คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 3858,541 ตัวอักษร

ตอนที่ 385

เยวียนจ้าวคุนนั่งมองหลานชายซึ่งมีเหล่าสตรีงดงามรายล้อมอยู่เต็มโต๊ะ ก่อนเหลือบไปทางหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังซบไหล่ยูรันอย่างเป็นธรรมชาติ

มุมปากของเขากระตุกไม่หยุด

[บัดซบ! เหตุใดหลานชายของข้าจึงมีภรรยามากมายถึงเพียงนี้?!]

[แม้แต่หลิงเยวี่ยผู้เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปียังถูกพิชิตไปแล้ว!]

ดวงตาของเยวียนจ้าวคุนค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นมา ราวกับเพิ่งค้นพบเส้นทางแห่งมรรคาเส้นใหม่

[ไม่ได้การ ข้าต้องเกาะขาใหญ่ของหลานชายคนนี้เอาไว้ให้แน่น แล้วขอให้มันถ่ายทอดเคล็ดลับให้ข้าบ้าง!]

[บางทีชีวิตต่อจากนี้ของข้าอาจไม่ต้องถูกภรรยากดขี่อีกต่อไป!]

ยูรันซึ่งยังคงหลับตาอยู่พลันหันหน้ามาทางเขา

“ท่านลุง เลิกมองข้าด้วยความคิดน่าขนลุกเช่นนั้นเสียที”

เยวียนจ้าวคุนสะดุ้งเฮือก

“เจ้าตาบอดอยู่ไม่ใช่หรือ?! รู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังมอง!”

“ข้าแค่ตาบอด ไม่ได้แปลว่าโง่”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“อีกอย่าง หากท่านกำลังคิดจะให้ข้าสอนวิธีหาภรรยา เลิกคิดเสียเถอะ จากสภาพของท่าน ต่อให้ข้าสอนก็คงไม่มีประโยชน์”

ฉึก!

เยวียนจ้าวคุนยกมือกุมหน้าอกทันที

[ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย เหตุใดมันถึงแทงใจดำข้าได้แม่นยำถึงเพียงนี้!]

รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหลัวซือค่อย ๆ แข็งค้าง

“หืม?”

นางหันไปมองสามีช้า ๆ ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย

“อยากหาภรรยาเพิ่มอย่างนั้นหรือ?”

เยวียนจ้าวคุนตัวแข็งทื่อ ก่อนรีบโบกมือปฏิเสธอย่างลนลาน

“ไม่ใช่! ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย!”

ฉินหลัวซือลุกขึ้น ก่อนเดินตรงเข้าไปหาเขาทีละก้าว

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากให้หลานชายสอนวิชาหาภรรยาให้?”

“ข้าเพียงคิดว่าหลานชายมีความสามารถ อยากขอคำชี้แนะเรื่องการใช้ชีวิตเท่านั้น!”

ฉินหลัวซือลุกขึ้น ก่อนเดินตรงเข้าไปหาเยวียนจ้าวคุนทีละก้าว

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากให้หลานชายสอนวิชาหาภรรยาให้?”

เยวียนจ้าวคุนรีบอธิบาย

“ข้าเพียงคิดว่าหลานชายมีความสามารถ จึงอยากขอคำชี้แนะเรื่องการใช้ชีวิตเท่านั้น!”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ต่างกันตรงไหน?”

เยวียนจ้าวคุนหันขวับมามองเขา

“เจ้าอยู่ฝ่ายใครกันแน่?!”

ฉินหลัวซือยื่นมือไปคว้าหูของสามี ก่อนบิดอย่างไม่ปรานี

“ดูเหมือนพวกเราจะต้องออกไปพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิตกันตามลำพังเสียหน่อยแล้ว”

“โอ๊ย! หลัวซือ ฟังข้าอธิบายก่อน!”

เยวียนจ้าวคุนถูกลากออกจากห้องไปต่อหน้าต่อตาทุกคน

ยูรันกลับไปนั่งลงที่เดิม ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“ทุกคน ไว้อาลัยให้ตาแก่หนึ่งลมหายใจกันหน่อยนะ”

ทุกคนพยักหน้า ก่อนก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

หนึ่งลมหายใจผ่านไป

ตุบ! ตับ! โครม!

