ตอนที่ 380 ท่านพี่เรียกของเช่นนี้ว่าขยะจริง ๆ หรือเจ้าคะ
หลิงเยวี่ยตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง
“ใช่สิ เขาเพิ่งเดินออกไปทำอาหารเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร?”
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย
“หมาหรือไง?”
“……”
เยวียนชิงเหยาหันขวับมามองสหายเก่า
“หลิงเยวี่ย นั่นคือวิธีพูดกับมารดาของสามีเจ้าหรือ?”
หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง
“ตอนนี้เจ้าก็เป็นมารดาของสามีข้าแล้วอย่างไร ข้าแค่สนใจสามีของข้ามากกว่าเท่านั้น”
เยวียนชิงเหยาจ้องหลิงเยวี่ยเขม็ง
[สามีก็คำ สองคำก็สามี นังเพื่อนเวรนี่...]
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพยายามระงับอารมณ์
“ช่างเถอะ ลองกินอาหารก่อนแล้วกัน”
จังหวะนั้นเอง ยูรันเดินกลับเข้ามาในห้องรับรอง เขาเดินไปนั่งลงตรงที่ว่างข้างหลิงเยวี่ย
หลิงเยวี่ยขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจัดชามกับตะเกียบให้เขาโดยอัตโนมัติ
เยวียนชิงเหยามองภาพนั้นแล้วคิ้วกระตุกอีกครั้ง
[ยังจะนั่งติดกันอีก...]
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ท่านแม่ไม่กินหรือ? หากมัวแต่จ้องอาเยวี่ย อาหารจะเย็นหมดนะ”
เยวียนชิงเหยาชะงัก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าแม่กำลังมองนาง?”
เยวียนชิงเหยาชะงัก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าแม่กำลังมองนาง?”
ยูรันหยิบตะเกียบขึ้นอย่างแม่นยำ
“ข้าก็ต้องมองเห็นสิ ต่อให้ดวงตาจะบอดก็ตาม”
เขายังคงรับรู้ทุกสิ่งผ่านวิถีและจิตวิญญาณได้ตามปกติ จึงไม่ได้แตกต่างจากตอนลืมตาเท่าไรนัก
“ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านเปิดศึกกันด้วยเรื่องใด แต่กินข้าวก่อนเถอะ”
หลิงเยวี่ยคีบเนื้อใส่ชามของเขา ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ชิงเหยาไม่พอใจที่ข้าเป็นภรรยาของเจ้า”
เยวียนชิงเหยาหันขวับ
“ข้าไม่ได้ไม่พอใจ!”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า
“อืม เช่นนั้นก็ดี”
“นังเพื่อนเวรนี่...”
ระหว่างมื้ออาหาร เยวียนชิงเหยาพยายามย่อยเรื่องราวทั้งหมดที่ทุกคนช่วยกันเล่าให้ฟัง
ทั้งเรื่องที่บุตรชายเคยบาดเจ็บจนเกือบตาย การสร้างเส้นทางดารา เหล่าภรรยาจำนวนมาก สัตว์วิเศษ อสูรสุญญตา ตลอดจนแผนสร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง
ข้อมูลแต่ละเรื่องล้วนมากพอจะทำให้คนทั่วไปตกตะลึงไปหลายวัน
ทว่านางกลับไม่มีสมาธิคิดถึงเรื่องเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
เพราะภาพตรงหน้าช่างบาดตาบาดใจเกินไป
หลิงเยวี่ยนั่งแนบชิดยูรัน คอยคีบอาหารใส่ชามให้เขาเป็นระยะ บางครั้งยังเอนศีรษะซบไหล่และกล่าวออดอ้อนด้วยน้ำเสียงซึ่งเยวียนชิงเหยาไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดเวลาที่รู้จักกัน
เยวียนซิงฝูมองภาพนั้น ก่อนขยับเข้าไปกระซิบถามมารดา
“เอ่อ...ท่านแม่ เดิมทีสหายของท่านเป็นเช่นนี้อยู่แล้วหรือเจ้าคะ?”
