ตอนที่ 383 ไอ้แก่นี่ใคร
สุ่ยหลานอิงลุกขึ้น ก่อนคว้ามือน้องสาว
“ไปกันเถอะ ซีซี”
สุ่ยหลานซีกะพริบตาปริบ ๆ
“ไปไหนหรือเจ้าคะ?”
สุ่ยหลานอิงกอดตุ๊กตายูรันแน่นขึ้น ก่อนประกาศด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นภรรยาของท่านพี่”
“ท่านพี่ทั้งหล่อเหลา ใจดี และตอนเป็นทารกยังน่ารักมาก ข้าไม่ถอนหมั้นแล้ว!”
จากนั้นนางก็ชี้ออกไปนอกห้อง
“ข้าจะไปดูว่ามีสิ่งใดซึ่งสามารถช่วยงานท่านพี่ได้บ้าง ข้าไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนไร้ประโยชน์เหมือนพี่หญิงใหญ่ ผู้อาวุโสเฟิง และผู้อาวุโสเหอ”
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
หญิงสาวทั้งสามยกมือกุมหน้าอกพร้อมกัน
สุ่ยหลานซีตาเป็นประกาย ก่อนลุกขึ้นตามพี่สาว
“ดีเลยเจ้าค่ะพี่หญิง! ข้าเองก็ไม่อยากถอนหมั้นแล้วเหมือนกัน”
ทั้งสองจับมือกัน ก่อนรีบเดินออกจากห้องไปอย่างกระตือรือร้น
โม่ชิงเฟิงมองตามแผ่นหลังของพวกนางด้วยสีหน้าแตกสลาย
เยวียนซิงลู่เองก็ลุกขึ้น ก่อนจัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย
“ข้าจะกลับไปฝึกวิชาต่อ ต้องเตรียมตัวสำหรับการประลองกับท่านพี่ในเช้าวันพรุ่งนี้”
นางหันไปมองเยวียนซิงฝูซึ่งยังนั่งอยู่กับที่
“แล้วเจ้าไม่ตามหลานอิงกับหลานซีไปหรือ? ปกติข้าเห็นพวกเจ้าสามคนตัวติดกันตลอดนี่”
เยวียนซิงฝูชะงัก ก่อนลุกพรวดขึ้น
“จริงด้วย!”
นางรีบเก็บโอสถระดับสิบทั้งหมดเข้าแหวนมิติ
“ข้ามัวแต่ตกใจกับเรื่องท่านพี่จนลืมไปเสียสนิท ข้าไปช่วยพวกนางด้วยดีกว่า”
เยวียนซิงฝูหันไปมองหญิงสาวสามคนซึ่งยังเหลืออยู่ในห้อง ก่อนรีบเสริม
“เดี๋ยวท่านพี่จะหาว่าข้าเป็นน้องสาวไร้ประโยชน์เหมือนพวกนาง”
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
กล่าวจบ เยวียนซิงฝูก็รีบวิ่งตามสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีออกไป ส่วนเยวียนซิงลู่แยกกลับไปยังห้องฝึกของตนเอง
ประตูห้องค่อย ๆ ปิดลง
ภายในจึงเหลือเพียงโม่ชิงเฟิง เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิง
สามคน
สามสายตา
และความเงียบอันน่าเวทนา
โม่ชิงเฟิงมองสหายร่วมชะตากรรมทั้งสอง ก่อนพึมพำ
“เหลือเพียงคนไร้ประโยชน์สามคนจริง ๆ แล้วสินะ...”
ตัดภาพกลับมายังถนนยามค่ำคืนของเมืองจันทราเร้น
โคมไฟสองข้างทางส่องสว่าง ร้านค้าจำนวนมากยังคงเปิดให้บริการ ผู้คนเดินสวนกันอย่างคึกคักแม้ท้องฟ้าจะมืดลงแล้ว
ยูรันซึ่งเดินอยู่ระหว่างมารดาทั้งสามพลันหยุดฝีเท้า ก่อนหันหน้าไปทางร้านแห่งหนึ่ง
“อืม ร้านนวด”
เขาชี้ไปยังป้ายหน้าร้าน
“ท่านแม่อยากลองไหม?”
