คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 3847,263 ตัวอักษร

ตอนที่ 384

ตึก ๆๆๆๆๆ!

ฉินหลัวซือรีบก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยความตื่นเต้น

“ไหน ๆ หลานชายของข้าอยู่ที่ไหน?!”

ยูรันพลันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนเดินตรงเข้าไปกุมมือของนางเอาไว้

“ข้าเองขอรับ ท่านป้า ท่านยังคงงดงามอยู่เสมอ แม้จะมีอายุมากถึงเพียงนี้แล้วก็ตาม”

“……”

ทั่วทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ

ฉินหลัวซือหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนยกมือลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดู

“ปากหวานจริง ๆ สมแล้วที่เป็นหลานชายของป้า”

ยูรันผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ

“ท่านป้า เชิญนั่งก่อน ข้าทำอาหารเอาไว้มากมาย รับรองว่าท่านต้องชอบแน่นอน”

จากนั้นเขาก็เหลือบไปทางเยวียนจ้าวคุน

“ส่วนไอ้แก่...เอ้ย ท่านลุงนั่น ปล่อยให้ยืนไปก่อนก็แล้วกัน”

เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง

“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดภรรยาข้าถึงได้นั่ง แต่ข้าต้องยืน?!”

ยูรันไม่สนใจ เขาประคองฉินหลัวซือไปนั่งข้างตนเอง ก่อนเลื่อนจานอาหารหลายอย่างไปวางตรงหน้านาง

“ท่านป้า เชิญลองชิมดู”

ฉินหลัวซือยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

“ดี ๆ หลานชายของป้าช่างรู้ความจริง ๆ”

เยวียนจ้าวคุนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้ากระตุก

“รู้ความกับผีสิ! มันเพิ่งเรียกข้าว่าไอ้แก่ต่อหน้าทุกคน!”

ไม่มีใครสนใจเยวียนจ้าวคุนแม้แต่น้อย

ยูรันเลื่อนจานอาหารไปตรงหน้าฉินหลัวซืออีกเล็กน้อย

“ท่านป้า ลองชิมดู ระหว่างที่ท่านรับประทานอาหาร ข้าจะช่วยนวดไหล่ให้สักหน่อย จะได้คลายความเหนื่อยล้าจากการทะเลาะกับท่านลุงมานานหลายปี”

ฉินหลัวซือพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันหลังให้เขาอย่างไม่ลังเล

“ได้สิ หลานชายคนนี้น่ารักจริง ๆ”

ยูรันวางมือลงบนไหล่ของนาง ก่อนเริ่มนวดคลายเส้นอย่างชำนาญ

ฉินหลัวซือเพิ่งชิมอาหารไปได้คำเดียว ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง

“อร่อยมาก! ทั้งทำอาหารเป็น ทั้งรู้จักเอาใจคน เหตุใดเจ้าถึงไม่เหมือนลุงของเจ้าสักนิดเลยนะ?”

เยวียนจ้าวคุนซึ่งยังยืนอยู่ด้านข้างอ้าปากค้าง

“เดี๋ยวก่อน! ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย เหตุใดเรื่องนี้จึงวกกลับมาด่าข้าได้อีก?!”

“หุบปาก อย่ารบกวนหลานชายนวดไหล่ให้ข้า”

“……”

เยวียนจ้าวคุนกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะเพื่อขอความเป็นธรรม ทว่าทุกคนกลับก้มหน้ารับประทานอาหารราวกับไม่มีเขายืนอยู่ในห้อง

สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงลากเก้าอี้มานั่งเองอย่างเงียบ ๆ

“บ้านของข้าแท้ ๆ เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกได้...”

ฉินหลัวซือรับประทานอาหารอย่างมีความสุขอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองเหล่าหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่รอบโต๊ะ

“ว่าแต่ผู้หญิงมากมายเหล่านี้เป็นใครกันหรือ?”

ยูรันหยุดนวด ก่อนผายมือไปทางไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง

“สองท่านนี้คือท่านแม่ไป๋กับท่านแม่ลู่ ข้าเคารพรักพวกนางไม่ต่างจากมารดาแท้ ๆ”

ฉินหลัวซือพยักหน้าทักทายทั้งสองอย่างเป็นมิตร

จากนั้นยูรันจึงกวาดมือไปทางหญิงสาวที่เหลือ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“ส่วนคนอื่น ๆ นอกจากท่านแม่ น้องสาวของข้า และสองท่านนี้แล้ว ที่เหลือล้วนเป็นภรรยาของข้าทั้งหมด”

พรูดดดดดดดดด!