“โอ๊ย! ข้าผิดไปแล้ว!”

เสียงทุบตีและเสียงร้องโหยหวนดังลอดเข้ามาจากด้านนอกอย่างต่อเนื่อง

เสียงทุบตีและเสียงร้องโหยหวนดังลอดเข้ามาจากด้านนอกอย่างต่อเนื่อง

ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง

ฉินหลัวซือเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าสดชื่น ก่อนนั่งลงรับประทานอาหารต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ส่วนเยวียนจ้าวคุนเดินตามเข้ามาด้วยสภาพใบหน้าบวมเป่ง ดวงตาข้างหนึ่งเขียวช้ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่จนแทบไม่เหลือภาพลักษณ์ของจ้าวตำหนัก

ยูรันหันไปทางเขา ก่อนส่ายหน้าอย่างเวทนา

“ท่านลุงช่างน่าสมเพชจริง ๆ จะคิดสิ่งใด เหตุใดต้องปล่อยให้ผู้อื่นจับได้ด้วย?”

เยวียนจ้าวคุนกัดฟันถาม

“แล้วข้าควรทำอย่างไร?”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างสงบ

“ก็ใช้ชีวิตเหมือนข้าสิ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวก็มีสตรีเดินเข้ามาหาเอง”

“……”

เหล่าหญิงสาวรอบโต๊ะพร้อมใจกันหันมาจ้องยูรัน

ยูรันสัมผัสได้ถึงสายตาทั้งหมด ทว่ากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

“เห็นหรือยัง? แค่นั่งอยู่เฉย ๆ พวกนางก็มองข้าเองแล้ว”

ฉินหลัวซือหันไปมองสามี

“เจ้าอยากลองทำตามหรือไม่?”

เยวียนจ้าวคุนรีบส่ายหน้าจนแก้มที่บวมอยู่สั่นกระเพื่อม

“ไม่! ข้าคิดว่าการมีภรรยาเพียงคนเดียวนั้นประเสริฐที่สุดแล้ว!”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นปิดบังรอยยิ้มตรงมุมปาก พลางหัวเราะอยู่ภายในใจเพียงลำพัง

[ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านลุงจะมีความคิดเช่นนี้]

[ตอนนี้ทำเป็นปฏิเสธ แต่เดี๋ยวภายหลังก็คงแอบมาขอให้ข้าสอนอยู่ดี]

[เอาเถอะ นี่สิถึงเรียกว่าเรื่องสนุก ฮี่ ๆๆๆ]

ไป๋จิ้งเหวินสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นเข้าพอดี นางจึงขยับเข้าไปกระซิบกับลู่เหยียนหนิง

“ดูเหมือนรันเอ๋อร์จะพบเรื่องสนุกเข้าแล้วนะ เหยียนหนิง”

ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองใบหน้าของลูกชาย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม รอยยิ้มเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องดีแน่”

นางหันไปกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ

“คงต้องเตือนทุกคนเอาไว้ก่อนแล้ว”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ เมื่อใดที่เขาเห็นเรื่องสนุก อีกไม่นานย่อมต้องมีใครสักคนพบกับความซวย”

สายตาของมารดาทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่เยวียนจ้าวคุนพร้อมกัน

เยวียนจ้าวคุนซึ่งกำลังนั่งประคบใบหน้าพลันรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

“เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแล้ว...”

เยวียนซิงลู่วางตะเกียบลง ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยแววตาแน่วแน่

“ท่านพี่ ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ”

นางประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง

“เมื่อคืนท่านรับปากว่าจะประลองกับข้าในเช้าวันนี้ ขอท่านพี่อย่าได้ออมมือให้กับข้า!”

ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง ทุกคนรอบโต๊ะพลันหน้าซีดเผือด

“อย่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”

เสียงร้องห้ามดังสนั่นจนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน

เยวียนซิงลู่ชะงัก ก่อนกวาดตามองทุกคนด้วยความไม่เข้าใจ

“พวกท่านเป็นอะไรกัน?”