เยวียนชิงเหยาหรี่ตามองป้ายร้าน ก่อนหันกลับมามองบุตรชายซึ่งยังหลับตาอยู่
“เจ้าตาบอดไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงหาร้านนวดเจอเร็วนัก?”
ยูรันตอบอย่างจริงจัง
“ท่านแม่เลิกสนใจเรื่องนี้เถอะ”
ไป๋จิ้งเหวินมองเข้าไปภายในร้านอย่างสนใจ
“ดูไม่เลวนะ เดินทางมาตลอดทั้งวัน แวะพักสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“อืม ข้าเห็นด้วย”
เยวียนชิงเหยามองสองคนข้างกาย ก่อนรีบคล้องแขนบุตรชายเอาไว้
“เช่นนั้นแม่ก็ไปด้วย”
ยูรันพยักหน้า
“ดี งั้นวันนี้ข้าจะเลี้ยงเอง”
ภายในร้านนวด ทั้งสี่คนนั่งเรียงกันอยู่บนเก้าอี้ยาว ขณะที่พนักงานกำลังช่วยนวดไหล่และคลายเส้นให้มารดาทั้งสาม
เยวียนชิงเหยาหันไปมองไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง
“ปกติพวกเจ้าออกมากับรันเอ๋อร์เช่นนี้บ่อยหรือ?”
ไป๋จิ้งเหวินส่ายหน้า
“ไม่บ่อยหรอก ปกติพวกเราไม่จำเป็นต้องมาร้านนวดด้วยซ้ำ”
“เหตุใด?”
ไป๋จิ้งเหวินตอบด้วยรอยยิ้ม
“เพราะรันเอ๋อร์นวดได้ดีกว่านี้มาก”
เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนหันขวับไปทางบุตรชาย
“รันเอ๋อร์นวดให้พวกเจ้าด้วยหรือ?”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“อืม ฝีมือของเขาดีมาก เพียงนวดไม่กี่ครั้ง ความเมื่อยล้าก็หายไปทั้งหมดแล้ว”
ฉึก!
เยวียนชิงเหยามองมารดาทั้งสองสลับกับยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“แม่แท้ ๆ ยังไม่เคยได้รับการนวดจากเจ้าเลยนะ...”
ยูรันเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ ก่อนตอบอย่างสบาย ๆ
“หากท่านแม่อยากลอง เดี๋ยวกลับไปข้านวดให้ก็ได้”
แววตาของเยวียนชิงเหยาสว่างขึ้นทันที
“เจ้าพูดแล้วนะ ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
หลังออกจากร้านนวด ไป๋จิ้งเหวินกวาดตามองถนนรอบด้าน ก่อนหันไปถามลู่เหยียนหนิงตามความเคยชิน
“อืม พวกเราเดินเที่ยวกันเกือบทั่วแล้วหรือเปล่า? เหยียนหนิง เจ้ายังอยากไปที่ใดต่อไหม?”
ลู่เหยียนหนิงหัวเราะเบา ๆ
“แหม ถามเพียงข้าได้อย่างไร?”
นางผายมือไปทางเยวียนชิงเหยา
“ต้องถามชิงเหยาด้วยสิ วันนี้เป็นวันแรกที่นางได้ออกมาเที่ยวกับลูกชาย”
เยวียนชิงเหยาครุ่นคิด
“อืม...”
