ตอนที่ 389 ทั้งไม่ร้อน ไม่เย็น และไม่ค่อยเจ็บ สบาย ๆ ดีออก
แรงระเบิดสลายหายไป ทว่ากำแพงวารียังคงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้ายูรัน แม้แต่ระลอกคลื่นยังไม่ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ
เยวียนซิงลู่ขมวดคิ้ว ก่อนพุ่งออกไปอีกครั้ง
“ยังไม่จบ!”
นางหมุนตัวกลางอากาศ ก่อนฟันกระบี่กระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ปราณกระบี่หลายสิบสายหลอมรวมกันเป็นกระบวนท่าเดียว พุ่งตรงเข้าหายูรันจากเบื้องบน
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนวาดฝ่ามือเป็นวงรีขนาดใหญ่กลางอากาศ
ละอองน้ำรอบลานประลองพลันไหลมารวมตัวกันตามรอยมือของเขา ก่อตัวเป็นกระจกวารีบานใหญ่
“คาถาน้ำ”
ผิวกระจกเรียบสนิทราวกับแผ่นแก้ว สะท้อนภาพของเยวียนซิงลู่และกระบวนท่าของนางออกมาอย่างชัดเจน
“กระจกวารี”
วิ้ง!
ภาพสะท้อนภายในกระจกพลันขยับตัว
เยวียนซิงลู่อีกคนหนึ่งก้าวออกมาจากผิวน้ำ รูปลักษณ์ ท่าทาง กลิ่นอาย และกระบี่ในมือล้วนเหมือนกับตัวจริงทุกประการ
ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ ภาพสะท้อนยังกำลังใช้กระบวนท่าเดียวกับนางอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
“อะไรนะ?!”
เยวียนซิงลู่เบิกตากว้าง
ภาพสะท้อนฟันกระบี่ออกมาในจังหวะเดียวกัน ปราณกระบี่ซึ่งมีพลังเท่าเทียมกับของนางพุ่งสวนกลับไปอย่างรุนแรง
ตู้มมมมมมมมมม!
การโจมตีทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ก่อนระเบิดออกเป็นคลื่นพลังมหาศาล
เยวียนซิงลู่ถูกแรงปะทะผลักถอยหลังไปหลายสิบก้าว ขณะที่ภาพสะท้อนภายในกระจกวารียังคงยืนถือกระบี่อยู่เบื้องหน้ายูรันอย่างสงบนิ่ง
สุ่ยหลานอิงกับสุ่ยหลานซีมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“ไม่เพียงสะท้อนรูปลักษณ์...”
“แม้แต่กระบวนท่าก็ยังจำลองออกมาได้เหมือนกันทุกประการ!”
โม่ชิงเฟิงลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ก่อนชี้ไปยังกระจกวารีด้วยดวงตาเป็นประกาย
“เดี๋ยวก่อนนะ! ในเมื่อพู่กันนิมิตฝันสามารถทำให้ภาพวาดกลายเป็นจริงได้ เช่นนั้นพี่สาวก็สร้างกระจกที่สะท้อนกระบวนท่าของศัตรูแบบนั้นได้เหมือนกันสินะ!”
ยูรันยังไม่ทันตอบ เยวียนซิงลู่ก็กระชับกระบี่และพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
แม้นางจะตกตะลึงกับกระจกวารี แต่กลับไม่มีความคิดยอมแพ้แม้แต่น้อย
“ข้าจะทำลายมันเอง!”
เยวียนซิงลู่หลอมรวมปราณเข้าสู่กระบี่ ก่อนฟันคลื่นกระบี่หลายสายเข้าใส่กระจกวารีพร้อมกัน
ยูรันยกมือขึ้นช้า ๆ
กระแสน้ำทั่วลานประลองพลันสั่นสะเทือน ก่อนพุ่งขึ้นจากพื้นและหมุนวนเหนือศีรษะของเขา
“คาถาน้ำ”
สายน้ำจำนวนมหาศาลหลอมรวมเป็นมังกรวารีขนาดใหญ่ เกล็ด เขี้ยว และกรงเล็บล้วนปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนราวกับสิ่งมีชีวิตจริง
“กระสุนมังกรวารี!”
โฮกกกกกกก!
มังกรวารีส่งเสียงคำราม ก่อนพุ่งทะยานเข้าใส่เยวียนซิงลู่พร้อมกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก คลื่นกระบี่ของนางถูกแรงปะทะกลืนหายไปทีละสาย ขณะที่ร่างมังกรขนาดมหึมายังคงมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่ลดความเร็วแม้แต่น้อย
หลังจากปะทะกับมังกรวารีอยู่หลายกระบวนท่า ในที่สุดเยวียนซิงลู่ก็สามารถฟันสลายร่างของมันได้สำเร็จ
ซ่าาาาา!
