คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 386 แต่เป็นอีกฝ่ายต่างหาก7,907 ตัวอักษร

ตอนที่ 386 แต่เป็นอีกฝ่ายต่างหาก

วันนี้ลานประลองของตำหนักเสวียนเยว่มีผู้คนมารวมตัวกันแน่นขนัดเป็นพิเศษ

ข่าวการกลับมาของบุตรชายคนโตซึ่งหายสาบสูญไปกว่ายี่สิบปีของเยวียนชิงเหยาแพร่กระจายไปทั่วตำหนักตั้งแต่เมื่อคืน ยิ่งได้ยินว่าเช้าวันนี้เขาจะประลองกับเยวียนซิงลู่ บุตรสาวคนโตของนาง ผู้คนยิ่งพากันหลั่งไหลมารอชมเรื่องสนุก

ฝ่ายหนึ่งคือเยวียนซิงลู่ ผู้มีตบะครึ่งก้าวสู่แปลงเทพ

ส่วนอีกฝ่ายคือบุตรชายคนโตที่เพิ่งกลับมา ซึ่งทุกคนสัมผัสได้ว่ามีตบะเพียงแก่นทองคำขั้นกลางเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองมากจนแทบไม่อาจเรียกว่าการประลองได้

ท่ามกลางฝูงชน กลุ่มที่กระตือรือร้นมากที่สุดย่อมเป็นเหล่าญาติจากสายรองของตระกูลเยวียน

เยวียนจิ้งไห่ ผู้นำสายรองที่สองและลูกพี่ลูกน้องของเยวียนจ้าวคุน นั่งอยู่แถวหน้าพร้อมบุตรชายของตน เยวียนเหวินเจ๋อ

ถัดไปไม่ไกลคือเยวียนจิ้งซาน ผู้นำสายรองที่สาม ซึ่งพาเยวียนหลิงซวง บุตรสาวผู้มีชื่อเสียงด้านพรสวรรค์มาด้วย

เยวียนเหวินเจ๋อมองลานประลองซึ่งยังว่างเปล่า ก่อนเอ่ยถามบิดา

“ท่านพ่อ ข่าวนี้เชื่อถือได้จริงหรือ? ลูกชายของท่านอาหญิงชิงเหยายังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังกลับมาในสภาพแก่นทองคำขั้นกลาง?”

เยวียนจิ้งไห่ลูบเคราพลางพยักหน้า

“เมื่อคืนมีคนพบเห็นเขาด้วยตาตนเอง ทั้งชิงเหยาและจ้าวตำหนักยังยอมรับฐานะของเขาแล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่ผิดพลาด”

เยวียนหลิงซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แต่แก่นทองคำขั้นกลางคิดประลองกับครึ่งก้าวสู่แปลงเทพ ต่อให้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนกระบวนท่า ความแตกต่างก็มากเกินไปหรือไม่?”

เยวียนจิ้งซานหัวเราะเบา ๆ

“เพราะเหตุนี้ทุกคนจึงมารอดูอย่างไรเล่า บางทีคุณชายใหญ่ผู้นี้อาจมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ก็ได้”

แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่สายตาของคนจากสายรองแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความสงสัย บ้างอยากเห็นความสามารถของทายาทที่เพิ่งกลับมา บ้างรอชมเขาขายหน้า และบางคนกำลังคำนวณว่าการกลับมาของบุตรชายคนโตจะส่งผลต่อสถานะภายในตระกูลอย่างไร

ไม่นานนัก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้าสู่ลานประลอง

“พวกเขามาแล้ว!”