นางยังไม่ทันคิดออก ยูรันก็กล่าวขึ้นก่อน
“เช่นนั้นไปหาสถานที่ปล่อยโคมลอยกันสักหน่อยแล้วกัน”
มารดาทั้งสามหันมามองเขาพร้อมกัน
ยูรันยักไหล่
“ไหน ๆ ก็ออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนแล้ว หากไม่ปล่อยโคมสักใบก็ดูเหมือนขาดอะไรไป”
เยวียนชิงเหยายิ้มออกมา
“เอาสิ แม่อยากไป”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนทั้งสี่จะเดินออกจากถนนสายหลัก มุ่งหน้าไปยังลานริมแม่น้ำซึ่งมีแสงโคมลอยส่องสว่างอยู่เต็มท้องฟ้า
ทั้งสี่คนเดินทางไปยังลานกว้างริมทะเลสาบ ก่อนซื้อโคมลอยมาคนละดวง
ยูรันช่วยจุดไฟให้มารดาทั้งสามทีละคน เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกสว่าง พวกนางจึงปล่อยมือพร้อมกัน โคมทั้งสี่ค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี เคียงข้างแสงจันทร์และดวงดาวนับไม่ถ้วน
เยวียนชิงเหยาเงยหน้ามองโคมของตนเอง ดวงตายังคงแดงเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความสุขซึ่งนางไม่ได้สัมผัสมานานกว่ายี่สิบปี
หลังจากเดินเล่นกันอีกพักหนึ่ง ทั้งสี่จึงกลับไปยังตำหนักเสวียนเยว่
ภายในห้อง ยูรันยังคงดูแลมารดาทั้งสามเช่นเคย เขาชงชาอุ่นให้พวกนาง ก่อนช่วยนวดไหล่ คลายเส้นลมปราณ และบรรเทาความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน
เยวียนชิงเหยานั่งมองลูกชายดูแลไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงอย่างชำนาญ ก่อนเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้
“เจ้าดูแลพวกนางเช่นนี้เป็นประจำหรือ?”
“อืม หากท่านแม่เหนื่อย ข้าก็ดูแล หากนอนไม่หลับ ข้าก็พาเข้านอน”
เยวียนชิงเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำเสียงเบา
“เช่นนั้นแม่ก็อยากให้เจ้าดูแลบ้าง”
ยูรันยิ้มเล็กน้อย
“ข้าก็กำลังดูแลอยู่ไม่ใช่หรือ?”
ทั้งสี่พูดคุยกันอย่างผ่อนคลายอยู่นาน ยูรันปล่อยให้เยวียนชิงเหยาถามเรื่องราวตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ส่วนไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงก็คอยเล่าเรื่องน่าอายของเขาแทรกเป็นระยะ
จนกระทั่งดึกมากแล้ว ยูรันจึงพามารดาทั้งสามไปพักผ่อน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ทีละคน ก่อนนั่งอยู่ข้างเตียงจนพวกนางหลับสนิท
เยวียนชิงเหยาจับมือเขาเอาไว้แน่น แม้ยามหลับก็ยังไม่ยอมปล่อย ราวกับหวาดกลัวว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ลูกชายที่เพิ่งกลับคืนสู่อ้อมกอดจะหายไปอีกครั้ง
ยูรันไม่ได้ดึงมือกลับ เพียงเอนกายลงข้างมารดาทั้งสาม ก่อนหลับไปอย่างเงียบสงบพร้อมกับพวกนาง
รุ่งเช้า
เยวียนชิงเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“รันเอ๋อร์!”
นางผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนรีบหันมองไปรอบห้องด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อพบว่ายูรันยังคงนอนอยู่ข้างกาย มือของนางยังจับมือเขาเอาไว้แน่น ความหวาดกลัวจึงค่อย ๆ จางหายไป
เยวียนชิงเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนยกมืออีกข้างลูบใบหน้าของเขาเพื่อยืนยันว่าเขายังอยู่จริง ๆ
ยูรันยังไม่ลืมตา เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“ท่านแม่กังวลมากเกินไปแล้วมั้ง ข้ายังนอนอยู่ตรงนี้ จะตะโกนทำไมแต่เช้า?”
เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนดึงเขาเข้ามากอดแน่น
“แม่ตามหาเจ้ามายี่สิบปี จะให้แม่เลิกกังวลภายในคืนเดียวได้อย่างไร?”
ยูรันปล่อยให้นางกอดโดยไม่ขัดขืน
“อืม เช่นนั้นก็กอดไปก่อน แต่ขอข้านอนต่ออีกสักพัก”
เยวียนชิงเหยาชะงัก ก่อนดึงเขาเข้ามากอดแน่น
“แม่ตามหาเจ้ามายี่สิบปี จะให้แม่เลิกกังวลภายในคืนเดียวได้อย่างไร?”
