ตอนที่ 388 ข้าไม่อยากโดนสายฟ้าต่างหาก
มังกรทั้งสามส่งเสียงคำราม ก่อนทะยานออกจากภาพวาดพร้อมกัน
โฮกกกกกกก!
ตัวแรกพุ่งเข้าหาเยวียนเหวินเจ๋อจากด้านหน้า ส่วนอีกสองตัวแยกออกไปโอบล้อมจากซ้ายและขวา ปิดทางหลบหนีของเขาเอาไว้อย่างสมบูรณ์
เยวียนเหวินเจ๋อกัดฟัน ก่อนเหวี่ยงกระบี่ออกไปเต็มกำลัง
“กระบี่หมื่นดารา!”
ปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าหามังกรตัวแรก ทว่ามันเพียงบิดเอวกลางอากาศ ร่างอันมหึมากลับเลื้อยหลบคมกระบี่ทั้งหมดได้อย่างพริ้วไหวจนน่าเหลือเชื่อ
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ไม่มีการโจมตีใดสัมผัสเกล็ดของมันได้แม้แต่ครั้งเดียว
เยวียนเหวินเจ๋อรีบหมุนตัว ก่อนฟันกระบี่ใส่มังกรอีกสองตัวซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง
มังกรตัวที่สองเอียงศีรษะหลบ ส่วนตัวที่สามม้วนร่างกลางอากาศอย่างงดงาม ปราณกระบี่พุ่งผ่านช่องว่างระหว่างลำตัวของพวกมันไปทั้งหมด
“เป็นไปไม่ได้!”
เยวียนเหวินเจ๋อกระหน่ำโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามังกรทั้งสามกลับเลื้อยหลบไปมารอบตัวเขาอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายอันใหญ่โตพลิ้วไหวราวกับเส้นหมึกบนปลายพู่กัน
ไม่ว่าเขาจะฟัน แทง หรือปล่อยปราณกระบี่ออกไปมากเพียงใด ทุกการโจมตีก็พลาดเป้าทั้งหมด
ผู้ชมทั่วทั้งลานประลองมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“มังกรตัวใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงหลบได้พริ้วขนาดนี้?!”
“ไม่ใช่เพียงพลังของภาพวาดแล้ว ผู้ควบคุมต้องคำนวณการโจมตีทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าด้วย!”
โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง
“พู่กันของข้าทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ?”
หนานอวี้ตบบ่านางเบา ๆ
“พู่กันทำได้”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวตามความจริง
“แต่เจ้าทำไม่ได้”
ฉึก!
ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง มังกรทั้งสามยังคงเลื้อยวนรอบเยวียนเหวินเจ๋อ ราวกับกำลังหยอกล้อกับเหยื่อซึ่งไม่มีทางหลบหนี
มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
มังกรตัวหนึ่งพลันสะบัดหางออกไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ตู้มมมมม!
หางมังกรฟาดเข้าใส่เยวียนเหวินเจ๋อเต็มแรง ร่างของเขากระเด็นออกจากลานประลองราวกับลูกธนู ก่อนกระแทกลงกับพื้นด้านนอกอย่างรุนแรง
“อั่ก!”
เยวียนเหวินเจ๋อกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ กระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือ ส่วนร่างกายนอนแน่นิ่งจนไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบ
ยูรันสะบัดพู่กันเบา ๆ
วูบ!
มังกรทั้งสามสลายกลับเป็นหยดหมึก ก่อนภาพขุนเขาและสายน้ำทั้งหมดจะหดตัวลงและไหลกลับเข้าสู่ปลายพู่กันในพริบตา
เขาถอนหายใจยาว ก่อนหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“เฮ้อออออ...เท่านี้พอจะเป็นแรงบันดาลใจให้อาเจ๊ตั้งใจอ่านตำราได้หรือยัง หืม?”
โม่ชิงเฟิงจ้องพู่กันในมือเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนลุกพรวดขึ้น
“ได้!”
นางชี้ไปยังจุดที่มังกรทั้งสามเพิ่งหายไป
“พี่สาวจะทำให้ได้แบบนั้น! ไม่สิ พี่สาวจะวาดมังกรออกมาสิบตัวเลยคอยดู!”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อืม ในที่สุดคนไร้ประโยชน์ก็เริ่มมีแรงบันดาลใจขึ้นมาบ้างแล้ว”
“เหตุใดต้องด่าพี่สาวปิดท้ายด้วย!”
มู่เสวี่ยหนิงพลันยกมือขึ้น ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านพี่เจ้าคะ รอบนี้ท่านจะเอาส่วนใดของร่างกายเขาไปหรือเจ้าคะ?”
