ตอนที่ 385
เยวียนจ้าวคุนนั่งมองหลานชายซึ่งมีเหล่าสตรีงดงามรายล้อมอยู่เต็มโต๊ะ ก่อนเหลือบไปทางหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังซบไหล่ยูรันอย่างเป็นธรรมชาติ
มุมปากของเขากระตุกไม่หยุด
[บัดซบ! เหตุใดหลานชายของข้าจึงมีภรรยามากมายถึงเพียงนี้?!]
[แม้แต่หลิงเยวี่ยผู้เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งหมื่นปียังถูกพิชิตไปแล้ว!]
ดวงตาของเยวียนจ้าวคุนค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นมา ราวกับเพิ่งค้นพบเส้นทางแห่งมรรคาเส้นใหม่
[ไม่ได้การ ข้าต้องเกาะขาใหญ่ของหลานชายคนนี้เอาไว้ให้แน่น แล้วขอให้มันถ่ายทอดเคล็ดลับให้ข้าบ้าง!]
[บางทีชีวิตต่อจากนี้ของข้าอาจไม่ต้องถูกภรรยากดขี่อีกต่อไป!]
ยูรันซึ่งยังคงหลับตาอยู่พลันหันหน้ามาทางเขา
“ท่านลุง เลิกมองข้าด้วยความคิดน่าขนลุกเช่นนั้นเสียที”
เยวียนจ้าวคุนสะดุ้งเฮือก
“เจ้าตาบอดอยู่ไม่ใช่หรือ?! รู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังมอง!”
“ข้าแค่ตาบอด ไม่ได้แปลว่าโง่”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“อีกอย่าง หากท่านกำลังคิดจะให้ข้าสอนวิธีหาภรรยา เลิกคิดเสียเถอะ จากสภาพของท่าน ต่อให้ข้าสอนก็คงไม่มีประโยชน์”
ฉึก!
เยวียนจ้าวคุนยกมือกุมหน้าอกทันที
[ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย เหตุใดมันถึงแทงใจดำข้าได้แม่นยำถึงเพียงนี้!]
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินหลัวซือค่อย ๆ แข็งค้าง
“หืม?”
นางหันไปมองสามีช้า ๆ ดวงตาหรี่ลงอย่างอันตราย
“อยากหาภรรยาเพิ่มอย่างนั้นหรือ?”
เยวียนจ้าวคุนตัวแข็งทื่อ ก่อนรีบโบกมือปฏิเสธอย่างลนลาน
“ไม่ใช่! ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย!”
ฉินหลัวซือลุกขึ้น ก่อนเดินตรงเข้าไปหาเขาทีละก้าว
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากให้หลานชายสอนวิชาหาภรรยาให้?”
“ข้าเพียงคิดว่าหลานชายมีความสามารถ อยากขอคำชี้แนะเรื่องการใช้ชีวิตเท่านั้น!”
ฉินหลัวซือลุกขึ้น ก่อนเดินตรงเข้าไปหาเยวียนจ้าวคุนทีละก้าว
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากให้หลานชายสอนวิชาหาภรรยาให้?”
เยวียนจ้าวคุนรีบอธิบาย
“ข้าเพียงคิดว่าหลานชายมีความสามารถ จึงอยากขอคำชี้แนะเรื่องการใช้ชีวิตเท่านั้น!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ต่างกันตรงไหน?”
เยวียนจ้าวคุนหันขวับมามองเขา
“เจ้าอยู่ฝ่ายใครกันแน่?!”
ฉินหลัวซือยื่นมือไปคว้าหูของสามี ก่อนบิดอย่างไม่ปรานี
“ดูเหมือนพวกเราจะต้องออกไปพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิตกันตามลำพังเสียหน่อยแล้ว”
“โอ๊ย! หลัวซือ ฟังข้าอธิบายก่อน!”
เยวียนจ้าวคุนถูกลากออกจากห้องไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
ยูรันกลับไปนั่งลงที่เดิม ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“ทุกคน ไว้อาลัยให้ตาแก่หนึ่งลมหายใจกันหน่อยนะ”
ทุกคนพยักหน้า ก่อนก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียงกัน
หนึ่งลมหายใจผ่านไป
ตุบ! ตับ! โครม!