ผู้คนทั้งหมดหันไปมองพร้อมกันทันที

ไม่นานนัก ร่างของคนทั้งห้าก็ปรากฏขึ้นตรงทางเข้าสู่ลานประลอง

ยูรันเดินอยู่ตรงกลาง โดยมีไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงจับมืออยู่คนละข้าง เยวียนชิงเหยากอดแขนของเขาแน่น ส่วนฉินหลัวซือเดินตามอยู่ด้านข้างไม่ห่าง

ทั้งห้าคนเดินตรงไปยังที่นั่งแถวหน้า ก่อนนั่งลงท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน

เมื่อเยวียนเหวินเจ๋อมองเห็นดวงตาที่ปิดสนิทของยูรัน รวมถึงหญิงสาวหลายคนซึ่งต้องคอยจับมือและประคองเขา มุมปากก็พลันยกขึ้นอย่างดูแคลน

[ที่แท้คุณชายใหญ่ซึ่งหายตัวไปยี่สิบปีก็เป็นเพียงคนตาบอด]

[แค่เดินยังต้องให้ท่านอาชิงเหยา ฮูหยินจ้าวตำหนัก และสตรีอีกสองคนคอยจูงมือ ช่างน่าสมเพชสิ้นดี]

เยวียนเหวินเจ๋อหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ฮ่า ๆๆๆ ขยะเช่นนี้ยังกล้าประลองกับซิงลู่อีกหรือ?”

แม้เสียงของเขาจะไม่ดังมาก แต่ผู้ฝึกตนซึ่งนั่งอยู่บริเวณใกล้เคียงต่างได้ยินอย่างชัดเจน

ส่วนยูรันยังคงนั่งอย่างสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้นแม้แต่น้อย

ไม่นานหลังจากนั้น คนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็ทยอยเดินเข้าสู่ลานประลอง

หญิงสาวแต่ละคนล้วนมีรูปลักษณ์งดงามแตกต่างกันออกไป ทั้งยังแผ่บรรยากาศไม่ธรรมดา เพียงปรากฏตัวก็สามารถดึงดูดสายตาของผู้คนทั่วทั้งลานได้ทันที

เยวียนเหวินเจ๋อมองจนดวงตาแทบถลน ก่อนรีบสะกิดแขนบิดา

“โอ้ ๆ ท่านพ่อ ดูนั่นสิ! สาวงามเต็มไปหมดเลย!”

สายตาของเขาไล่มองหญิงสาวแต่ละคนอย่างไม่คิดปิดบัง

“อย่าบอกนะว่าพวกนางมากับไอ้ขยะตาบอดนั่น?”

เยวียนจิ้งไห่ขมวดคิ้ว ก่อนเตือนเสียงต่ำ

“เหวินเจ๋อ ระวังคำพูดของเจ้าด้วย ที่นี่มีจ้าวตำหนักกับชิงเหยาอยู่”

ทว่ายูรันกลับยกมือขึ้นแคะหู ก่อนเอียงศีรษะไปทางต้นเสียงเล็กน้อย

“อืม คันหูจริง ๆ”

มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

“เหมือนจะมีใครบางคนกำลังพยายามหาเรื่องข้าอยู่”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงหันมองหน้ากัน ก่อนถอนหายใจพร้อมกัน

ยูรันยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย

“บางทีวันนี้อาจมีเรื่องสนุกให้ทำเพิ่มก็ได้”

มู่เสวี่ยหนิงมองรอยยิ้มบนใบหน้าของยูรัน ก่อนหันไปกล่าวกับทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราไว้อาลัยล่วงหน้าให้แก่คนที่กำลังคิดหาเรื่องท่านพี่ดีไหมเจ้าคะ?”

ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องคิด

“อืม เห็นด้วย”

จากนั้นหญิงสาวทั้งกลุ่มก็หยุดเดิน ก่อนก้มศีรษะไว้อาลัยอย่างพร้อมเพรียงกันหนึ่งลมหายใจ

ผู้คนทั่วลานประลองมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง

เยวียนเหวินเจ๋อขมวดคิ้ว

“พวกนางกำลังไว้อาลัยให้ใครกัน?”