หนานอวี้รีบคว้าแขนของนาง

“น้องหญิง เจ้าอยากประลองก็ประลองได้ แต่ห้ามพูดคำว่าอย่าออมมือเด็ดขาด!”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ใช่ หากเขาออมมือ อย่างมากเจ้าก็แค่บาดเจ็บ แต่หากเขาไม่ออมมือ พวกเราอาจต้องสร้างตำหนักเสวียนเยว่ขึ้นมาใหม่ทั้งตำหนัก”

เยวียนจ้าวคุนตบโต๊ะดังปัง

“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดประลองกันแล้วตำหนักของข้าต้องพังด้วย?!”

ไป๋หลิงหันไปตอบเขาอย่างเห็นใจ

“เพราะสามีชอบระเบิดสนามประลองเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงถานกล่าวเสริม

“แล้วปกติก็ไม่ได้ระเบิดแค่สนามด้วย”

เยวียนจ้าวคุนหันขวับไปทางยูรัน

“ข้าไม่อนุญาตให้พวกเจ้าประลองกันภายในตำหนักเด็ดขาด!”

ยูรันกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“มันจะเป็นอะไรไป ตำหนักเสวียนเยว่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ หากจะเรียกว่าเป็นสำนักแห่งหนึ่งก็ไม่ผิดนัก”

เขาหันหน้าไปทางลานประลองด้านนอก

“แถมลานประลองของท่านยังทั้งใหญ่และกว้างขวาง ไม่ใช้ก็น่าเสียดายออก”

เยวียนจ้าวคุนหนังตากระตุก

“ข้าสร้างลานประลองเอาไว้ให้ศิษย์ฝึกฝน ไม่ได้สร้างไว้ให้เจ้าระเบิดเล่น!”

ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะใช้พู่กันของอาเจ๊ต่อสู้แทนก็แล้วกัน”

เขาหันไปมองโม่ชิงเฟิง ก่อนยิ้มมุมปาก

“อาเจ๊จะได้เห็นว่าพู่กันนิมิตฝันสามารถสำแดงพลังออกมาได้มากเพียงใด บางทีหลังจากเห็นแล้ว ท่านอาจมีแรงบันดาลใจในการอ่านตำราเพิ่มขึ้น และเลิกทำตัวไร้ประโยชน์เสียที”

ฉึก!

โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอกทันที

“เจ้าจะใช้พู่กันของพี่สาวต่อสู้ หรือเพียงหาเรื่องด่าพี่สาวกันแน่?!”

ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนยื่นมือออกไปทางมารดาทั้งสามกับฉินหลัวซือ

“ไปกันเถอะ ท่านแม่ ท่านป้า เดี๋ยวข้าจูงมือพวกท่านไปเอง”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงเดินเข้าไปจับมือเขาคนละข้างทันที

เยวียนชิงเหยามองมือทั้งสองข้างซึ่งถูกจับจองไปแล้ว ก่อนขมวดคิ้ว

“แล้วแม่เล่า?”

ยูรันยกแขนขึ้นเล็กน้อย

“ท่านแม่กอดแขนข้าก็ได้”

เยวียนชิงเหยารีบกอดแขนของเขาเอาไว้โดยไม่ลังเล

ฉินหลัวซือมองภาพตรงหน้า ก่อนถามขึ้นบ้าง

“แล้วป้าต้องจับตรงไหน?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ท่านป้าจับไหล่ท่านแม่ชิงเหยาเอาไว้ก็แล้วกัน พวกเราเดินต่อกันเป็นแถว จะได้ไม่มีใครหลง”

“……”

เยวียนจ้าวคุนมองคนทั้งกลุ่ม ก่อนชี้หน้าตนเอง

“แล้วข้าเล่า?”

ยูรันหันไปทางเขา

“ท่านลุงโตถึงเพียงนี้แล้วยังต้องให้ข้าจูงอีกหรือ? เดินตามมาเองสิ”

ฉึก!