เยวียนชิงเหยากัดตะเกียบแน่น
“ไม่ใช่”
นางจ้องหลิงเยวี่ยเขม็ง
“นังสารเลวนั่นใจแข็งยิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งเสียอีก”
เฟิงซูหลานรีบพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ไหมเล่า? เมื่อก่อนหลิงเยวี่ยไม่เคยชายตามองบุรุษคนใดเลยด้วยซ้ำ”
นางชี้ไปทางยูรัน
“เหมือนกับที่สามีไม่เคยชายตามองสตรีคนใดนั่นแหละ”
เฟิงซูหลานหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“ต่างกันเพียงหลิงเยวี่ยจะปฏิเสธทุกคน ส่วนสามีไม่เคยปฏิเสธใคร”
ลู่ชิงถานวางตะเกียบ ก่อนปรายตามองนาง
“ชิ ป้ายังไม่นับเป็นภรรยาของท่านพี่เสียหน่อย”
นางย้ำทีละคำ
“พวกท่านยังไม่เคยหลับนอนด้วยกันเลยด้วยซ้ำ”
ฉึก!
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก สีหน้าซีดเผือดราวกับถูกแทงเข้ากลางหัวใจอย่างแม่นยำที่สุด
เยวียนชิงเหยาหันไปมองเฟิงซูหลานทันที
“ยังไม่เคยหลับนอนด้วยกันหรือ?”
ลู่ชิงถานพยักหน้า
“ยังเจ้าค่ะ”
เยวียนชิงเหยายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“ดี”
นางวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวอย่างเด็ดขาด
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องหลับนอนด้วยกันตลอดไป”
“อะไรนะ?!”
เฟิงซูหลานลุกพรวดขึ้น
“ชิงเหยา เจ้าจะทำเช่นนี้กับเพื่อนเก่าไม่ได้!”
เหอหว่านชิงซึ่งนั่งอยู่ข้างกันชะงัก ก่อนรีบถาม
“เดี๋ยวก่อน เหตุใดข้ารู้สึกว่าคำสั่งนั้นรวมข้าอยู่ด้วย?”
เยวียนชิงเหยาหันไปมองนาง
“แน่นอนว่ารวมเจ้าด้วย”
ฉึก!
คราวนี้เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยกมือกุมหน้าอกพร้อมกัน
หลิงเยวี่ยคีบอาหารเข้าปาก ก่อนยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“น่าเสียดาย ข้านำหน้าพวกเจ้าไปหกวันหกคืนแล้ว”
“หลิงเยวี่ย!”
หลิงเยวี่ยวางตะเกียบลง ก่อนมองสหายทั้งสองด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“ทำไม ไม่พอใจหรือ?”
นางเอนตัวพิงไหล่ยูรันอย่างจงใจ
“คงยากหน่อยนะ เพราะเดิมทีข้าก็ไม่คิดจะยอมให้พวกเจ้าอยู่แล้ว”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงกัดฟันพร้อมกัน
หลิงเยวี่ยกล่าวต่ออย่างอารมณ์ดี
“ก่อนหน้านี้มีเพียงข้าคนเดียวที่ขัดขวางพวกเจ้า แต่ตอนนี้แม้แต่ชิงเหยาก็ไม่ยอมเช่นกัน”
นางเหลือบมองเยวียนชิงเหยา
“พวกเจ้าก็รู้ว่าสามีรักและหวงแหนมารดามากเพียงใด เขาฟังนางอยู่แล้ว”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงหันไปมองยูรันด้วยความหวังเป็นครั้งสุดท้าย
ยูรันยังคงก้มหน้ากินอาหารอย่างสงบ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
“อืม ข้าฟังท่านแม่อยู่แล้ว”
ฉึก! ฉึก!
ความหวังของหญิงสาวทั้งสองดับสลายลงพร้อมกันอย่างสมบูรณ์แบบ
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนยิ้มอย่างผู้ชนะ
“เห็นไหม?”
ไป๋จิ้งเหวินซึ่งนั่งฟังอยู่นานพลันกล่าวขึ้น
“แต่แม่อนุญาตนะ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าตาม
“แม่ก็เหมือนกัน เรื่องความสัมพันธ์ควรให้รันเอ๋อร์ตัดสินใจด้วยตนเอง”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลับมามีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง
ยูรันหยุดตะเกียบ ก่อนเริ่มนับคะแนน
“สองต่อสองสินะ”
จากนั้นยูรันก็กล่าวสรุปอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นต้องไปหาท่านแม่คนใหม่มาเพิ่มเพื่อตัดสินแล้วละ”
“แค่ก!”
เยวียนชิงเหยาสำลักอาหารทันที
“แม่ใหม่?!”
นางหันขวับไปมองบุตรชาย
“เจ้าพึ่งพบแม่แท้ ๆ ได้ไม่ถึงวัน ก็คิดจะออกไปหาแม่ใหม่เพิ่มแล้วหรือ?!”
เยวียนซิงฝูรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนหันไปหาพี่ชายด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าขอดูโอสถระดับสิบซึ่งทุกคนพูดถึงหน่อยได้ไหม?”
ยูรันไม่แม้แต่จะหยุดคิด เขาสะบัดมือเรียกโอสถออกมาสิบเม็ด ก่อนโยนไปทางน้องสาวอย่างสบาย ๆ
“เอาไปสิ”
เยวียนซิงฝูรีบยกมือรับ ทว่าโอสถทั้งสิบเม็ดกลับลอยวนอยู่เหนือฝ่ามือของนางเสียก่อน
กลิ่นหอมเข้มข้นแผ่กระจายไปทั่วห้อง ลวดลายมรรคาบนผิวโอสถแต่ละเม็ดเปล่งประกายชัดเจน ขณะที่สายฟ้าเส้นเล็กแล่นอยู่รอบตัวพวกมันเป็นระยะ
“โว้ววววววววววว!”
เยวียนซิงฝูเบิกตากว้างจนแทบถลน
เยวียนซิงลู่กับเยวียนชิงเหยาเองก็ลุกขึ้นมองอย่างลืมตัว
นั่นไม่ใช่เพียงโอสถระดับสิบเม็ดเดียว
แต่เป็นโอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบถึงสิบเม็ด ซึ่งยูรันเพิ่งโยนออกมาราวกับกำลังแจกขนมธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง
เยวียนซิงฝูกอดโอสถทั้งสิบเม็ดเอาไว้ราวกับกลัวพวกมันจะบินหนี ก่อนหันไปมองพี่ชายด้วยแววตาออดอ้อน
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าขอพวกมันได้ไหม?”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เจ้าจะเอาขยะพวกนั้นไปทำอะไร?”
เยวียนซิงฝูแข็งค้าง
เยวียนซิงลู่ชี้ไปยังโอสถในมือน้องสาวด้วยมือสั่น ๆ
“เขาเรียกโอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบว่าขยะหรือ?”
เยวียนชิงเหยาหันไปมองคนจากยอดเขาจันทรา แต่ทุกคนกลับนั่งกินอาหารต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับคุ้นเคยกับคำพูดเช่นนี้มานานแล้ว
เยวียนซิงฝูรีบกอดโอสถทั้งสิบเม็ดเอาไว้แน่น
“ต่อให้เป็นขยะ ข้าก็อยากได้เจ้าค่ะ!”
ยูรันยักไหล่
“แล้วเจ้ารู้หรือว่ามันทำอะไรได้?”
เยวียนซิงฝูส่ายหน้าตามตรง
“ไม่รู้เจ้าค่ะ”
นางก้มมองโอสถในมือด้วยดวงตาเป็นประกาย
“แต่พวกมันเป็นโอสถระดับสิบ!”
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีกลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
มู่เสวี่ยหนิงกระแอมเบา ๆ ก่อนยกมือขึ้น
“อะแฮ่ม ข้าขออธิบายเองเจ้าค่ะ”
นางชี้ไปยังโอสถทั้งสิบเม็ด
“พวกมันมีชื่อว่า ‘โอสถหวนคืนมรรคา’ เป็นโอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบซึ่งท่านพี่ปรับปรุงสูตรและหลอมขึ้นด้วยตนเอง”
“สรรพคุณแรกคือรักษาอาการบาดเจ็บได้แทบทุกชนิด และช่วยฟื้นฟูรากฐานซึ่งเสียหาย”
“ผู้ที่ต้องการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมเต๋า จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนหนึ่งร้อยส่วน”
“หากใช้เพื่อทะลวงจากหลอมรวมเต๋าเข้าสู่ขอบเขตมหายาน จะมีโอกาสสำเร็จเจ็ดสิบส่วน”
เยวียนชิงเหยากับบุตรสาวทั้งสองนิ่งค้าง
มู่เสวี่ยหนิงกล่าวปิดท้าย
“ข้อจำกัดมีเพียงอย่างเดียว คือคนหนึ่งสามารถใช้โอสถชนิดนี้ได้เพียงเม็ดเดียวตลอดชีวิตเจ้าค่ะ”
เยวียนซิงฝูก้มมองโอสถสิบเม็ดในอ้อมแขน ก่อนค่อย ๆ กระชับมือแน่นกว่าเดิม
“ท่านพี่เรียกของเช่นนี้ว่าขยะจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”