คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 388 ข้าไม่อยากโดนสายฟ้าต่างหาก7,253 ตัวอักษร

ตอนที่ 388 ข้าไม่อยากโดนสายฟ้าต่างหาก

มังกรทั้งสามส่งเสียงคำราม ก่อนทะยานออกจากภาพวาดพร้อมกัน

โฮกกกกกกก!

ตัวแรกพุ่งเข้าหาเยวียนเหวินเจ๋อจากด้านหน้า ส่วนอีกสองตัวแยกออกไปโอบล้อมจากซ้ายและขวา ปิดทางหลบหนีของเขาเอาไว้อย่างสมบูรณ์

เยวียนเหวินเจ๋อกัดฟัน ก่อนเหวี่ยงกระบี่ออกไปเต็มกำลัง

“กระบี่หมื่นดารา!”

ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าหามังกรตัวแรก ทว่ามันเพียงบิดเอวกลางอากาศ ร่างอันมหึมากลับเลื้อยหลบคมกระบี่ทั้งหมดได้อย่างพริ้วไหวจนน่าเหลือเชื่อ

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

ไม่มีการโจมตีใดสัมผัสเกล็ดของมันได้แม้แต่ครั้งเดียว

เยวียนเหวินเจ๋อรีบหมุนตัว ก่อนฟันกระบี่ใส่มังกรอีกสองตัวซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง

มังกรตัวที่สองเอียงศีรษะหลบ ส่วนตัวที่สามม้วนร่างกลางอากาศอย่างงดงาม ปราณกระบี่พุ่งผ่านช่องว่างระหว่างลำตัวของพวกมันไปทั้งหมด

“เป็นไปไม่ได้!”

เยวียนเหวินเจ๋อกระหน่ำโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามังกรทั้งสามกลับเลื้อยหลบไปมารอบตัวเขาอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายอันใหญ่โตพลิ้วไหวราวกับเส้นหมึกบนปลายพู่กัน

ไม่ว่าเขาจะฟัน แทง หรือปล่อยปราณกระบี่ออกไปมากเพียงใด ทุกการโจมตีก็พลาดเป้าทั้งหมด

ผู้ชมทั่วทั้งลานประลองมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“มังกรตัวใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงหลบได้พริ้วขนาดนี้?!”

“ไม่ใช่เพียงพลังของภาพวาดแล้ว ผู้ควบคุมต้องคำนวณการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าด้วย!”

โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง

“พู่กันของข้าทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ?”

หนานอวี้ตบบ่านางเบา ๆ

“พู่กันทำได้”

นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวตามความจริง

“แต่เจ้าทำไม่ได้”

ฉึก!

ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง มังกรทั้งสามยังคงเลื้อยวนรอบเยวียนเหวินเจ๋อ ราวกับกำลังหยอกล้อกับเหยื่อซึ่งไม่มีทางหลบหนี

มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

มังกรตัวหนึ่งพลันสะบัดหางออกไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ตู้มมมมม!

หางมังกรฟาดเข้าใส่เยวียนเหวินเจ๋อเต็มแรง ร่างของเขากระเด็นออกจากลานประลองราวกับลูกธนู ก่อนกระแทกลงกับพื้นด้านนอกอย่างรุนแรง

“อั่ก!”

เยวียนเหวินเจ๋อกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ กระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือ ส่วนร่างกายนอนแน่นิ่งจนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก

ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบ

ยูรันสะบัดพู่กันเบา ๆ

วูบ!

มังกรทั้งสามสลายกลับเป็นหยดหมึก ก่อนภาพขุนเขาและสายน้ำทั้งหมดจะหดตัวลงและไหลกลับเข้าสู่ปลายพู่กันในพริบตา

เขาถอนหายใจยาว ก่อนหันไปทางโม่ชิงเฟิง

“เฮ้อออออ...เท่านี้พอจะเป็นแรงบันดาลใจให้อาเจ๊ตั้งใจอ่านตำราได้หรือยัง หืม?”

โม่ชิงเฟิงจ้องพู่กันในมือเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนลุกพรวดขึ้น

“ได้!”

นางชี้ไปยังจุดที่มังกรทั้งสามเพิ่งหายไป

“พี่สาวจะทำให้ได้แบบนั้น! ไม่สิ พี่สาวจะวาดมังกรออกมาสิบตัวเลยคอยดู!”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม ในที่สุดคนไร้ประโยชน์ก็เริ่มมีแรงบันดาลใจขึ้นมาบ้างแล้ว”

“เหตุใดต้องด่าพี่สาวปิดท้ายด้วย!”