ยูรันปล่อยให้นางกอดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตบแผ่นหลังของนางเบา ๆ
“อืม ถ้าเช่นนั้นก็กอดพอแล้ว ข้าจะไปทำอาหาร”
ช่วงมื้อเช้า ภายในห้องรับประทานอาหารส่วนตัวของตำหนักเสวียนเยว่
ทุกคนนั่งล้อมโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกันอย่างพร้อมหน้า วันนี้ยูรันนั่งอยู่ข้างเยวียนชิงเหยา ขณะที่นางคอยคีบอาหารใส่ชามของลูกชายไม่หยุด ราวกับต้องการชดเชยเวลายี่สิบปีที่สูญเสียไปในมื้อเดียว
หลิงเยวี่ยมองภาพตรงหน้า ก่อนส่งเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“จิ๊!”
ยูรันหันหน้าไปตามเสียง
“อาเยวี่ย เป็นอะไร?”
“ไม่มีอะไร”
หลิงเยวี่ยตอบเสียงเย็น ทว่าสายตายังคงจับจ้องแขนของเยวียนชิงเหยาซึ่งกำลังกอดแขนยูรันเอาไว้
เยวียนชิงเหยาเหลือบมองเพื่อนเก่า ก่อนขยับเข้าใกล้ลูกชายยิ่งกว่าเดิม
“รันเอ๋อร์ ลองกินนี่ดู”
หลิงเยวี่ยวางตะเกียบลงช้า ๆ
“ชิงเหยา เจ้าควรปล่อยให้เขากินเองได้แล้ว”
“ข้ากำลังดูแลลูกชายของข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้า?”
“เขาเป็นสามีข้า”
“แต่เขาเป็นลูกชายข้าก่อนจะเป็นสามีเจ้า”
สายตาของหญิงสาวทั้งสองปะทะกันกลางโต๊ะ ขณะที่บรรยากาศโดยรอบค่อย ๆ เย็นยะเยือกลง
ตึก ๆๆๆๆๆ!
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก ก่อนประตูห้องรับประทานอาหารจะถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง
“ชิงเหยา!”
เยวียนจ้าวคุนพุ่งเข้ามาภายในห้องด้วยสีหน้าตื่นเต้น ดวงตาของเขากวาดมองคนรอบโต๊ะอย่างรวดเร็ว
“ข้าได้ยินจากคนรับใช้ว่าหลานชายของข้ากลับมาแล้ว!”
ทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่พร้อมกัน
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนหันหน้าไปทางต้นเสียงด้วยดวงตาที่ยังคงปิดสนิท
“ไอ้แก่นี่ใคร?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเยวียนจ้าวคุนแข็งค้างทันที
เยวียนชิงเหยารีบอธิบาย
“รันเอ๋อร์ เขาคือเยวียนจ้าวคุน พี่ชายของแม่ และเป็นลุงแท้ ๆ ของเจ้า และเป็นจ้าวตำหนัก”
ยูรันพยักหน้ารับรู้
“อ๋อ ท่านลุงนี่เอง”
เยวียนจ้าวคุนถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าคำพูดต่อมาของยูรันกลับทำให้มุมปากของเขากระตุก
“แต่พุ่งเข้ามาแหกปากเสียงดังตั้งแต่เช้า ดูอย่างไรก็เหมือนตาแก่เสียสติมากกว่าจ้าวตำหนัก”
“เจ้า!”
เยวียนจ้าวคุนชี้หน้ายูรัน ก่อนหันไปถามน้องสาวด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ชิงเหยา นี่คือหลานชายของข้าจริง ๆ หรือ?”
เยวียนชิงเหยาพยักหน้าอย่างสงบ
“ใช่ รันเอ๋อร์เป็นบุตรชายของข้าไม่ผิดแน่”
เยวียนจ้าวคุนจ้องมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ากับตนเอง
“ปากเช่นนี้...อืม ดูเหมือนจะเป็นคนตระกูลเยวียนของเราจริง ๆ”