เยวียนจ้าวคุนยืนกุมหน้าอก ขณะมองหลานชายพามารดากับภรรยาของตนเดินออกจากห้องไปอย่างมีความสุข

“เหตุใดมันถึงเลือกปฏิบัติกับข้าคนเดียวตลอดเลยวะ...”

ลู่ชิงถานเดินเข้ามาตบบ่าเยวียนจ้าวคุนเบา ๆ ก่อนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ

“ท่านลุง ทำใจเสียเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นถึงบุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่ แต่นางก็ยังทอดทิ้งข้าแล้ววิ่งไปจับมือท่านพี่เลย...”

เยวียนจ้าวคุนหันมามองนาง ก่อนพบว่าหญิงสาวกำลังจ้องแผ่นหลังของลู่เหยียนหนิงด้วยแววตาเศร้าสร้อย

เสียงของลู่เหยียนหนิงดังกลับมาจากด้านหน้า

“ชิงถาน เจ้าโตแล้ว เดินเองได้!”

ฉึก!

ลู่ชิงถานยกมือกุมหน้าอก

“เห็นไหมเจ้าคะ แม้แต่หันกลับมามองข้ายังไม่ทำเลย...”

ลู่ชิงถานเดินเข้ามาตบบ่าเยวียนจ้าวคุนเบา ๆ ก่อนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ

“ท่านลุง ทำใจเสียเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับถูกท่านแม่ทอดทิ้งไปแล้ว...”

เยวียนซิงฝูซึ่งได้ยินดังนั้นพลันเบิกตากว้าง ก่อนหันไปมองเยวียนชิงเหยาซึ่งกำลังกอดแขนยูรันเดินจากไป

“อะไรนะ?!”

นางหน้าซีดลงทันที

“ปกติท่านแม่ก็แทบไม่เคยสนใจพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้พอท่านพี่กลับมา พวกเรามิถูกลืมไปอย่างสมบูรณ์เลยหรือ!”

เยวียนซิงฝูรีบคว้าแขนพี่สาวของตน

“ไม่ได้การ ข้าไปก่อนละ!”

จากนั้นนางก็ลากเยวียนซิงลู่วิ่งตามทุกคนออกไปทันที

“ท่านพี่ รอข้าด้วยเจ้าค่ะ!”

“พี่หญิงซิงลู่ เร็วเข้าาาาาาา!”

เยวียนซิงลู่ซึ่งถูกลากออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับเซไปตามแรงดึง

“ช้าก่อน! ข้าเดินเองได้ เจ้าไม่ต้องลากข้า!”

เยวียนจ้าวคุนมองคนที่ทยอยวิ่งตามยูรันออกไป ก่อนหันไปทางลู่ชิงถาน

“ดูเหมือนคนในครอบครัวของพวกเราจะมีชะตากรรมคล้ายกันนะ”

ลู่ชิงถานพยักหน้าอย่างเศร้าสร้อย

“เจ้าค่ะ พวกเราคือคนที่ถูกทอดทิ้ง...”

ไป๋หลิงเดินเข้ามาหานาง ก่อนมองเยวียนจ้าวคุนด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ

“อืม พวกเราไปกันเถอะ อย่างน้อยสามีก็ยังไม่ได้เมินพวกเราเหมือนที่เมินท่านลุง”

ลู่ชิงถานหันไปมองเยวียนจ้าวคุนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา

“จริงด้วยเจ้าค่ะ ท่านลุงน่าสงสารกว่าพวกเรามาก”

หญิงสาวทั้งสองถอนหายใจพร้อมกัน ก่อนเดินตามยูรันออกไป ทิ้งให้เยวียนจ้าวคุนยืนอยู่กลางห้องตามลำพัง

“เดี๋ยวก่อน!”

เขาชี้ตามหลังทั้งสองด้วยใบหน้าบวมเป่ง

“เมื่อครู่พวกเจ้ายังบอกว่าพวกเราเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งเหมือนกันอยู่เลยมิใช่หรือ?!”

ไม่มีใครหันกลับมาตอบเขาแม้แต่คนเดียว

“สุดท้ายข้าก็ถูกทอดทิ้งอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือวะ...”