“โอ๊ย! ข้าผิดไปแล้ว!”
เสียงทุบตีและเสียงร้องโหยหวนดังลอดเข้ามาจากด้านนอกอย่างต่อเนื่อง
เสียงทุบตีและเสียงร้องโหยหวนดังลอดเข้ามาจากด้านนอกอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง
ฉินหลัวซือเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าสดชื่น ก่อนนั่งลงรับประทานอาหารต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนเยวียนจ้าวคุนเดินตามเข้ามาด้วยสภาพใบหน้าบวมเป่ง ดวงตาข้างหนึ่งเขียวช้ำ เสื้อผ้ายับยู่ยี่จนแทบไม่เหลือภาพลักษณ์ของจ้าวตำหนัก
ยูรันหันไปทางเขา ก่อนส่ายหน้าอย่างเวทนา
“ท่านลุงช่างน่าสมเพชจริง ๆ จะคิดสิ่งใด เหตุใดต้องปล่อยให้ผู้อื่นจับได้ด้วย?”
เยวียนจ้าวคุนกัดฟันถาม
“แล้วข้าควรทำอย่างไร?”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างสงบ
“ก็ใช้ชีวิตเหมือนข้าสิ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวก็มีสตรีเดินเข้ามาหาเอง”
“……”
เหล่าหญิงสาวรอบโต๊ะพร้อมใจกันหันมาจ้องยูรัน
ยูรันสัมผัสได้ถึงสายตาทั้งหมด ทว่ากลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“เห็นหรือยัง? แค่นั่งอยู่เฉย ๆ พวกนางก็มองข้าเองแล้ว”
ฉินหลัวซือหันไปมองสามี
“เจ้าอยากลองทำตามหรือไม่?”
เยวียนจ้าวคุนรีบส่ายหน้าจนแก้มที่บวมอยู่สั่นกระเพื่อม
“ไม่! ข้าคิดว่าการมีภรรยาเพียงคนเดียวนั้นประเสริฐที่สุดแล้ว!”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นปิดบังรอยยิ้มตรงมุมปาก พลางหัวเราะอยู่ภายในใจเพียงลำพัง
[ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านลุงจะมีความคิดเช่นนี้]
[ตอนนี้ทำเป็นปฏิเสธ แต่เดี๋ยวภายหลังก็คงแอบมาขอให้ข้าสอนอยู่ดี]
[เอาเถอะ นี่สิถึงเรียกว่าเรื่องสนุก ฮี่ ๆๆๆ]
ไป๋จิ้งเหวินสังเกตเห็นรอยยิ้มนั้นเข้าพอดี นางจึงขยับเข้าไปกระซิบกับลู่เหยียนหนิง
“ดูเหมือนรันเอ๋อร์จะพบเรื่องสนุกเข้าแล้วนะ เหยียนหนิง”
ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองใบหน้าของลูกชาย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม รอยยิ้มเช่นนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องดีแน่”
นางหันไปกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ
“คงต้องเตือนทุกคนเอาไว้ก่อนแล้ว”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ เมื่อใดที่เขาเห็นเรื่องสนุก อีกไม่นานย่อมต้องมีใครสักคนพบกับความซวย”
สายตาของมารดาทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่เยวียนจ้าวคุนพร้อมกัน
เยวียนจ้าวคุนซึ่งกำลังนั่งประคบใบหน้าพลันรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแล้ว...”
เยวียนซิงลู่วางตะเกียบลง ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยแววตาแน่วแน่
“ท่านพี่ ได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ”
นางประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง
“เมื่อคืนท่านรับปากว่าจะประลองกับข้าในเช้าวันนี้ ขอท่านพี่อย่าได้ออมมือให้กับข้า!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของนาง ทุกคนรอบโต๊ะพลันหน้าซีดเผือด
“อย่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”
เสียงร้องห้ามดังสนั่นจนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน
เยวียนซิงลู่ชะงัก ก่อนกวาดตามองทุกคนด้วยความไม่เข้าใจ
“พวกท่านเป็นอะไรกัน?”