เยวียนจ้าวคุนพ่นน้ำชาออกมาจนหมดปาก ก่อนเงยหน้ามองเหล่าหญิงสาวซึ่งนั่งกันอยู่เต็มห้องด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“อะไรนะ?!”

เขารีบนับจำนวนคนรอบโต๊ะทีละคน ยิ่งนับ สีหน้าก็ยิ่งบิดเบี้ยว

“ทั้งหมดนี่เลยหรือ?!”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม มีปัญหาอะไร?”

เยวียนจ้าวคุนชี้หน้าเขาด้วยมือสั่นระริก

“เจ้าเพิ่งอายุเท่าไรกัน เหตุใดถึงมีภรรยามากกว่าจำนวนผู้อาวุโสในตำหนักของข้าเสียอีก?!”

ฉินหลัวซือกลับตบมือของสามีลงทันที

“เลิกชี้หน้าหลานชายข้า แล้วนั่งกินข้าวเงียบ ๆ ไป”

“แต่เรื่องนี้มันเงียบได้ที่ไหนกัน!”

ฉินหลัวซือหันกลับมามองหลานชาย ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ไหนลองบอกป้ามาสิ เหตุใดเจ้าจึงมีภรรยามากมายถึงเพียงนี้?”

ยูรันยกมือขึ้นป้องปาก ก่อนกระแอมเบา ๆ

“อะแฮ่ม ข้าขอแก้ไขคำพูดของท่านป้าเล็กน้อย”

เขากวาดตามองหญิงสาวรอบโต๊ะ

“ไม่ใช่ว่าข้ามีพวกนางเป็นภรรยา แต่เป็นพวกนางต่างหากที่มีข้าเป็นสามี”

ฉินหลัวซือกะพริบตาปริบ ๆ

“มันแตกต่างกันตรงไหน?”

“แตกต่างสิ เพราะพวกนางเป็นฝ่ายปีนขึ้นเตียงข้ากันเองทั้งหมด ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสักหน่อย”

หญิงสาวหลายคนรอบโต๊ะพลันหน้าแดงขึ้นมาพร้อมกัน ขณะที่บางคนรีบหลบสายตาอย่างมีพิรุธ

ยูรันยกนิ้วชี้ไปทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“ยกเว้นผู้อาวุโสเฟิงกับผู้อาวุโสเหอ สองคนนี้ยังไม่ได้ปีน เพราะตอนนี้ถูกสั่งห้ามเอาไว้อยู่”

เฟิงซูหลานตบโต๊ะดังปัง

“เหตุใดต้องเน้นพวกข้าสองคนด้วย!”

เหอหว่านชิงยกมือปิดหน้าอย่างหมดคำพูด

ฉินหลัวซือกวาดตามองหญิงสาวแต่ละคนอีกครั้ง ก่อนหันกลับมาหายูรันด้วยแววตาแปลกประหลาด

“ป้าควรภูมิใจที่หลานชายมีเสน่ห์ หรือควรเป็นห่วงว่าเจ้าจะถูกพวกนางสูบจนแห้งดี?”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ท่านป้าวางใจได้ อาเยวี่ยพยายามอยู่หกวันหกคืนแล้ว ข้ายังสบายดี”

พรูดดดดดดดดด!

คราวนี้ไม่ใช่เพียงเยวียนจ้าวคุน แม้แต่ฉินหลัวซือก็ยังพ่นน้ำชาออกมาเช่นกัน

ฉินหลัวซือรีบหยิบผ้ามาเช็ดปาก ก่อนหันไปจ้องหลิงเยวี่ย เฟิงซูหลาน และเหอหว่านชิงทีละคน

“อืม แม้แต่พวกเจ้าสามคนก็เอากับเขาด้วยสินะ”

นางหรี่ตาลงอย่างคาดคั้น

“พวกเจ้าเป็นเพื่อนของชิงเหยาไม่ใช่หรืออย่างไร เหตุใดจึงพากันมากินลูกชายของเพื่อนได้ หืม?”

เฟิงซูหลานรีบยกมือขึ้น

“เดี๋ยวก่อน! ข้ากับหว่านชิงยังไม่ได้กินนะ!”

เหอหว่านชิงพยักหน้ารัว ๆ

“ถูกต้อง พวกเรายังไม่ทันได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ!”

ฉินหลัวซือเลิกคิ้ว

“แต่พวกเจ้าคิดจะกินใช่หรือไม่?”

ทั้งสองพลันเงียบสนิท

“……”

ฉินหลัวซือตบโต๊ะทันที

“เห็นไหม! แค่ยังไม่ได้กิน ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดจะกิน!”