สิ้นเสียงนั้น ทั่วทั้งลานประลองพลันเงียบกริบ
เหล่าศิษย์ของตำหนักเสวียนเยว่ค่อย ๆ หันไปมองเยวียนเหวินเจ๋อซึ่งกำลังนอนกระอักเลือดอยู่ด้านนอกลาน ก่อนเลื่อนสายตากลับมามองยูรันพร้อมกัน
เยวียนจิ้งไห่ลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“เดี๋ยวก่อน! นี่เป็นเพียงการประลอง เหตุใดต้องเอาส่วนใดของร่างกายเขาไปด้วย?!”
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ
“ปกติคนที่เข้ามาหาเรื่องท่านพี่จะต้องเสียอะไรกลับไปสักอย่างเจ้าค่ะ”
เซี่ยเยว่หลีพยักหน้าเห็นด้วย
“หากโชคดีก็แค่ลิ้น หู หรือจมูก”
หลานชิงอวี้กล่าวเสริมอย่างนุ่มนวล
“แต่หากโชคร้ายหน่อยก็อาจเป็นแขน ขา หรือตบะเจ้าค่ะ”
สีหน้าของผู้คนจากสายรองพลันซีดเผือดลงพร้อมกัน
ยูรันยกมือขึ้นลูบคาง ก่อนหันไปทางร่างของเยวียนเหวินเจ๋ออย่างใช้ความคิด
“อืม จริงด้วย รอบนี้ข้ายังไม่ได้คิดเลยว่าจะเอาส่วนใดของมันไปดี”
เยวียนจิ้งไห่รีบกระโดดลงจากที่นั่ง ก่อนวิ่งไปยืนขวางหน้าบุตรชายของตน
“ไม่ได้! เจ้าเอาไปไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว!”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ก็นั่นน่ะสิ ข้าไม่ได้คิดจะเอาอะไรไปจากเขาสักหน่อย”
“……”
ทุกคนรอบลานประลองชะงักค้าง
ยูรันหมุนพู่กันในมือ ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“การประลองครั้งนี้ไม่ได้มีเดิมพันกันนี่ ข้าเองก็ลืมบอกไปเหมือนกัน”
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ
“อ้าว เช่นนั้นเขาก็ไม่เสียอะไรเลยหรือเจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้าช้า ๆ
“ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น พอดีข้ามัวแต่คิดเรื่องเดิมพันกับป้า ๆ สองคน จึงลืมเรื่องของมันไปเสียสนิท”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงหันขวับมามองเขาพร้อมกัน
“ใครเป็นป้ากัน!”
ยูรันยักไหล่
“ไม่รู้สิ ข้าไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่พวกท่านกลับรับพร้อมกันเอง”
“……”
เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นทั่วบริเวณที่นั่งของเหล่าหญิงสาว ขณะที่เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงได้แต่นั่งกัดฟันด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เยวียนจิ้งไห่รีบอุ้มบุตรชายถอยออกไป ก่อนพึมพำอย่างโล่งอก
“โชคดีที่มันลืม...”
ยูรันหันไปทางต้นเสียงทันที
“ครั้งหน้าไม่ลืมแน่นอน”
เยวียนจิ้งไห่ชะงัก ก่อนเร่งฝีเท้าจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
บนที่นั่งของสายรองที่สอง หญิงสาวอีกคนหนึ่งยังคงนั่งเหม่อมองยูรันอยู่ที่เดิม
นางคือเยวียนเหวินอวี้ บุตรสาวคนเล็กของเยวียนจิ้งไห่ และเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเยวียนเหวินเจ๋อ
ดวงตาของนางเป็นประกาย ขณะมองยูรันหมุนพู่กันนิมิตฝันอยู่กลางลานประลอง
“โห...หล่อเหลายิ่งนัก”
แก้มของนางค่อย ๆ แดงระเรื่อ
“แถมท่าทางเมื่อครู่ยังสง่างามมากอีกด้วย”
เยวียนหลิงซวงหันขวับมามองนางอย่างเหลือเชื่อ
“เดี๋ยวก่อน เขาเพิ่งซัดพี่ชายของเจ้ากระเด็นจนกระอักเลือดนะ!”
เยวียนเหวินอวี้พยักหน้าโดยไม่ละสายตาจากยูรัน
“อืม ข้าเห็นแล้ว”
“แล้วเจ้ายังชมว่าเขาหล่อเหลาอีกหรือ?!”
“เรื่องพี่ชายถูกซัดกับเรื่องที่เขาหล่อเหลา มันเกี่ยวกันตรงไหน?”
