น

เมื่อถึงตรงนี้ ทุกคนกลับเงียบลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

ไม่มีผู้ใดยอมเป็นคนเล่าต่อ

เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้ว

“แล้วหลังจากนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น?”

โม่ชิงเฟิงมองซ้ายมองขวา ก่อนยกมือขึ้นอย่างกล้าหาญ

“อืม เรื่องล่าสุดก็คือ...”

นางชี้ไปทางหลิงเยวี่ย

“อาจารย์หลับนอนอยู่กับสามีภายในห้องหกวันหกคืนติดต่อกันเจ้าค่ะ”

ทั้งห้องเงียบกริบ

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ หันไปมองหลิงเยวี่ยอย่างเชื่องช้า

หลิงเยวี่ยกำหมัดแน่น

เพี๊ยะ!

เพี๊ยะ!

โม่ชิงเฟิงกระเด็นออกจากห้องรับรองไปทันที

ยูรันซึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวพลันลุกขึ้น ก่อนเดินออกไปด้านนอกโดยไม่พูดอะไร

เยวียนชิงเหยารีบหันตามเสียงฝีเท้า

“ลูกจะไปไหน?”

ซูเม่ยเหยา ลู่ชิงถาน มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยลุกขึ้นเดินตามเขาออกไปทันที

ไป๋จิ้งเหวินกล่าวปลอบ

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกชิงเหยา เขาเพียงไปทำอาหาร นี่ก็เย็นมากแล้ว”

เยวียนชิงเหยาชะงัก

“แต่เขาตาบอดอยู่ไม่ใช่หรือ? ยังทำอาหารได้ด้วยหรือ?”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก

“ได้สิ รออีกประเดี๋ยวเถอะ เขาทำอาหารไม่นานหรอก”

เยวียนชิงเหยาค่อย ๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนยกมือกุมหน้าผาก

“ข้าไม่รู้แล้วว่าควรตกใจกับเรื่องใดก่อนดี...”

เซี่ยเยว่หลีโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ท่านแม่ ไม่เห็นมีเรื่องใดน่าตกใจเลย”

นางหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากิน

“อยู่กับสามีไปอีกสักพัก เดี๋ยวท่านก็ชินเอง”

ทุกคนจากยอดเขาจันทราพยักหน้าพร้อมกัน

“จริง”

เยวียนชิงเหยามองคนทั้งห้อง ก่อนเริ่มสงสัยว่าคำว่า “ชิน” ของพวกนางต้องผ่านเรื่องน่าตกใจมาแล้วมากมายเพียงใดกันแน่

พรึ่บ!

โม่ชิงเฟิงใช้ก้าวพริบตากลับเข้ามาภายในห้องรับรอง ก่อนเดินไปนั่งราวกับเมื่อครู่ไม่เคยถูกตบกระเด็นออกไป

“ใช่แล้วท่านแม่ เดี๋ยวท่านก็ชินไปเอง”

เยวียนชิงเหยาหันมองนาง

“เจ้าเองก็เรียกข้าว่าท่านแม่แล้วหรือ?”

“แน่นอนสิ ในเมื่อข้าเป็นภรรยาของลูกชายท่าน ข้าก็ต้องเรียกท่านว่าท่านแม่”

โม่ชิงเฟิงตอบอย่างหน้าชื่นตาบาน ก่อนเหลือบมองสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี

“โดยเฉพาะน้องหญิงคนใหม่ทั้งสองคน ยิ่งต้องรีบทำความคุ้นเคยเอาไว้นะ”

“ฮี่ ๆ”

สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีกอดตุ๊กตายูรันแน่นขึ้น ใบหน้าของทั้งคู่แดงก่ำพร้อมกัน

“พวกเรายังไม่ได้ตกลงเลยนะเจ้าคะ!”

โม่ชิงเฟิงโบกมือ

“ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ค่อยตกลงภายหลังก็ได้ พี่สาวนับพวกเจ้าเอาไว้ก่อนแล้ว”

เยวียนชิงเหยาหันกลับไปมองสหายเก่าทั้งสาม ก่อนขมวดคิ้ว

“แต่ข้ายังไม่ค่อยชอบใจนักที่สหายของตนเองกำลังจะกลายมาเป็นลูกสะใภ้”

หลิงเยวี่ยเลิกคิ้ว

“แล้ว?”