มู่เสวี่ยหนิงพลันยกมือขึ้น ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านพี่เจ้าคะ รอบนี้ท่านจะเอาส่วนใดของร่างกายเขาไปหรือเจ้าคะ?”

สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งลานประลองพลันเงียบกริบ

เหล่าศิษย์ของตำหนักเสวียนเยว่ค่อย ๆ หันไปมองเยวียนเหวินเจ๋อซึ่งกำลังนอนกระอักเลือดอยู่ด้านนอกลาน ก่อนเลื่อนสายตากลับมามองยูรันพร้อมกัน

เยวียนจิ้งไห่ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“เดี๋ยวก่อน! นี่เป็นเพียงการประลอง เหตุใดต้องเอาส่วนใดของร่างกายเขาไปด้วย?!”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

“ปกติคนที่เข้ามาหาเรื่องท่านพี่จะต้องเสียอะไรกลับไปสักอย่างเจ้าค่ะ”

เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วย

“หากโชคดีก็แค่ลิ้น หู หรือจมูก”

หลานชิงอวี้กล่าวเสริมอย่างนุ่มนวล

“แต่หากโชคร้ายหน่อยก็อาจเป็นแขน ขา หรือตบะเจ้าค่ะ”

สีหน้าของผู้คนจากสายรองพลันซีดเผือดลงพร้อมกัน

ยูรันยกมือขึ้นลูบคาง ก่อนหันไปทางร่างของเยวียนเหวินเจ๋ออย่างใช้ความคิด

“อืม จริงด้วย รอบนี้ข้ายังไม่ได้คิดเลยว่าจะเอาส่วนใดของมันไปดี”

เยวียนจิ้งไห่รีบกระโดดลงจากที่นั่ง ก่อนวิ่งไปยืนขวางหน้าบุตรชายของตน

“ไม่ได้! เจ้าเอาไปไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว!”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ก็นั่นน่ะสิ ข้าไม่ได้คิดจะเอาอะไรไปจากเขาสักหน่อย”

“……”

ทุกคนรอบลานประลองชะงักค้าง

ยูรันหมุนพู่กันในมือ ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ

“การประลองครั้งนี้ไม่ได้มีเดิมพันกันนี่ ข้าเองก็ลืมบอกไปเหมือนกัน”

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

“อ้าว เช่นนั้นเขาก็ไม่เสียอะไรเลยหรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น พอดีข้ามัวแต่คิดเรื่องเดิมพันกับป้า ๆ สองคน จึงลืมเรื่องของมันไปเสียสนิท”

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงหันขวับมามองเขาพร้อมกัน

“ใครเป็นป้ากัน!”

ยูรันยักไหล่

“ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่พวกท่านกลับรับพร้อมกันเอง”

“……”

เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นทั่วบริเวณที่นั่งของเหล่าหญิงสาว ขณะที่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงได้แต่นั่งกัดฟันด้วยใบหน้าแดงก่ำ

เยวียนจิ้งไห่รีบอุ้มบุตรชายถอยออกไป ก่อนพึมพำอย่างโล่งอก

“โชคดีที่มันลืม...”

ยูรันหันไปทางต้นเสียงทันที

“ครั้งหน้าไม่ลืมแน่นอน”

เยวียนจิ้งไห่ชะงัก ก่อนเร่งฝีเท้าจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

บนที่นั่งของสายรองที่สอง หญิงสาวอีกคนหนึ่งยังคงนั่งเหม่อมองยูรันอยู่ที่เดิม

นางคือเยวียนเหวินอวี้ บุตรสาวคนเล็กของเยวียนจิ้งไห่ และเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเยวียนเหวินเจ๋อ

ดวงตาของนางเป็นประกาย ขณะมองยูรันหมุนพู่กันนิมิตฝันอยู่กลางลานประลอง

“โห...หล่อเหลายิ่งนัก”

แก้มของนางค่อย ๆ แดงระเรื่อ

“แถมท่าทางเมื่อครู่ยังสง่างามมากอีกด้วย”

เยวียนหลิงซวงหันขวับมามองนางอย่างเหลือเชื่อ

“เดี๋ยวก่อน เขาเพิ่งซัดพี่ชายของเจ้ากระเด็นจนกระอักเลือดนะ!”

เยวียนเหวินอวี้พยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากยูรัน

“อืม ข้าเห็นแล้ว”

“แล้วเจ้ายังชมว่าเขาหล่อเหลาอีกหรือ?!”

“เรื่องพี่ชายถูกซัดกับเรื่องที่เขาหล่อเหลา มันเกี่ยวกันตรงไหน?”