เยวียนหลิงซวงซึ่งกำลังตำหนินางอยู่พลันชะงัก ก่อนหันกลับไปมองยูรันกลางลานประลองอีกครั้ง
ภาพของชายหนุ่มในชุดดำขณะถือพู่กันท่ามกลางภาพขุนเขาและมังกรสามตัวยังคงติดอยู่ในความคิดของนาง
นางมองอยู่พักหนึ่งจนเหม่อลอย ก่อนพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว
“อืม...ทั้งหล่อเหลาและสง่างามจริง ๆ”
เยวียนเหวินอวี้หันมามองนาง
“เมื่อครู่เจ้ายังตำหนิข้าอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
เยวียนหลิงซวงสะดุ้ง ก่อนรีบทำสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้าเพียงกล่าวตามความจริง มิได้คิดสิ่งใดเสียหน่อย”
“อ๋อ...”
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น!”
เยวียนเหวินอวี้เอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตายังคงจับจ้องยูรันไม่กะพริบ
“ถ้าข้าเดินเข้าไปเรียกเขาว่า ‘พี่ชายจ๋า’ จะเป็นอะไรไหมนะ?”
เยวียนหลิงซวงหันขวับมามองนาง
“เจ้าไม่รู้จักอายบ้างหรือ?!”
เยวียนเหวินอวี้ยกมือขึ้นแตะแก้มของตนเอง
“เขาเป็นบุตรชายของท่านอาชิงเหยา ข้าเรียกว่าพี่ชายก็ถูกต้องแล้วนี่”
“แต่เหตุใดต้องเติมคำว่าจ๋าด้วย!”
“ฟังดูสนิทสนมดี”
เยวียนหลิงซวงอ้าปากคิดจะโต้แย้ง ทว่าสุดท้ายกลับเหลือบมองยูรันอีกครั้ง ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าเองก็เรียกได้เหมือนกันมิใช่หรือ?”
“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งกล่าวว่าข้าไม่รู้จักอาย”
“ข้าหมายถึงห้ามเจ้าเรียก ไม่ได้หมายความว่าข้าเรียกไม่ได้”
“……”
เยวียนเหวินอวี้มองนางด้วยสายตาดูแคลน
“ไร้ยางอายยิ่งกว่าข้าอีก”
เมื่อถึงเวลาการประลอง เยวียนซิงลู่ก็ก้าวขึ้นสู่ลานอย่างสง่างาม
นางหยุดยืนตรงหน้ายูรัน ก่อนประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
“คารวะท่านพี่”
ยูรันพยักหน้ารับ
“อืม”
เยวียนซิงลู่ชักกระบี่ออกจากฝัก ก่อนยกขึ้นตั้งท่า
“พี่ชาย ได้โปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”
ยูรันหมุนพู่กันนิมิตฝันในมือหนึ่งรอบ
“ข้าสอนใครไม่เป็นสักหน่อย”
กล่าวจบ เขาก็โยนพู่กันกลับไปทางโม่ชิงเฟิง
หมับ!
ทันทีที่พู่กันตกถึงมือนาง แสงสว่างอันงดงามพลันหม่นลง รูปลักษณ์กลับไปเก่าโทรมดังเดิม
โม่ชิงเฟิงมองพู่กันในมือ ก่อนกัดฟันกรอด
“สักวันพี่สาวจะทำให้เจ้างดงามกว่าตอนอยู่กับเขาให้ได้!”
เยวียนซิงลู่ไม่สนใจเสียงโวยวายด้านล่าง นางยังคงจับจ้องพี่ชายด้วยแววตาแน่วแน่
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากลองดูว่าระหว่างข้ากับท่านพี่แตกต่างกันมากเพียงใด”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนตรวจสอบพลังของนาง
“อืม ครึ่งก้าวสู่แปลงเทพ น่าสนใจดี”
เขาหันไปทางเซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งอยู่ด้านล่าง
“แม้แต่หลานอิงซึ่งอยู่ครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตายังไม่กล้าประลองกับข้าเลยด้วยซ้ำ”
เซี่ยหลานอิงชะงัก ก่อนชี้หน้าตนเอง
“เหตุใดต้องลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย?”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าเพียงยกตัวอย่าง”
เซี่ยหลานอิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าไม่อยากโดนสายฟ้าต่างหาก”
ผู้ชมจากสายรองต่างหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตาไม่กล้าประลองกับชายผู้แผ่กลิ่นอายเพียงแก่นทองคำขั้นกลางอย่างนั้นหรือ?