เยวียนชิงเหยากอดอก ก่อนปลดปล่อยแรงกดดันออกมาเล็กน้อย

“ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เจ้าจะทำอะไรได้?”

นางยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า

“ตอนนี้เจ้าสู้ข้าได้หรือ?”

หลิงเยวี่ยลุกขึ้นช้า ๆ ก่อนเรียกกระบี่เข้ามาอยู่ในมือ

“สู้ไม่ได้แล้วอย่างไร?”

นางจ้องเยวียนชิงเหยาโดยไม่คิดถอยแม้แต่ก้าวเดียว

“ข้าไม่กลัว จะทำไม?”

ครืนนนนนน!

แรงกดดันของหญิงสาวทั้งสองปะทะกันกลางห้องรับรอง จนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นกระทบกันไม่หยุด

เฟิงซูหลานรีบยกถ้วยชาของตนเองหนี

“อืม พบกันครั้งแรกในรอบหลายปีก็จะตีกันเสียแล้ว”

เหอหว่านชิงถอนหายใจ

“อย่างน้อยก็ยังเหมือนเมื่อก่อนดี”

โม่ชิงเฟิงรีบลุกขึ้นยืนคั่นกลางระหว่างทั้งสอง ก่อนยกมือห้าม

“ท่านแม่ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ”

นางหันไปมองหลิงเยวี่ย แล้วพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ

“อาจารย์ไม่ได้เปลี่ยนไปมากหรอก เพียงมีความไร้ยางอายเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง”

“……”

แรงกดดันภายในห้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ

หลิงเยวี่ยหันมามองนางอย่างเชื่องช้า

เพี๊ยะ!

โม่ชิงเฟิงกระเด็นออกจากห้องรับรองเป็นครั้งที่สอง

เซี่ยหลานอิงมองไปทางประตูซึ่งโม่ชิงเฟิงเพิ่งกระเด็นออกไป ก่อนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัยมานานแล้ว”

ไป๋หลิงหันไปถาม

“เรื่องใด?”

“พี่ใหญ่เป็นพวกโรคจิตซึ่งชอบถูกตบหรือเปล่า?”

ไป๋หลิงครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนพยักหน้า

“ก็น่าจะใช่นะ”

หนานอวี้เองก็พยักหน้าตาม

“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ไม่เช่นนั้นนางคงไม่พูดหาเรื่องอาจารย์ซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะโดนตบ”

พรึ่บ!

โม่ชิงเฟิงใช้ก้าวพริบตากลับเข้ามาอีกครั้ง

“พี่สาวไม่ได้ชอบถูกตบนะ!”

หนานอวี้เลิกคิ้ว

“เช่นนั้นท่านก็แค่หุบปาก”

โม่ชิงเฟิงชะงัก ก่อนหันไปมองหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังยกมือขึ้นอีกครั้ง

นางรีบใช้มือทั้งสองข้างปิดปากตนเองทันที

“อื้อ!”

เยวียนชิงเหยาถอนแรงกดดันกลับ ก่อนนั่งลงตามเดิม

“เอาเถอะ ใช่ว่าข้าจะยอมรับไม่ได้”

หลิงเยวี่ยตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“รู้เช่นนั้นก็ดี”

เยวียนชิงเหยาหรี่ตามองนาง

“หึ พอเลิกยึดติดกับสถานะอาจารย์แล้ว เจ้ากล้าขึ้นมากเลยนะ”

หลิงเยวี่ยไม่สนใจคำเหน็บแนม นางเพียงนั่งลงข้างที่ว่างของยูรันราวกับประกาศจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน

ไม่นาน ประตูห้องรับรองก็เปิดออก

ซูเม่ยเหยา ลู่ชิงถาน มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยช่วยกันยกอาหารจานแล้วจานเล่าเข้ามาวางบนโต๊ะ

กลิ่นหอมเข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่วห้องในพริบตา

ทั้งเนื้อย่างผิวกรอบ ปลานึ่งสมุนไพร ซุปร้อนรสกลมกล่อม และอาหารอีกหลายชนิดถูกจัดวางจนเต็มโต๊ะ

บทสนทนาซึ่งกำลังตึงเครียดหยุดลงทันที

เยวียนชิงเหยาสูดกลิ่นอาหาร ก่อนหันไปมองประตูอย่างไม่อยากเชื่อ

“ทั้งหมดนี่...ลูกชายของข้าทำหรือ?”