เยวียนจิ้งไห่ไม่ตอบ เพียงรู้สึกว่าลางสังหรณ์ไม่ดีภายในใจเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อครบหนึ่งลมหายใจ ทุกคนจึงเงยหน้าขึ้น

เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ

“หวังว่าเขาจะจากไปอย่างสงบนะ”

หญิงสาวทั้งกลุ่มเดินมานั่งลงบริเวณใกล้กับยูรัน

ทว่ายังไม่ทันที่พวกนางจะนั่งกันเรียบร้อย เยวียนหลิงซวงก็สังเกตเห็นว่าเยวียนเหวินเจ๋อยังคงจ้องมองเหล่าสตรีเหล่านั้นตาไม่กะพริบ

นางส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ

“หึ! ข้าเองก็งดงามไม่แพ้พวกนาง แล้วข้ากับพวกนางแตกต่างกันตรงไหน?”

“……”

เยวียนเหวินเจ๋อชะงัก ก่อนหันกลับมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“เอ่อ...”

เยวียนหลิงซวงหรี่ตาลง

“เอ่ออะไร?”

เหงื่อเย็นค่อย ๆ ไหลลงมาตามขมับของเยวียนเหวินเจ๋อ

“ข้ากำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรไม่ให้เจ้าทำร้ายข้าอยู่”

“หมายความว่าหากพูดตามความจริง ข้าจะต้องทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

“เอ่อ...”

เยวียนหลิงซวงกำหมัดแน่น จนเสียงข้อนิ้วดังกร๊อบ

เยวียนเหวินเจ๋อยังคงรู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นผู้คนทั้งหมดให้ความสนใจยูรัน เขาจึงส่งเสียงขึ้นจมูก ก่อนลุกขึ้นยืน

“หึ! ก็แค่การประลองเท่านั้น”

เขามองไปทางยูรันด้วยสายตาดูแคลน

“ข้าประลองแทนเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ซิงลู่ของข้าลดตัวลงไปประลองกับคนตาบอดเช่นนี้หรอก”

เยวียนซิงลู่ซึ่งกำลังยืนเตรียมตัวอยู่ข้างลานประลองพลันหันขวับมามอง

“ใครเป็นของเจ้า?”

ทว่าเยวียนเหวินเจ๋อแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนกระโดดลงจากที่นั่งและเดินตรงไปยังลานประลองอย่างองอาจ

ผู้คนโดยรอบต่างหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยความสนใจ

เมื่อเห็นว่ามีใครบางคนกำลังเดินเข้าหายูรัน โม่ชิงเฟิงก็ถอนหายใจยาว ก่อนส่ายหน้าอย่างเวทนา

“อ่า...ดูเหมือนวันนี้จะมีคนพิการเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้วสินะ”

เฟิงซูหลานพยักหน้าเห็นด้วย

“อย่างน้อยก็ยังเลือกได้ว่าจะเสียแขนหรือเสียขา”

เหอหว่านชิงเหลือบมองรอยยิ้มตรงมุมปากของยูรัน

“จากสีหน้าของสามี ข้าว่าอาจเสียทั้งสองอย่าง”

มู่เสวี่ยหนิงประสานมือไว้ตรงหน้า ก่อนก้มศีรษะลงเล็กน้อย

“พวกเราเพิ่งไว้อาลัยให้เขาไปแล้ว ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองเรียบร้อยเจ้าค่ะ”

เยวียนเหวินเจ๋อเดินตรงเข้าสู่ลานประลอง ก่อนหยุดอยู่เบื้องหน้าเยวียนจ้าวคุน เยวียนชิงเหยา และฉินหลัวซือ

เขาประสานมือคารวะทั้งสามตามลำดับ

“คารวะท่านลุงจ้าวตำหนัก คารวะท่านอาชิงเหยา และท่านป้าหลัวซือขอรับ”

เยวียนจ้าวคุนขมวดคิ้ว

“เหวินเจ๋อ เจ้าลงมาทำอะไร?”

เยวียนเหวินเจ๋อไม่ตอบในทันที เขาหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับยูรัน ก่อนชักกระบี่ออกจากฝัก

ชิ้ง!