เยวียนหลิงซวงซึ่งกำลังตำหนินางอยู่พลันชะงัก ก่อนหันกลับไปมองยูรันกลางลานประลองอีกครั้ง

ภาพของชายหนุ่มในชุดดำขณะถือพู่กันท่ามกลางภาพขุนเขาและมังกรสามตัวยังคงติดอยู่ในความคิดของนาง

นางมองอยู่พักหนึ่งจนเหม่อลอย ก่อนพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว

“อืม...ทั้งหล่อเหลาและสง่างามจริง ๆ”

เยวียนเหวินอวี้หันมามองนาง

“เมื่อครู่เจ้ายังตำหนิข้าอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”

เยวียนหลิงซวงสะดุ้ง ก่อนรีบทำสีหน้าเคร่งขรึม

“ข้าเพียงกล่าวตามความจริง มิได้คิดสิ่งใดเสียหน่อย”

“อ๋อ...”

“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น!”

เยวียนเหวินอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตายังคงจับจ้องยูรันไม่กะพริบ

“ถ้าข้าเดินเข้าไปเรียกเขาว่า ‘พี่ชายจ๋า’ จะเป็นอะไรไหมนะ?”

เยวียนหลิงซวงหันขวับมามองนาง

“เจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ?!”

เยวียนเหวินอวี้ยกมือขึ้นแตะแก้มของตนเอง

“เขาเป็นบุตรชายของท่านอาชิงเหยา ข้าเรียกว่าพี่ชายก็ถูกต้องแล้วนี่”

“แต่เหตุใดต้องเติมคำว่าจ๋าด้วย!”

“ฟังดูสนิทสนมดี”

เยวียนหลิงซวงอ้าปากคิดจะโต้แย้ง ทว่าสุดท้ายกลับเหลือบมองยูรันอีกครั้ง ก่อนพึมพำเบา ๆ

“ถ้าเช่นนั้น...ข้าเองก็เรียกได้เหมือนกันมิใช่หรือ?”

“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งกล่าวว่าข้าไม่รู้จักอาย”

“ข้าหมายถึงห้ามเจ้าเรียก ไม่ได้หมายความว่าข้าเรียกไม่ได้”

“……”

เยวียนเหวินอวี้มองนางด้วยสายตาดูแคลน

“ไร้ยางอายยิ่งกว่าข้าอีก”

เมื่อถึงเวลาการประลอง เยวียนซิงลู่ก็ก้าวขึ้นสู่ลานอย่างสง่างาม

นางหยุดยืนตรงหน้ายูรัน ก่อนประสานมือคารวะอย่างจริงจัง

“คารวะท่านพี่”

ยูรันพยักหน้ารับ

“อืม”

เยวียนซิงลู่ชักกระบี่ออกจากฝัก ก่อนยกขึ้นตั้งท่า

“พี่ชาย ได้โปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันหมุนพู่กันนิมิตฝันในมือหนึ่งรอบ

“ข้าสอนใครไม่เป็นสักหน่อย”

กล่าวจบ เขาก็โยนพู่กันกลับไปทางโม่ชิงเฟิง

หมับ!

ทันทีที่พู่กันตกถึงมือนาง แสงสว่างอันงดงามพลันหม่นลง รูปลักษณ์กลับไปเก่าโทรมดังเดิม

โม่ชิงเฟิงมองพู่กันในมือ ก่อนกัดฟันกรอด

“สักวันพี่สาวจะทำให้เจ้างดงามกว่าตอนอยู่กับเขาให้ได้!”

เยวียนซิงลู่ไม่สนใจเสียงโวยวายด้านล่าง นางยังคงจับจ้องพี่ชายด้วยแววตาแน่วแน่

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากลองดูว่าระหว่างข้ากับท่านพี่แตกต่างกันมากเพียงใด”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนตรวจสอบพลังของนาง

“อืม ครึ่งก้าวสู่แปลงเทพ น่าสนใจดี”

เขาหันไปทางเซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งอยู่ด้านล่าง

“แม้แต่หลานอิงซึ่งอยู่ครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตายังไม่กล้าประลองกับข้าเลยด้วยซ้ำ”

เซี่ยหลานอิงชะงัก ก่อนชี้หน้าตนเอง

“เหตุใดต้องลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย?”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าเพียงยกตัวอย่าง”

เซี่ยหลานอิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ

“ข้าไม่อยากโดนสายฟ้าต่างหาก”

ผู้ชมจากสายรองต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง

ครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตาไม่กล้าประลองกับชายผู้แผ่กลิ่นอายเพียงแก่นทองคำขั้นกลางอย่างนั้นหรือ?