หนานอวี้รีบคว้าแขนของนาง
“น้องหญิง เจ้าอยากประลองก็ประลองได้ แต่ห้ามพูดคำว่าอย่าออมมือเด็ดขาด!”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่ หากเขาออมมือ อย่างมากเจ้าก็แค่บาดเจ็บ แต่หากเขาไม่ออมมือ พวกเราอาจต้องสร้างตำหนักเสวียนเยว่ขึ้นมาใหม่ทั้งตำหนัก”
เยวียนจ้าวคุนตบโต๊ะดังปัง
“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดประลองกันแล้วตำหนักของข้าต้องพังด้วย?!”
ไป๋หลิงหันไปตอบเขาอย่างเห็นใจ
“เพราะสามีชอบระเบิดสนามประลองเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงถานกล่าวเสริม
“แล้วปกติก็ไม่ได้ระเบิดแค่สนามด้วย”
เยวียนจ้าวคุนหันขวับไปทางยูรัน
“ข้าไม่อนุญาตให้พวกเจ้าประลองกันภายในตำหนักเด็ดขาด!”
ยูรันกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“มันจะเป็นอะไรไป ตำหนักเสวียนเยว่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ หากจะเรียกว่าเป็นสำนักแห่งหนึ่งก็ไม่ผิดนัก”
เขาหันหน้าไปทางลานประลองด้านนอก
“แถมลานประลองของท่านยังทั้งใหญ่และกว้างขวาง ไม่ใช้ก็น่าเสียดายออก”
เยวียนจ้าวคุนหนังตากระตุก
“ข้าสร้างลานประลองเอาไว้ให้ศิษย์ฝึกฝน ไม่ได้สร้างไว้ให้เจ้าระเบิดเล่น!”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะใช้พู่กันของอาเจ๊ต่อสู้แทนก็แล้วกัน”
เขาหันไปมองโม่ชิงเฟิง ก่อนยิ้มมุมปาก
“อาเจ๊จะได้เห็นว่าพู่กันนิมิตฝันสามารถสำแดงพลังออกมาได้มากเพียงใด บางทีหลังจากเห็นแล้ว ท่านอาจมีแรงบันดาลใจในการอ่านตำราเพิ่มขึ้น และเลิกทำตัวไร้ประโยชน์เสียที”
ฉึก!
โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าอกทันที
“เจ้าจะใช้พู่กันของพี่สาวต่อสู้ หรือเพียงหาเรื่องด่าพี่สาวกันแน่?!”
ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนยื่นมือออกไปทางมารดาทั้งสามกับฉินหลัวซือ
“ไปกันเถอะ ท่านแม่ ท่านป้า เดี๋ยวข้าจูงมือพวกท่านไปเอง”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงเดินเข้าไปจับมือเขาคนละข้างทันที
เยวียนชิงเหยามองมือทั้งสองข้างซึ่งถูกจับจองไปแล้ว ก่อนขมวดคิ้ว
“แล้วแม่เล่า?”
ยูรันยกแขนขึ้นเล็กน้อย
“ท่านแม่กอดแขนข้าก็ได้”
เยวียนชิงเหยารีบกอดแขนของเขาเอาไว้โดยไม่ลังเล
ฉินหลัวซือมองภาพตรงหน้า ก่อนถามขึ้นบ้าง
“แล้วป้าต้องจับตรงไหน?”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม ท่านป้าจับไหล่ท่านแม่ชิงเหยาเอาไว้ก็แล้วกัน พวกเราเดินต่อกันเป็นแถว จะได้ไม่มีใครหลง”
“……”
เยวียนจ้าวคุนมองคนทั้งกลุ่ม ก่อนชี้หน้าตนเอง
“แล้วข้าเล่า?”
ยูรันหันไปทางเขา
“ท่านลุงโตถึงเพียงนี้แล้วยังต้องให้ข้าจูงอีกหรือ? เดินตามมาเองสิ”
ฉึก!