เสียงกระบี่ดังกังวานไปทั่วลานประลอง

เยวียนเหวินเจ๋อชูกระบี่ขึ้น ก่อนประกาศเสียงดังด้วยท่าทางองอาจ

“ข้า เยวียนเหวินเจ๋อ บุตรชายคนโตแห่งสายรองที่สองของตระกูลเยวียน ปัจจุบันมีตบะแก่นทองคำขั้นสูง!”

เขาชี้ปลายกระบี่ไปทางยูรัน

“วันนี้ข้าขอท้าประลองกับคนตาบอดซึ่งแอบอ้างตนเป็นบุตรชายคนโตของท่านอาชิงเหยา!”

สิ้นเสียงประกาศ ทั่วทั้งลานประลองพลันเงียบกริบ

ใบหน้าของเยวียนชิงเหยาเย็นเยียบลงในทันที ขณะที่ฉินหลัวซือหรี่ตามองชายหนุ่มกลางลานอย่างไม่พอใจ

แม้แต่เยวียนจิ้งไห่ซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มสายรองก็ยังหน้าซีดเผือด

“ไอ้ลูกโง่! เจ้าพูดอะไรออกไป!”

เซี่ยหลานอิงมองเยวียนเหวินเจ๋ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม...พิการของแท้”

ลู่ชิงถานหันมาถามอย่างสงสัย

“แต่ตอนนี้แขนขาของเขายังอยู่ครบมิใช่หรือเจ้าคะ?”

เซี่ยหลานอิงส่ายหน้า

“ข้าไม่ได้หมายถึงร่างกาย”

นางยกนิ้วขึ้นชี้ศีรษะของตนเอง

“ข้าหมายถึงตรงนี้”

เยวียนเหวินเจ๋อกระชับกระบี่ในมือ ก่อนชี้ปลายกระบี่ไปทางเหล่าสตรีซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังยูรัน

“และข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเองว่า คนตาบอดอย่างแกไม่คู่ควรกับสตรีเหล่านี้!”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนหันไปทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“อืม ผู้อาวุโสเฟิง ผู้อาวุโสเหอ เดิมพันของเรายังมีผลอยู่นะ”

ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองพลันแข็งค้าง

ยูรันยกมือขึ้นแคะหู ก่อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“สุดท้ายก็มีคนพูดประโยคแบบนี้กับข้าจริง ๆ แถมยังเกิดขึ้นถึงสองครั้งภายในสองวันติดต่อกันอีกต่างหาก”

เฟิงซูหลานกัดฟันกรอด

“เหตุใดคนโง่เช่นนี้ต้องโผล่มาตอนที่พี่สาวเดิมพันด้วยทุกครั้ง!”

เหอหว่านชิงถอนหายใจยาว

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเดิมพันกับเขาไม่มีทางจบดี...”

อีกด้านหนึ่ง เยวียนชิงเหยาขมวดคิ้วแน่น พลังภายในร่างเริ่มปั่นป่วน เมื่อได้ยินคนจากสายรองดูหมิ่นบุตรชายของนางต่อหน้าผู้คนมากมาย

ไป๋จิ้งเหวินเห็นดังนั้นจึงยื่นมือไปกุมมือนางเอาไว้

“ใจเย็นก่อน ชิงเหยา”

“แต่มันกำลังดูหมิ่นลูกชายของข้า”

ไป๋จิ้งเหวินยิ้มบาง ๆ ก่อนพานางกลับไปนั่งลง

“ลองดูเสียก่อนว่าลูกชายของเจ้าจะจัดการอย่างไร คิดเสียว่าพวกเรากำลังนั่งดูละครสนุกสักเรื่องเถอะ”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“อืม คนที่เจ้าควรเป็นห่วงในตอนนี้ไม่ใช่รันเอ๋อร์หรอก”

สายตาของมารดาทั้งสองเคลื่อนไปหยุดอยู่ที่เยวียนเหวินเจ๋อพร้อมกัน

“แต่เป็นอีกฝ่ายต่างหาก”