มวลน้ำมหาศาลแตกกระจายกลางอากาศ ก่อนตกลงมาราวกับสายฝน
เยวียนซิงลู่ยืนหอบหายใจอยู่กลางลาน มือที่จับกระบี่สั่นเล็กน้อย ขณะที่พลังภายในร่างถูกใช้ไปมากกว่าครึ่ง
[นี่มันอะไรกัน...]
[ข้ายังโจมตีไม่ถูกตัวท่านพี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว]
[เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงน้ำธรรมดา แต่เหตุใดข้าจึงไม่อาจฝ่าการป้องกันของเขาได้แม้แต่น้อย?]
นางสูดหายใจลึก ก่อนยกกระบี่ขึ้นอีกครั้ง
“ท่านพี่ ข้าอยากเห็นวิชากระบี่ของท่าน”
ยูรันตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด
“ข้าเกลียดกระบี่”
“……”
เยวียนซิงลู่ชะงักค้าง
ผู้ฝึกกระบี่จำนวนมากบนอัฒจันทร์ต่างหันมามองเขาพร้อมกัน ราวกับเพิ่งได้ยินคำดูหมิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เยวียนซิงลู่ก้มมองกระบี่ในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านพี่เกลียดกระบี่หรือ?”
“อืม เกลียดมาก”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ดังนั้นอย่าหวังว่าจะได้เห็นข้าใช้มัน”
ยูรันยกมือขึ้นลูบคางเล็กน้อย
“แต่หากเป็นอาวุธอย่างอื่น ข้าก็พอใช้ได้อยู่”
เขาหันไปทางเยวียนซิงลู่
“อยากดูหรือไม่?”
ดวงตาของเยวียนซิงลู่เป็นประกายขึ้นมาทันที นางประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
“อยากเจ้าค่ะ ขอท่านพี่โปรดชี้แนะ”
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนดีดนิ้วดังเป๊าะ
วิ้ง!
ดาบประกายเหมันต์ซึ่งหลับใหลอยู่ภายในรอยผนึกพลันสั่นสะเทือน ก่อนสลายกลายเป็นลำแสงพุ่งตรงเข้าหามือของเขา
หมับ!
ทันทีที่ยูรันคว้าด้ามดาบเอาไว้ รูปลักษณ์ของมันก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
คมดาบสีขาวอมฟ้าเปล่งประกายราวกับผลึกน้ำแข็ง ลวดลายเกล็ดหิมะบนใบดาบส่องแสงระยิบระยับ ไอเย็นบริสุทธิ์แผ่กระจายออกมาจนพื้นลานประลองเริ่มถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งบาง ๆ
หนานอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ดูกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ งดงามจริง ๆ”
ยูรันหมุนดาบประกายเหมันต์ในมือหนึ่งรอบ ก่อนย่อตัวลงเล็กน้อยและตั้งท่า
บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปในทันที
เยวียนซิงลู่กระชับกระบี่แน่น สัญชาตญาณทั่วร่างกำลังส่งเสียงเตือนอย่างรุนแรง
ยูรันหันคมดาบเข้าหานาง
“ระวังเอาไว้หน่อยก็แล้วกัน”
“ต่อจากนี้ ข้าจะเป็นฝ่ายโจมตีบ้างแล้ว”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“อืม...คนของตำหนักพวกเจ้าชอบตั้งชื่อวิชาให้เกี่ยวข้องกับดาราสินะ”
เขาลดดาบประกายเหมันต์ลงข้างเอว ก่อนวางมือบนด้ามดาบอย่างสงบนิ่ง
“ถ้าเช่นนั้น...”
ไอเย็นรอบลานประลองพลันหยุดเคลื่อนไหว ราวกับแม้แต่สายลมยังถูกแช่แข็ง
“วิชาดาบเจ็ดดารา”
“……”
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ
ยูรันก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ดาราที่หนึ่ง”
สัญชาตญาณของเยวียนซิงลู่พลันส่งเสียงเตือนอย่างรุนแรง
[ต้องหลบ!]
[ต้องหลบเดี๋ยวนี้!]
ทันทีที่คำพูดสุดท้ายของยูรันจบลง นางก็กระทืบเท้าและพุ่งหลบออกไปด้านข้างอย่างสุดกำลัง
ฉับ!
แทบไม่มีใครมองเห็นว่ายูรันชักดาบออกจากฝักตั้งแต่เมื่อใด
พวกเขาเห็นเพียงประกายแสงสีฟ้าขาววาบผ่านลานประลองไปในชั่วพริบตา
ฟึ่บบบบบบบบ!
ตู้มมมมมมมมม!