หลิงเยวี่ยกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบนิ่ง ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง

ฉินหลัวซือหันขวับมาทางนาง

“ส่วนเจ้านี่หนักที่สุด หลิงเยวี่ย! เจ้าเคยเป็นอาจารย์ของเขา ทั้งยังเป็นเพื่อนสนิทของมารดาเขา แต่กลับพาลูกชายของเพื่อนไปขังไว้ในห้องถึงหกวันหกคืน เจ้ายังมียางอายเหลืออยู่บ้างหรือไม่?”

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงช้า ๆ

“ไม่มีแล้ว”

“……”

คำตอบอันตรงไปตรงมาทำให้ฉินหลัวซือถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

เยวียนชิงเหยากุมขมับ ก่อนพึมพำลอดไรฟัน

“ข้าก็บอกแล้วว่านางสารเลวนี่ไม่เหลือยางอายแล้ว...”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ข้าไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นแล้ว ศีลธรรมหรือกฎเกณฑ์ไร้สาระ จะปล่อยให้มันทำให้ข้าพลาดความรักอันแสนดีระหว่างข้ากับเขาไปได้อย่างไร?”

นางวางถ้วยชาลงอย่างสง่างาม

“เพราะฉะนั้นข้าจึงทิ้งมันไปหมดแล้ว”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อืม ทิ้งศีลธรรมไปหมด แล้วเปลี่ยนเป็นความไร้ยางอายแทนสินะ”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองนางเพียงแวบเดียว

“คนที่เหลือเพียงความไร้ยางอายอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์พูดเท่าไรนะ”

นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“แถมยังไร้ประโยชน์อีกด้วย”

ฉึก! ฉึก!

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าอก ราวกับถูกกระบี่สองเล่มแทงทะลุหัวใจพร้อมกัน

“ท่านอาจารย์ เหตุใดต้องพูดเรื่องไร้ประโยชน์ซ้ำอีกครั้งด้วย!”

หลิงเยวี่ยตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง

“ข้าเพียงกล่าวความจริง”

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว

โม่ชิงเฟิงหันขวับไปมองทั้งสองทันที

“พวกท่านสองคนอย่าพยักหน้า! ตอนนี้พวกท่านก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับข้าไม่ใช่หรืออย่างไร!”

ทั้งสามพลันเงียบลง ก่อนหันหน้าหนีไปคนละทิศทางพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง

ฉินหลัวซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“อืม หากทุกคนไม่มีปัญหากัน ป้าก็ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้”

จากนั้นนางจึงหันไปมองสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซี

“แต่ว่าคู่หมั้นทั้งสองคนของเจ้าเล่า พวกนางยอมรับเรื่องนี้ได้หรือ?”

ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“ท่านป้าลองถามพวกนางเองก็ได้ หากพวกนางไม่ชอบใจก็ถอนหมั้นไป ข้าไม่ได้ติดใจอะไร”

ปัง!

สุ่ยหลานอิงตบโต๊ะ ก่อนลุกพรวดขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ

“ไม่ถอนเจ้าค่ะ!”

ทุกคนรอบโต๊ะหันไปมองนางพร้อมกัน

สุ่ยหลานอิงชะงักไปเล็กน้อย ทว่ายังคงกอดตุ๊กตายูรันในอ้อมแขนแน่น ก่อนกล่าวย้ำเสียงดัง

“ข้าไม่ถอนหมั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ถอน!”

สุ่ยหลานซีพยักหน้าตามทันที

“ข้าเองก็ไม่ถอนเจ้าค่ะ”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างสงบ

“อืม เช่นนั้นก็ตามใจพวกเจ้า”

โม่ชิงเฟิงตาเป็นประกาย ก่อนรีบขยับเข้าไปโอบไหล่หญิงสาวทั้งสอง

“ยินดีต้อนรับน้องหญิง พี่สาวรู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าต้องเลือกถูก!”

สุ่ยหลานอิงรีบแก้ตัว

“ดะ เดี๋ยวก่อน! ข้าเพียงบอกว่าจะไม่ถอนหมั้น ยังไม่ได้บอกว่าจะเป็นภรรยาของเขาเสียหน่อย!”

มู่เสวี่ยหนิงลูบคางพลางพึมพำ

“อืม แต่เมื่อคืนพวกเจ้าบอกเองว่าจะเป็นภรรยาของท่านพี่ไม่ใช่หรือ?”

“……”

ใบหน้าของสุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีแดงก่ำขึ้นมาพร้อมกัน

ฉินหลัวซือมองปฏิกิริยาของหลานสะใภ้ทั้งสอง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดูเหมือนเรื่องที่ป้ากังวลจะไม่ใช่ปัญหาแล้วจริง ๆ”