เยวียนจ้าวคุนยืนกุมหน้าอก ขณะมองหลานชายพามารดากับภรรยาของตนเดินออกจากห้องไปอย่างมีความสุข
“เหตุใดมันถึงเลือกปฏิบัติกับข้าคนเดียวตลอดเลยวะ...”
ลู่ชิงถานเดินเข้ามาตบบ่าเยวียนจ้าวคุนเบา ๆ ก่อนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ท่านลุง ทำใจเสียเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นถึงบุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่ แต่นางก็ยังทอดทิ้งข้าแล้ววิ่งไปจับมือท่านพี่เลย...”
เยวียนจ้าวคุนหันมามองนาง ก่อนพบว่าหญิงสาวกำลังจ้องแผ่นหลังของลู่เหยียนหนิงด้วยแววตาเศร้าสร้อย
เสียงของลู่เหยียนหนิงดังกลับมาจากด้านหน้า
“ชิงถาน เจ้าโตแล้ว เดินเองได้!”
ฉึก!
ลู่ชิงถานยกมือกุมหน้าอก
“เห็นไหมเจ้าคะ แม้แต่หันกลับมามองข้ายังไม่ทำเลย...”
ลู่ชิงถานเดินเข้ามาตบบ่าเยวียนจ้าวคุนเบา ๆ ก่อนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ท่านลุง ทำใจเสียเถอะเจ้าค่ะ ข้าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของท่านแม่แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับถูกท่านแม่ทอดทิ้งไปแล้ว...”
เยวียนซิงฝูซึ่งได้ยินดังนั้นพลันเบิกตากว้าง ก่อนหันไปมองเยวียนชิงเหยาซึ่งกำลังกอดแขนยูรันเดินจากไป
“อะไรนะ?!”
นางหน้าซีดลงทันที
“ปกติท่านแม่ก็แทบไม่เคยสนใจพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้พอท่านพี่กลับมา พวกเรามิถูกลืมไปอย่างสมบูรณ์เลยหรือ!”
เยวียนซิงฝูรีบคว้าแขนพี่สาวของตน
“ไม่ได้การ ข้าไปก่อนละ!”
จากนั้นนางก็ลากเยวียนซิงลู่วิ่งตามทุกคนออกไปทันที
“ท่านพี่ รอข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
“พี่หญิงซิงลู่ เร็วเข้าาาาาาา!”
เยวียนซิงลู่ซึ่งถูกลากออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับเซไปตามแรงดึง
“ช้าก่อน! ข้าเดินเองได้ เจ้าไม่ต้องลากข้า!”
เยวียนจ้าวคุนมองคนที่ทยอยวิ่งตามยูรันออกไป ก่อนหันไปทางลู่ชิงถาน
“ดูเหมือนคนในครอบครัวของพวกเราจะมีชะตากรรมคล้ายกันนะ”
ลู่ชิงถานพยักหน้าอย่างเศร้าสร้อย
“เจ้าค่ะ พวกเราคือคนที่ถูกทอดทิ้ง...”
ไป๋หลิงเดินเข้ามาหานาง ก่อนมองเยวียนจ้าวคุนด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
“อืม พวกเราไปกันเถอะ อย่างน้อยสามีก็ยังไม่ได้เมินพวกเราเหมือนที่เมินท่านลุง”
ลู่ชิงถานหันไปมองเยวียนจ้าวคุนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ท่านลุงน่าสงสารกว่าพวกเรามาก”
หญิงสาวทั้งสองถอนหายใจพร้อมกัน ก่อนเดินตามยูรันออกไป ทิ้งให้เยวียนจ้าวคุนยืนอยู่กลางห้องตามลำพัง
“เดี๋ยวก่อน!”
เขาชี้ตามหลังทั้งสองด้วยใบหน้าบวมเป่ง
“เมื่อครู่พวกเจ้ายังบอกว่าพวกเราเป็นคนที่ถูกทอดทิ้งเหมือนกันอยู่เลยมิใช่หรือ?!”
ไม่มีใครหันกลับมาตอบเขาแม้แต่คนเดียว
“สุดท้ายข้าก็ถูกทอดทิ้งอยู่คนเดียวจริง ๆ หรือวะ...”