ทุกสิ่งเบื้องหน้ายูรันถูกฟันแยกออกเป็นแนวตรง รอยดาบลากยาวจากกลางลานประลอง ทะลุกำแพงป้องกัน และพุ่งต่อไปไกลจนสุดสายตา
พื้นดินแยกออกจากกันเป็นร่องลึก ขอบรอยตัดเรียบสนิทราวกับกระจก ผลึกน้ำแข็งจำนวนมหาศาลเกาะอยู่ตลอดแนว ก่อนสะท้อนแสงระยิบระยับกลางอากาศ
เยวียนซิงลู่ปรากฏตัวอยู่ด้านข้างลาน เสื้อบริเวณหัวไหล่ถูกตัดขาดไปเล็กน้อย ทั้งที่นางตอบสนองตามสัญชาตญาณและหลบออกมาก่อนการโจมตีจะเริ่มเสียอีก
นางหันกลับไปมองรอยดาบซึ่งทอดยาวจนมองไม่เห็นปลายทาง ใบหน้าค่อย ๆ ซีดเผือดลง
ผู้ชมทั่วทั้งลานประลองนิ่งค้าง
ไม่มีใครรู้ว่าตลอดเส้นทางซึ่งถูกฟันออกไปนั้น มีผู้ใดโชคร้ายโดนลูกหลงบ้างหรือไม่
เยวียนจ้าวคุนลุกพรวดขึ้น ก่อนตะโกนสุดเสียง
“ไอ้หลานเวร! เจ้าฟันอะไรของเจ้าไปทางตำหนักด้านโน้นกันแน่?!”
ยูรันยกมือขึ้นแคะหูอย่างรำคาญ
“โอ๊ย ตาแก่ ข้าตรวจสอบดีแล้ว ไม่มีใครโดนลูกหลงสักหน่อย”
เยวียนจ้าวคุนชี้ไปยังรอยดาบซึ่งทอดยาวจนสุดสายตา
“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไร?! รอยฟันของเจ้าพุ่งออกไปไกลจนข้ามองไม่เห็นปลายทางแล้ว!”
ยูรันตอบอย่างสงบ
“อย่างน้อยภายในรัศมีห้าลี้ก็ไม่มีใครอยู่ในเส้นทางที่ข้าฟันแน่นอน”
“อย่างน้อยภายในห้าลี้?!”
เยวียนจ้าวคุนเบิกตากว้าง
“แล้วนอกระยะห้าลี้เล่า?!”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยักไหล่
“อืม ข้ามองไม่เห็นนี่ จะให้รู้ได้อย่างไร?”
“เจ้าเพิ่งบอกว่าตรวจสอบดีแล้วมิใช่หรือ!”
ยูรันไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาหันกลับไปทางเยวียนซิงลู่ ก่อนเก็บดาบเข้าฝักอย่างสง่างาม
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเกลียดการใช้กระบี่ เจ้าไม่เชื่อเอง จะโทษข้าไม่ได้”
เยวียนซิงลู่มองดาบประกายเหมันต์ในมือเขา ก่อนมองรอยฟันขนาดมหึมาซึ่งผ่าลานประลองออกเป็นทางยาว
“แต่ท่านพี่ใช้ดาบได้น่ากลัวกว่าคนใช้กระบี่เสียอีกนะเจ้าคะ...”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เพราะมันไม่ใช่กระบี่อย่างไรเล่า”
ยูรันยกดาบประกายเหมันต์ขึ้นพาดบ่า ก่อนหันไปทางเยวียนซิงลู่
“จะประลองต่อหรือไม่?”
เขาชี้ไปยังรอยฟันยาวเหยียดเบื้องหน้า
“วิชานี้มีชื่อว่าเจ็ดดารา เมื่อครู่เป็นเพียงดาราที่หนึ่งเท่านั้น เจ้ายังหลบแทบไม่พ้นเลยนะ”
เยวียนซิงลู่ก้มมองรอยขาดตรงหัวไหล่ของตนเอง ก่อนกลืนน้ำลายลงคอ
ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“ส่วนท่าหลังจากนี้จะทั้งรวดเร็วและต่อเนื่องยิ่งกว่าเดิม ไม่มีการฟันเพียงครั้งเดียวแล้วจบเหมือนดาราที่หนึ่งหรอก”
ผู้ชมทั่วทั้งลานพลันเงียบลงกว่าเดิม
เพียงดาราที่หนึ่งก็ฟันลานประลอง กำแพงป้องกัน และพื้นดินยาวออกไปหลายลี้ หากเป็นอีกหกท่าที่เหลือ พวกเขาไม่อยากจินตนาการเลยว่าตำหนักเสวียนเยว่จะเหลือสภาพเช่นไร
ยูรันสะบัดดาบเบา ๆ ผลึกน้ำแข็งจำนวนมากพลันร่วงลงจากคมดาบ
“ข้าว่าให้ข้ากลับไปใช้วิชาน้ำเหมือนเดิมดีกว่า”
เขาพยักหน้าให้กับข้อเสนอของตนเอง
“ทั้งไม่ร้อน ไม่เย็น และไม่ค่อยเจ็บ สบาย ๆ ดีออก”
เยวียนซิงลู่เงยหน้ามองพี่ชายด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ท่านพี่ คำว่า ‘สบาย ๆ’ ของท่านกับของคนทั่วไป ดูเหมือนจะมีความหมายไม่เหมือนกันนะเจ้าคะ...”